หัวข้อ : พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(5)
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกา 5ดาว พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่น่าสนใจ







พระธรรมนูญศาลยุติธรรม


1. โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(5) หมายถึงโทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลย ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้


คำพิพากษาฎีกาที่ 1666/2550
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)
โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจลงแก่จำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) นั้น หมายถึง โทษจำคุกสุทธิที่จะลงแก่จำเลย โดยไม่ต้องคำนึงว่าก่อนลดโทษจะกำหนดโทษจำคุกไว้สูงกว่า 6 เดือน หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงโดยผู้พิพากษาคนเดียวพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 5 เดือน 10 วัน เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 6 เดือน จึงชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5)

2. ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทตามมาตรา 25(4) ศึกษากรณีการกู้เงินหลายครั้ง และหลายสัญญา ซึ่งมีหลักการต่อไปนี้

2.1 ถ้าโจทก์คนเดียวฟ้องจำเลยคนเดียวให้รับผิดชำระเงินกู้ 2 รายมาในคำฟ้องเดียวกัน โดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับ กู้แต่ละครั้งห่างกันหลายวันและจำนวนเงินกู้ในแต่ละครั้งก็ไม่เท่ากัน การวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณโดยการรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับในคำฟ้องนั้น ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้


คำพิพากษาฎีกาที่ 2726/2528
ป.พ.พ. มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 224, 248
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคนเดียวรับผิดชำระเงินกู้ 2 รายมาในคำฟ้องเดียวกันโดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับการวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณโดยการรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับ ในคำฟ้องนั้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2523) หมายเหตุ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1076/2514(ประชุมใหญ่)วินิจฉัยทำนองเดียวกัน

หมายเหตุ
คำพิพากษาฎีกาคดีนี้ เป็นเรื่องผู้กู้และผู้ให้กู้คู่เดิมทำสัญญากู้เงินกัน 2 ครั้ง ห่างกันหลายวัน แยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับ แต่ละครั้งจำนวนเงินกู้ไม่เท่ากัน แต่โจทก์นำสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับมารวมฟ้องในคดีเดียวกันต้องคิดทุนทรัพย์พิพาทรวมกัน หากมีจำนวนทุนทรัพย์พิพาทเกินสามแสนบาทก็ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวของศาลจังหวัด
แต่ถ้านำสัญญากู้เงินหลายฉบับมาแยกฟ้องเป็นรายสำนวน หลายคดีต้องคิดทุนทรัพย์พิพาทแยกเป็นรายสำนวน ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1555-1558/2553
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4)
โจทก์ฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากโจทก์ในวาระต่างๆ แยกเป็นรายสำนวนไป การพิจารณาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษานั้น ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นรายสำนวน แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสี่สำนวนเข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุให้ทุนทรัพย์ที่รวมเข้าด้วยกันเกิน 300,000 บาท ก็ตาม แต่ก็ต้องถือว่าคดียังอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือผู้พิพากษาคนเดียวที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4)

3. การยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะไม่ได้ ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้


คำพิพากษาฎีกาที่ 3977/2553
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246, 247, 290
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2), 25, 26
ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัดต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แต่ที่ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้นั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีโดยมีผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะซึ่งไม่อยู่ในอำนาจที่จะกระทำเช่นนั้นได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247





พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(5) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3349 ครั้ง
ลงวันที่ 08/03/2015 22:53:02





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน