ข้อเท็จจริง
1. โจทก์ยื่นฟ้องว่าจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นหน่วยงานอของรัฐ และเป็นผู้บังคับบัญชาของ ร้อยตำรวจโท ป. พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาล ช. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2544 โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้ร้องทุกข์มอบคดีต่อ ร้อยตำรวจโทษ ป. ให้ดำเนินคดีแก่นาย ว. ในความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ร้อยตำรวจโท ป. รับคำร้องทุกข์ไว้ ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2544 โจกท์นำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับนาย ว. ส่งพนักงานสอบสวน และนาย ว. ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวน แต่จนถึงปัจจุบันร้อยตำรวจโท ป. ในฐานะพนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งฟ้องนาย ว. ต่อศาลแต่อย่างใด โจทก์ติดตามเรื่องมาโดยตลอดแต่ได้รับคำตอบว่าคดีไม่มีปัญหาอยู่ระหว่างการส่งฟ้องนาย ว. การปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจโท ป. ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นไปด้วยความล่าช้าและไม่ดำเนินการตามกฎหมายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีอาญาดังกล่าวขาดอายุความ โจทก์ในฐานะผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐและเป็นผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจโท ป. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 900,000 บาท อันเป็นจำนวนเงินซึ่งนาย ว. สั่งจ่ายตามเช็คที่โจทก์ไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโท ป. .........
1.1 ในทางปฏิบัติในคดีแพ่ง เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องเช่นนี้ ศาลจะสั่งรับคำฟ้องว่า “รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน ส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง”
1.2 การสั่งรับฟ้องของโจทก์ตามข้อง 1.1 แสดงว่าศาลได้ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่าถูกต้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 แล้ว
1.3 ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องร้อยตำรวจโท ป. คงฟ้องได้แต่เพียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ
2. จำเลยยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับซึ่งปรากฏว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์
2.1 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เช่นนี้ ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ทำนองว่า “รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้จำเลยแก้ภายใน 15 วัน ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์”
2.2 การที่โจทก์จะยื่นฟ้องอุทธรณ์นั้น โจทก์ต้องดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 กล่าวคือ ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน และในคดีนี้ทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือ 900,000 บาท การที่โจทก์จะยื่นอุทธรณ์นั้นต้องนำเงินค่าขึ้นศาลอัตราร้อยละ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคสอง มาชำระเป็นค่าขึ้นศาลด้วย ไม่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนมาวาง ตามมาตรา 229 เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
2.3 ในคดีนี้โจทก์ สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 เนื่องจากทุนทรัพย์เกินกว่า 50,000 บาท แต่ข้อเท็จจริงนั้น จะต้องมีการว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225
3. ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วพิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี.............กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท
4. จำเลยยื่นฎีกา
4.1 ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของจำเลยคือ 900,000 บาท การที่จำเลยจะยื่นฎีกานั้น จำเลยต้องเสียเงิน 3 จำนวน กล่าวคือ
(1) ค่าขึ้นศาลอัตราร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ และ
(2) ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลซึ่งโจทก์ได้ชำระไปแล้วในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ รวมทั้งค่าทนายความที่ศาลอุทธรณ์กำหนดอีก 40,000 บาท มาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247
(3) เงินจำนวนที่สาม คือ เงินค่านำหมายส่งสำเนาฎีกา
4.2 คดีนี้ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 เนื่องจากทุนทรัพย์เกินกว่าง 200,000 บาท เพียงแต่ข้อเท็จจริงนั้นจะต้องว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249
4.3 ในทางปฏิบัติศาลจะสั่งรับฎีกาของจำเลยว่า “รับเป็นฎีกาของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน ให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาให้อีกฝ่ายหนึ่งภายใน 5 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วันนับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่าทิ้งฟ้องฎีกา”
5. ในชั้นฎีกา จำเลยยื่นฎีกาว่า ร้อยตำรวจโท ป. ไม่ได้ทำละเมิดและฎีกาต่อมาว่า การติดตามจับกุมผู้ต้องหาไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนและกฎหมายมิได้บัญญัติให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนคดีอาญาขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ป.วิ.อ. มาตรา 2(11) บัญญัติว่า “สอบสวนหมายความถึงการรวมรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ” จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของพนักงานสอบสวนคือ ดำเนินการต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ดังนั้น การติดตามจับผู้ต้องหาซึ่งหลบหนีหมายจับและการสอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อนคดีอาญาขาดอายุความจึงล้วนเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของพนักงานสอบสวนทั้งสิ้น แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่า ร้อยตำรวจโท ป. ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการบ่งชี้ว่า ได้พยายามเร่งรัดการดำเนินคดีหรือพยายามเร่งรัดติดตามจับนาย ว. ส่งมอบให้พนักงานอัยการ แม้โจทก์จะมีหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาของ ร้อยตำรวจโท ป. เป็นระยะต่อเนื่องตลอดมา แต่ร้อยตำรวจโท ป. ยังคงเพิกเฉยไม่นำพาที่จะเร่งรัดหรือพยายามเร่งรัดดำเนินคดีจนเป็นเหตุให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล ช. ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงได้พิจารณา “กักยาม” ร้อยตำรวจโท ป. มีกำหนด 3 วัน กรณีทำสำนวนล่าช้า การกระทำของร้อยตำรวจโท ป. จึงเป็นการละเลยไม่ใส่ใจในการปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรที่พนักงานสอบสวนพึงปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบจนคดีอาญาขาดอายุความกรณีจึงเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อโจทก์
ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์.........
5.1 ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเช่นนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว ศาลชั้นต้นจะออกคำบังคับเพื่อสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป แต่ถ้าหากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติตามคำบังคับแล้วโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีได้
อ้างอิง / เรียบเรียง : ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ