เป็นกฎหมายอีกลักษณะหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาครั้งล่าสุด เราต้องดูเปรียบเทียบกับ ป.อ. มาตรา ๑๙๙ ถึงจะเห็นความแตกต่าง
มีประเด็นที่น่าสนใจคือ
๑) คำว่า “ศพ” หมายถึง ร่างกายของคนที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ได้แก่บุคคลที่เกิดมาแล้วตายลง มิใช่ตายในท้องแล้วคลอดออกมาแบบไม่มีชีวิต ไม่ถือว่าเป็นศพ (จิตติ ติงศภัทิย์) (หรือจะอธิบายโดยใช้ ป.พ.พ. มาตรา ๑๕ ก็ได้) ฉะนั้น หากทำแท้งจนเด็กคลอดออกมาไม่มีชีวิต เมื่อนำเด็กไปฝัง ไม่ผิดมาตรานี้เพราะวัตถุแห่งการกระทำไม่ใช่ศพ
๒) ความผิดฐานนี้ต่างจากความผิดฐานซ่อนเร้นศพตามมาตรา ๑๙๙ ซึ่งมาตราดังกล่าวจะต้องกระทำโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อปิดบังการเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตาย เช่น ฆ่าผู้ตายแล้วเผาศพอำพรางคดี ผิดมาตรา ๑๙๙ (ฎีกาที่ ๑๒๐๒/๒๕๒๐) ทำร้ายภรรยาตายแล้วรีบเผาโดยไม่แจ้งบิดามารดาของภริยาทราบ ผิดมาตรา ๑๙๙ (ฎีกาที่ ๖๒๕๕/๒๕๓๔) ยิงผู้ตายแล้วนำศพไปใส่ไว้ในกล่องในห้องเก็บหนังสือในโบสถ์ ถือว่ามีเจตนาปิดบังเหตุแห่งการตาย ผิดมาตรา ๑๙๙ (ฎีกาที่ ๕๘๖/๒๕๒๗)
มี ๒ ฎีกาที่น่าสนใจคือ
ฎีกาที่ ๔๖๘๓/๒๕๔๑ วินิจฉัยว่า ยิงผู้ตายแล้วย้ายศพไปจากที่เกิดเหตุ ๒๐ เมตร โดยอยู่ในที่เปิดเผยถูกพบเห็นได้ง่าย ไม่ผิดมาตรา ๑๙๙
ต่อมามีฎีกาล่าสุดคือ ฎีกาที่ ๑๐๒๗๘/๒๕๕๕ วินิจฉัยว่า จำเลยยิงผู้ตายแล้วเกลี่ยดินกลบคราบเลือดบริเวณใต้ถุนบ้านจำเลย จากนั้นลากศพไปไว้ที่ถนนสาธารณะหน้าบ้านห่างออกไปประมาณ ๓๐ เมตร ผิดฐานซ้อนเร้นศพ
ข้อที่แตกต่างกันคือ คดีแรกโจทก์นำสืบลอยๆ ว่า หลังจากยิงแล้วจำเลยเคลื่อนย้ายศพ จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะวินิจฉัยเจตนาพิเศษของจำเลย ส่วนฎีกาหลังโจทก์นำสืบให้เห็นว่า จำเลยยิงแล้วเกลี่ยดินกลบคราบเลือดบริเวณใต้ถุนบ้านจำเลย จึงทำให้ผลของคดีต่างกัน
ข้อที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ ฎีกาที่ ๑๐๒๗๘/๒๕๕๕ นอกจากจำเลยจะผิด ป.อ. มาตรา ๑๙๙ แล้ว ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า จำเลยผิด ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๐ ทวิ วรรคสอง ด้วย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕๐ ทวิ วรรคสอง บทหนักที่สุด
ส่วนความผิดตามมาตรา ๓๖๖/๓ ผู้กระทำไม่ต้องมีเจตนาพิเศษ เพียงกระทำโดยไม่มีเหตุสมควรก็เป็นความผิดแล้ว ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงในฎีกาที่ ๔๖๘๓/๒๕๔๑ แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษ แต่การย้ายศพหลังฆ่าแล้วก็แสดงถึงเหตุอันไม่สมควรอยู่ดี เป็นความผิดมาตรา ๓๖๖/๓
ที่มา/อ้างอิง : หลักและคำพิพากษากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา