สิทธิในธรรมสิทธิ์
*******
สิทธิในธรรมสิทธิ์นี้จะได้รับการเน้นให้เห็นความสำคัญ ในระบบกฎหมายภาคพื้นยุโรป แต่ระบบกฎหมายแองโกลแชกซอนจะมิได้เน้นในเรื่องนี้ เพราะมุ่งให้ความคุ้มครองแก่สิทธิทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ สิทธิในธรรมสิทธิ์โดยหลักถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์งาน มิใช่ของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้รับโอนลิขสิทธิ์ซึ่งมิใช่ผู้สร้างสรรค์งาน สิทธิพื้นฐานของธรรมสิทธิ์มีอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. สิทธิของผู้สร้างสรรค์ที่จะตัดสินใจว่าเมื่อใดงานของตนควรนำออกสู่ สาธารณชน
๒. สิทธิของผู้สร้างสรรค์ในอันที่จะอ้างความเป็นผู้สร้างสรรค์ในงานที่นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ซึ่งสิทธินี้ยังแบ่งออกเป็นสิทธิย่อยได้อีก ๓ ประการ คือ
(ก) สิทธิที่จะเรียกร้องให้ชื่อของผู้สร้างสรรค์ปรากฏลง ณ ที่ที่เหมาะสมในงาน หรือสำเนาจำลองของงานที่ตนสร้างสรรค์ขึ้น และมีสิทธิที่จะอ้างความเป็นผู้สร้างสรรค์ งานนั้นได้ตลอดเวลา
(ข) สิทธิที่จะหวงห้ามมิให้บุคคลอื่นกล่าวอ้างความเป็นผู้สร้างสรรค์ในงานนั้น
(ค) สิทธิที่จะห้ามบุคคลอื่นมิให้ใช้ชื่อของผู้สร้างสรรค์ในงานที่บุคคลนั้นมิได้เป็น ผู้สร้างสรรค์
๓. สิทธิที่จะห้ามผู้อื่นมิให้บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ นำธรรมสิทธิ์มีาบัญญัติไว้ชัดเจนเฉพาะสิทธิตามข้อ ๒ (ก) และข้อ ๓ ดังที่ปรากฏในมาตรา ๑๘ ซึ่งบัญญัติว่า
“ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือ ทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของ ผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร”
สิทธิในธรรมสิทธิ์นี้เดิมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๑๕ วรรคท้าย บัญญัติให้เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์งาน มิได้บัญญัติให้สิทธิในธรรมสิทธิ์ตกทอดแก่ทายาทของผู้สร้างสรรค์งานดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘ ดังกล่าว โดยบัญญัติว่า
“ในกรณีที่ได้มีการโอนลิขสิทธิ์ไปแล้วตามวรรคสอง ผู้สร้างสรรค์ยังมีสิทธิโดยเฉพาะตัวที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นใดแก่ งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์”
ธรรมสิทธิ์เป็นสิทธิในทางศีลธรรมที่กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองแก่ผู้สร้างสรรค์โดยเฉพาะ มิใช่สิทธิทางเศรษฐกิจ
ซึ่งตามกฎหมายเดิมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ หมายความว่า สิทธินี้จะไม่ตกทอดไปยังทายาทของผู้สร้างสรรค์ จะมีเฉพาะส่วนที่เป็น สิทธิในลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่ตกทอดทางมรดกไปยังทายาท
สิทธิในธรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเดิม จำกัดเฉพาะสิทธิที่จะห้ามมิให้ผู้รับโอนบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์เท่านั้น
แต่กฎหมายใหม่ ได้ขยายความคุ้มครองแก่ธรรมสิทธิ์ให้ ชัดเจนกว้างขวางและเหมาะสมขึ้นโดยให้ความคุ้มครองแก่ธรรมสิทธิ์ไว้ดังนี้ คือ
๑. ให้สิทธิแก่ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว ซึ่งสิทธิข้อนี้มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายเดิม
๒. ผู้สร้างสรรค์มีสิทธิจะห้ามบุคคลอื่นมิให้บิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือ ทำโดยประการอื่นใดแก่งานอันมีลิขสิทธิ์จนเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ ของผู้สร้างสรรค์ด้วย มิได้จำกัดให้ห้ามได้เฉพาะผู้รับโอนลิขสิทธิ์ดังที่เขียนไว้ในกฎหมายเดิม ซึ่งแม้ตามกฎหมายเดิมอาจตีความได้อยู่แล้วว่าขนาดผู้รับโอนซึ่งมีลิขสิทธิ์ยังถูกห้ามได้ บุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิในลิขสิทธิ์นั้นยิ่งน่าจะต้องถูกห้ามมิให้กระทำการดังกล่าวก็ตาม
แต่กฎหมายใหม่เขียนไว้ชัดเจนทำให้หมดปัญหาที่จะต้องตีความกฎหมายต่อไปว่า ผู้สร้างสรรค์จะมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นมิให้กระทำการตามข้อนี้หรือไม่ สิทธิในธรรมสิทธิ์จงมีลักษณะเป็นสิทธิเด็ดขาดเช่นเดียวกับสิทธิในทางเศรษฐกิจตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๕
๓. ขยายให้สิทธิในธรรมสิทธิ์มีอายุแห่งการคุ้มครองเท่ากับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจ มิได้มีอายุจำกัดเท่ากับอายุของผู้สร้างสรรค์ ดังนั้น ทายาทของผู้สร้างสรรค์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิในธรรมสิทธิได้ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มิใช่สิทธิเฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์ที่ทายาทไม่อาจฟ้องร้องผู้รับโอน หรือบุคคลอื่นที่กระทำการตามที่กล่าวในข้อ ๒ ได้ต่อไป
อย่างไรก็ดี ทายาทได้รับสิทธิในธรรมสิทธิ์มีาเท่ากับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เจ้าของลิขสิทธิ์สร้างงานเท่านั้น เช่น ผู้ตายสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ในขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช ๒๔๗๔ ใช้บังคับอยู่ มาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์มีอยู่ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์และต่อไปอีก ๓๐ ปี หากผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มีผลใช้บังคับ แล้ว ทายาทผู้สร้างสรรค์ก็ได้รับมรดกในธรรมสิทธิ์ต่อไปอีก ๓๐ ปี หลังจากผู้สร้างสรรค์ ถึงแก่ความตายเท่านั้น มิได้มีอยู่ต่อไปอีก ๔๐ ปี หลังจากที่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๑๙ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๓๗๙๗/๒๕๔๘)
เดิมสิทธิในข้อ ๓ นี้ผู้ร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๔๒๑ คงมองว่าเป็นสิทธิโดยแท้ของผู้สร้างสรรค์เท่านั้น เพราะกระทบถึงชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ โดยเฉพาะ จึงให้สิทธินี้ตายตามตัวผู้สร้างสรรค์
แต่กฎหมายใหม่ ผู้ร่างคงมองว่าแม้สิทธิ ดังกล่าวจะเป็นสิทธิโดยแท้ของผู้สร้างสรรค์ แต่การบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลง หรือทำโดยประการอื่นใดจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้ตายนั้นย่อมมีผลกระทบถึงความรู้สึกของทายาทหรือครอบครัวของผู้ตายด้วย เป็นเรื่องที่กฎหมายไม่ควรสนับสนุนให้ผู้อื่นทำเช่นนั้นโดยไม่มีผู้ใดอาจขอให้ระงับหรือหยุดการกระทำดังกล่าวได้ กฎหมายใหม่จึงให้สิทธินี้ตกทอดแก่ทายาทตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เมื่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์หรือผู้ตายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทายาทจึงฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ละเมิดสิทธินี้จนเป็นเหตุให้ชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ต้องได้รับความเสียหายได้
ทั้งนี้โดยเทียบเคียงกับบทบัญญัติมาตรา ๔๒๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ให้ ความคุ้มครองแก่ผู้ซึ่งได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณในกรณีที่มีผู้กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง
ตัวอย่าง นาย ก. แต่งเพลงทั้งทำนองและคำร้องขึ้นมา ๑๐ เพลง ในปี ๒๕๔๐ แล้ว โอนขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสิบนั้นให้แก่บริษัท ข. โดยกำหนดระยะเวลาตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ การโอนดังกล่าวนาย ก. และบริษัท ข. ได้ทำสัญญาโอนเป็นหนังสือลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ต่อมาบริษัท ข. นำเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของตนในฐานะเป็นผู้รับโอนมาดัดแปลงโดยเปลี่ยนคำร้องใหม่เป็นถ้อยคำลามกหยาบคาย หรือ นาย ค. แอบ เอาเพลงนั้นไปดัดแปลงโดยเปลี่ยนคำร้องใหม่เป็นถ้อยคำลามกหยาบคาย
ดังนี้ นาย ก. ผู้สร้างสรรค์งานเพลงดังกล่าว แม้จะไม่มีลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งสิบเพลงแล้ว ก็อาจฟ้องขอให้ห้ามบริษัท ข. หรือ นาย ค. มิให้นำเนื้อเพลงที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นไปบิดเบือน ตัดทอน หรือดัดแปลงจนเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของนาย ก. ได้ และแม้นาย ก. จะถึงแก่ความตายไปแล้ว หากการกระทำดังกล่าวของบริษัท ข. หรือ นาย ค. เกิด ขึ้นภายใน ๕๐ ปี นับแต่ นาย ก. ถึงแก่ความตาย ทายาทของนาย ก. ย่อมฟ้องขอให้ห้ามบริษัท ข. หรือ นาย ค. มิให้กระทำการดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นการฟ้อง บังคับตามสิทธิดังกล่าวขณะที่เพลงนั้นยังมีอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่ (มาตรา ๑๙)
นอกจากนี้เมื่อเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของนาย ก. ผู้สร้างสรรค์ นาย ก. หรือทายาทของนาย ก. แล้วแต่กรณี ย่อมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัท ข. ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือนาย ค. ซึ่งเป็นบุคคลอื่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นได้ ทั้งนี้เว้นแต่ บริษัท ข. กับนาย ก. จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ตกลงกันเป็นหนังสือให้สิทธิในธรรมสิทธิ์สิ้นสุดลงเมื่อ นาย ก. ถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อความตกลงเป็นอย่างอื่นระหว่างบริษัท ข. กับนาย ก. แต่นาย ก. หรือทายาท ยังสามารถฟ้องนาย ค. ซึ่งเป็นบุคคลอื่นเพื่อบังคับตามสิทธิในธรรมสิทธิ์ได้เสมอ
อ้างอิง : วิชา กฏหมายทรัพย์สินทางปัญญา (อ.ปริญญา ดีผดุง) รวมคำบรรยาย สมัยที่ 68 เล่มที่ 4
|