หัวข้อ : เจาะประเด็น พิสดาร! ข้อสอบเนติบัณฑิต ข้อ ๑ สมัยที่ ๖๑ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑
หมวดหมู่ : ถาม-ตอบ ฎีกาเด่นติดดาว (ประเด็นฎีกา 5ดาว)







ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ ๖๑ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑

ข้อ 1. นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คัน ไว้จากนายเสาร์ในคราวเดียวกัน รถจักรยานยนต์คันหนึ่งเป็นของนายจันทร์ อีกคันหนึ่งเป็นของนายอังคาร หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ นายอาทิตย์รับรถจักรยานยนต์ของนายพุธไว้จากนายเสาร์อีก 1 คัน ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับนายอาทิตย์ในข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันในวันเดียวกัน และยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันดังกล่าวเป็นของกลางได้พร้อมกัน พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอาทิตย์เฉพาะข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ของนายจันทร์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายอาทิตย์ 2 ปี นายอาทิตย์อุทธรณ์ ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายอังคารและนายพุธต่างเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอาทิตย์ข้อหารับของโจรรถจักรยานยนต์ของตนอีกคนละคดีต่อศาลชั้นต้น ให้วินิจฉัยว่า นายอังคารและนายพุธมีอำนาจฟ้องนายอาทิตย์หรือไม่

๑) ถาม นายอาทิตย์รับของโจรรถจักรยานยนต์ ๒ คันแรกในคราวเดียวกัน เป็นกรรมเดียวหรือไม่

ตอบ เป็นกรรมเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ เนื่องจากเกิดจากการกระทำอันเดียวกัน (ธงคำตอบ)

๒) ถาม ส่วนการรับของโจรรถจักรยานยนต์คันหลังเป็นความผิดต่างกรรมกับ ๒ คันแรก ถูกต้องหรือ

ตอบ ถูกต้อง เพราะต่างกรรมต่างวาระกันแล้ว (ธงคำตอบ)

๓) การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับนายอาทิตย์และยึดรถจักรยานยนต์ทั้ง ๓ คันได้พร้อมกัน ไม่ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวหรือ

ตอบ ถือแบบนั้นไม่ได้ เพราะนายอาทิตย์รับของโจรคนละคราวกัน

หมายเหตุ 
อ้างอิงฎีกาที่ ๒๖๒/๒๕๕๐ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีก่อนกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน แต่ที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน การที่จำเลยมิได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับในคดีก่อนไว้คนละคราวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้จึงระงับไปตามป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔)

๔) ถาม เมื่อการรับของโจร ๒ คันแรก กับอีก ๑ คันหลัง เป็นคนละกรรมกัน แปลว่า จำเลยต้องรับผิด ๒ กระทงความผิด

ตอบ ถูกต้อง ซึ่งหากกระทงใดศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ผู้เสียหายจะนำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้ำ

๕) การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกนายอาทิตย์ (รถจักรยานยนต์ ๒ คันแรก) ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ถือว่าคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ตอบ ถือว่าเสร็จเด็ดขาดตาม ป.วิ. มาตรา ๓๙ (๔)

๖) แสดงว่า คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดกับคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่เหมือนกัน

ตอบ ถูกต้อง ไม่เหมือนกัน เพราะเสร็จเด็ดขาด อาจจะยังไม่ถึงที่สุด เช่น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่อุทธรณ์ แต่จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ เป็นอันเสร็จเด็ดขาด แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะจำเลยที่ ๒ ยังอุทธรณ์อยู่ (ฎีกาที่ ๓๔๘๘/๒๕๒๙) หากมีการฟ้องจำเลยที่ ๑ อีกถือเป็นฟ้องซ้ำ แต่หากมีการฟ้องจำเลยที่ ๒ (ซึ่งยังไม่ถึงที่สุด) จะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ (ฎีกาที่ ๔๖๑๕/๒๕๔๓, ๔๖๔/๒๕๓๐)

๗) ถาม ส่วนคดีรับของโจร ๑ คันหลัง เป็นคนละกรรมกัน ถือว่ายังไม่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด

ตอบ ถูกต้อง นายพุทธจึงฟ้องนายอาทิตย์ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

๘) สงสัยว่า คดีแรกพนักงานอัยการเป็นโจทก์ คดีหลังราษฎรเป็นโจทก์ ทำไมจึงเป็นฟ้องซ้ำ

ตอบ ฟ้องซ้ำไม่ได้ดูตัวโจทก์ แต่ดูตัวจำเลยเป็นหลัก เพราะจำเลยจะไม่ควรได้รับความเดือนร้อน สองครั้งจากการกระทำครั้งเดียว (Not twice for the same)

๙) แสดงว่า เรื่องกรรมเดียวหลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา ๙๐, ๙๑ เป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้ำ

ตอบ ถูกต้อง หากวินิจฉัยเรื่องกรรมเดียวหลายกรรมไม่ขาด จะตอบฟ้องซ้ำไม่ได้เลย

๑๐) ถาม อยากรู้เรื่องกรรมเดียวหลายกรรม พออธิบายได้ไหม

ตอบ ไปหาอ่านเอาเองในหนังสือ ป.อ. อย่าลืมดูเรื่องความผิดต่อเนื่องด้วย

๑๑) ถาม ความผิดต่อเนื่องคืออะไร

ตอบ คือ ความผิดกรรมเดียวนั่นเอง แต่มีการกระทำต่อเนื่องตลอดมา พูดให้เข้าใจง่ายคือ ยังคงเป็นความผิดตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีการกระทำนั้น เช่น มีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง (ฎีกาที่ ๒๐๘๓/๒๕๓๙) ยึดถือครอบครองป่าสงวนแห่งชาติ (ฎีกาที่ ๓๗๔๗/๒๕๒๕) ความผิดต่อเนื่องเหล่านี้ หากโจทก์เคยฟ้องจำเลยจนคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว และจำเลยไม่ได้กระทำการอันใดขึ้นใหม่ โจทก์จะฟ้องอีกไม่ได้ ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ

๑๒) ฉะนั้น หากโจทก์นำการกระทำอันเดียวกันมาฟ้องหลังจากคดีแรกเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว เป็นฟ้องซ้ำทุกกรณี

ตอบ ถูกต้อง ทุกกรณี แม้คดีนั้นจะมีผู้เสียหายหลายคน หากคนใดเป็นโจทก์ฟ้องก่อนและคดีเสร็จเด็ดขาดก่อน คนหลังเป็นฟ้องซ้ำทันที (ฎีกาที่ ๑๑๓๒/๒๕๕๒)

๑๓) ถาม ไม่ว่าคดีแรกหรือคดีหลัง จะเป็นอัยการหรือเป็นราษฎร หากฟ้องหลังจากคดีแรกเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ย่อมเป็นฟ้องซ้ำเช่นกัน ถูกต้องหรือไม่

ตอบ ถูกต้อง เหตุผลตามข้อก่อน

๑๔) ถาม จริงหรือ ?

ตอบ จริง โดยมีข้อแม้ว่า คดีก่อนจะต้องไม่มีการฟ้องแบบซูเอี๋ยกัน มิฉะนั้น จะไม่ถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง (ฎีกาที่ ๖๔๔๖/๒๕๔๗)

หมายเหตุ
อ้างอิงฎีกาที่ ๖๔๔๖/๒๕๔๗ หลักการของ ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๔) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเสมอยอมกัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่

๑๕) ถาม จำเป็นหรือไม่ ที่คดีฟ้องซ้ำจะต้องฟ้องทีหลัง

ตอบ ไม่จำเป็น อาจฟ้องพร้อมกัน หรือคดีที่เป็นฟ้องซ้ำอาจฟ้องก่อนก็ได้ หากคดีใดเสร็จก่อน คดีหลังย่อมเป็นฟ้องซ้ำ (ฎีกาที่ ๑๑๓๒/๒๕๕๒)

๑๖) หากคดีก่อนเป็นคดีของศาลทหาร แต่คดีนี้เป็นคดีของศาลพลเรือน จะเป็นฟ้องซ้ำได้หรือไม่

ตอบ ได้ หากเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของทหารเป็นความผิดกรรมเดียว หลายบท บางบทขึ้นศาลทหาร บางบทขึ้นศาลพลเรือน แต่เมื่อศาลทหารพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จะนำความผิดบทอื่นมาฟ้องจำเลยยังศาลพลเรือนอีกไม่ได้ (ฎีกาที่ ๙๓๗/๒๔๘๗)

๑๘) ถาม คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดนั้น ศาลต้องวินิจฉัยลงไปในเนื้อหาของคดีหรือไม่

ตอบ ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดลงไปในเนื้อหาของคดีเท่านั้น เช่น ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด หรือคดีขาดอายุความ หรือมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรได้รับโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ (ฎีกาที่ ๓๙๘๑/๒๕๓๕, ๑๓๘๓๘/๒๕๕๕)

๑๙) ถาม และทำไมศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัดตามมาตรา ๑๖๖ จึงห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยใหม่

ตอบ เข้าใจคลาดเคลื่อนแล้ว การที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ขาดนัด แม้มิได้วินิจฉัยลงไปในเนื้อหาของคดี แต่ต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตามมาตรา ๑๖๖ วรรคสาม ไม่ใช่มาตรา ๓๙ (๔)

๒๐) ถาม มีกรณีใดบ้างที่ถือว่า “คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง”

ตอบ ในชั้นตรวจฟ้องตามมาตรา ๑๖๑ หากศาลยกฟ้องเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๘ (๕) เช่น ยกฟ้องเนื่องจากขาดองค์ประกอบความผิด (ฎีกาที่ ๖๗๗๐/๒๕๔๖) ยกฟ้องเนื่องจากไม่ระบุเวลาและสถานที่กระทำความผิด (ฎีกาที่ ๖๘๗/๒๕๐๒ (ป)) ยกฟ้องเนื่องจากขาดรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่กระทำผิด (ฎีกาที่ ๑๕๒๕/๒๕๒๒) ถือว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

๒๑) สมมุติว่า โจทก์ลืมบรรยายฟ้องเกี่ยวกับเวลากระทำความผิด แต่โจทก์รีบยื่นขอแก้ไขฟ้อง ศาลไม่พิจารณาคำร้องขอแก้ไขฟ้อง แต่พิพากษายกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องเกี่ยวกับเวลากระทำความผิด ถามว่า คำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องหรือไม่

ตอบ การที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งเรื่องแก้ไขฟ้องก่อน แต่กลับพิพากษายกฟ้อง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมาย ถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง (ฎีกาที่ ๕๑๓๕/๒๕๕๔ (ป))

๒๒) ในเรื่องเวลาที่โจทก์ต้องบรรยายมาในฟ้อง ถือว่าเสร็จเด็ดขาดทุกกรณีหรือไม่

ตอบ ไม่ทุกกรณี นักเลงฎีกาจะรู้ว่ามีอยู่กรณีหนึ่งที่ศาลวินิจฉัยว่าไม่เสร็จเด็ดขาด คือ โจทก์บรรยายฟ้องเวลากระทำผิดในอนาคตมาซึ่งเป็นไปไม่ได้ แม้ศาลยกฟ้อง ก็ไม่ถือว่าพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง โจทก์ฟ้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ (ฎีกาที่ ๑๕๙๐/๒๕๒๔)

๒๓) อยากรู้จังว่า ในการยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง มีกรณีใดบ้าง ที่ไม่ถือว่าเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

ตอบ มีหลายกรณี เช่น ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง (ฎีกาที่ ๓๕๑๐/๒๕๕๕) บรรยายฟ้องขัดกันระหว่างความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร เป็นฟ้องเคลือบคลุม (ฎีกาที่ ๒๓๓๑/๒๕๑๔) ยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ (ฎีกาที่ ๒๒๙๔/๒๕๑๗) เหล่านี้ถือว่ายังไม่ได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง

๒๔) คำว่า “ในความผิดซึ่งได้ฟ้อง” หมายถึง ฐานความผิดใช่หรือไม่

ตอบ ไม่ใช่ แต่หมายถึง การกระทำอันหนึ่งๆ ฉะนั้น แม้โจทก์จะอ้างฐานความผิดใหม่ แต่มูลกรณีที่ฟ้องมาจากการกระทำอันเดียวกัน ก็เป็นฟ้องซ้ำ (ฎีกาที่ ๘๙๑๐/๒๕๔๙)

 

ที่มา/อ้างอิง : หลักและคำพิพากษากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา





เจาะประเด็น พิสดาร! ข้อสอบเนติบัณฑิต ข้อ ๑ สมัยที่ ๖๑ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2368 ครั้ง
ลงวันที่ 04/02/2015 22:46:32





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน