1.จำเลยที่ 1 ลักเอาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน
และโฉนดที่ดินพิพาทไปแล้ว "ปลอมลายมือชื่อ"
พนักงานผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อของโจทก์ลงใน
หนังสือมอบอำนาจ
2.จากนั้นร่วมกับจำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนนิติกรรม
ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน
อันเป็นการมิชอบ
3.แม้โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้ "เพิกถอนนิติกรรม"
ไถ่ถอนจำนองอันมิชอบนั้นได้ก็ตาม แต่เนื่องจาก
โจทก์เก็บรักษาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและ
โฉนดที่ดินพิพาทไม่ดี *
4.ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์
มีโอกาสลักเอาเอกสารดังกล่าวไปจดทะเบียนนิติกรรม
ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาท
-ถือได้ว่าเหตุเกิดเพราะ โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย
5. ภายหลังการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน
พิพาทโดยมิชอบของจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3
โดยจำเลยที่ 3 รับโอนที่พิพาทไว้โดยสุจริต และ
เสียค่าตอบแทน
6.จำเลยที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่
จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 รับจำนองที่ดินพิพาท
ไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
7.หากศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนอง
ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ
และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรม
ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้วร่วมกันจดทะเบียน
ให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาทลำดับแรกตามเดิม
8.ย่อมมีผลกระทบต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งอยู่ในฐานะ
ผู้รับโอนและผู้รับจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เนื่องจากผู้รับจำนองคนหลังจะบังคับตาม
สิทธิของตนให้เสียหายแก่ผู้รับจำนองคนก่อนไม่ได้
ตาม ปพพ.มาตรา 731
9.ในชั้นอุทธรณ์
-โจทก์อุทธรณ์แสดงเจตนาไม่ประสงค์
จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมยกให้ที่ดินพิพาท
ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3
-หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนอง
ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4
-เพราะโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีกรรมสิทธิ์
ในที่ดินพิพาทจึงมีอำนาจที่จะจดทะเบียนยกให้
จำเลยที่ 3 ได้
-มีอำนาจนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนอง
ไว้แก่จำเลยที่ 4 ได้เช่นกัน
10.เท่ากับว่าโจทก์ยอมรับถึงสิทธิของจำเลยที่ 3
และที่ 4 ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทและ
ผู้รับจำนองที่ดินพิพาทตามลำดับ
11.เมื่อโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย
จึงไม่มีทางที่จะคงสิทธิของโจทก์ในฐานะผู้รับจำนอง
ที่ดินพิพาทลำดับแรกไว้ได้โดยไม่กระทบสิทธิของ
จำเลยที่ 3 และที่ 4
12.การที่โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องในลำดับแรก
ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดิน
พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ
และให้มีการเพิกถอนนิติกรรมไถ่ถอนจำนอง
ที่ดินพิพาทโดยให้โจทก์เป็นผู้รับจำนองที่ดินพิพาท
ลำดับแรกตามเดิม
13.จึงเป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง
ให้ทำเช่นนั้นได้ตาม ปพพ.มาตรา 213 วรรคหนึ่ง
14.โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างสิทธิเรียกร้องมา 2 กรณี
คือ "เพิกถอนนิติกรรม" และ "ละเมิด"
-นอกจากจะมีคำขอท้ายคำฟ้องใน"ลำดับแรก"แล้ว
-โจทก์ยังมี คำขอท้ายคำฟ้องใน "ลำดับหลัง"อีกว่า
* หากไม่สามารถบังคับให้มีการเพิกถอนนิติกรรม
ไถ่ถอนจำนองที่ดินได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง หรือ ไม่ว่าเพราะเหตุใด
*ก็ขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเสียหาย
แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแทน
15.ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การปฎิเสธว่า
โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาไม่ถูกต้อง
-การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์
และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย
อันเป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว