การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72
มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
หลักเกณฑ์
1. ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
2. ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหง
3. ผู้กระทำความผิดกระทำความผิดในขณะที่ถูกข่มเหง
การข่มเหง หมายถึง รังแก แกล้ง หรือทำให้รู้สึกอับอาย หรือข่มเหงน้ำใจ เช่น ด่าว่าแม่ของผู้กระทำผิดเป็นโสเภณี (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544), เอาเท้าพาดศีรษะผู้อื่นแล้วลูบเล่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3315/2522), พูดเย้ยหยันว่าเคยฆ่าบิดาจำเลยมาแล้ว วันนี้จะมาฆ่าจำเลยซึ่งเป็นลูกอีก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7774/2544), ทำร้ายร่างกายผู้อื่น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5189/2531), แอบดูลูกสาวผู้อื่นอาบน้ำ ถือเป็นการข่มเหงบิดา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3649 - 3650/2547), หญิงอื่นไปนอนกับสามีคนอื่นในห้องนอน แม้ไม่ได้ร่วมประเวณีกันก็เป็นการข่มเหงภริยา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3955/2547)
การข่มเหงเป็นการกระทำของผู้เสียหายเอง และเป็นการกระทำของผู้เสียหายฝ่ายเดียว เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียว เช่น ผู้เสียหายตบศีรษะจำเลยก่อน จำเลยร้องห้ามก็ไม่ฟัง จำเลยจึงทำร้ายผู้เสียหาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 816/2517) กรณีนี้ เมื่อเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยก็สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะได้
ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน จะอ้างบันดาลโทสะไม่ได้ หรือผู้กระทำความผิดสมัครใจวิวาทกับผู้อื่น จะอ้างว่าถูกผู้อื่นข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะไม่ได้ เช่น จำเลยผู้กระทำความผิดด่าแม่ผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหายจึงด่าแม่จำเลยบ้าง จากนั้นทั้งสองฝ่ายใช้มีดแทงกัน ดังนี้ เป็นเรื่องด่าว่าและทะเลาะวิวาทกัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำผิดโดยบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1332/2553)
การข่มเหงอาจกระทำต่อบุคคลที่มีควาามสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดก็ได้ และถือว่าเป็นการข่มเหงต่อผู้กระทำความผิดด้วย เช่น ทำร้ายบิดามารดา ถือว่าเป็นการข่มเหงบุตรด้วย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2544)
ความสัมพันธ์อาจไม่ใช่ทางสายเลือดหรือเครือญาติ อาจเป็นความสัมพันธ์กันทางครอบครัวและทางจิตใจก็ได้ เช่น หญิงชายอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีความสัมพันธ์กันทางครอบครัวและจิตใจ ชายอื่นมาล่วงเกินทางเพศต่อหญิงนั้น ถือเป็นการข่มเหงต่อชายนั้นอย่างร้ายแรงได้ เมื่อฝ่ายชายได้ลงมือกระทำความผิดต่อชายอื่นมี่มาล่วงเกินทางเพศต่อหญิงนั้น ฝ่ายชายก็สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะเพื่อให้ศาลลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2544)
การข่มเหงนั้น ต้องเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งปัญหาว่าร้ายแรงหรือไม่ ถือตามความรู้สึกของวิญญูชน แม้การกระทำนั้นจะไม่ถึงขนาดกระทำผิดกฎหมายก็ตาม แต่ถ้าวิญญูชน คือ คนทั่วๆไปที่มีฐานะอย่างเดียวกับผู้กระทำผิดมีความรู้สึกโกรธก็ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เช่น สามีหรือภริยามีชู้ สังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
การกระทำของผู้ข่มเหงต้องเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คือ ผู้ข่มเหงไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ผู้ข่มเหงมีอำนาจที่จะกระทำได้ ผู้กระทำก็ต้องยอมรับ
การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ เป็นการกระทำโดยเจตนา หากผลเกิดแก่บุคคลอื่นโดยพลาด ถือว่าเป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา 60 ด้วย
การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ผู้กระทำความผิดจะต้องกระทำความผิดเพราะความโกรธที่มาจากการข่มเหง และต้องกระทำความผิด ต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น แต่ถ้าการข่มเหงขาดตอนไปแล้ว ควรหมดโทสะได้แล้ว หากไปกระทำผิดต่อผู้นั้นอ้าจจะเพื่อแก้แค้น ดังนี้ ก็อ้างบันดาลโทสะไม่ได้
บันดาลโทสะ เป็นเหตุลดโทษ ถ้าฟังว่าเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกา
จ. เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยซึ่งจำเลยย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะกระทำการป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตนโดยมิให้ชายอื่นมามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภรรยาของตนได้ แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยพบเห็น จ. นอนหนุนตักผู้ตายและกอดจูบกันเท่านั้นโดยยังไม่มีการร่วมประเวณีกัน และการที่ผู้ตายกระทำต่อ จ. ดังกล่าวก็เป็นไปโดย จ. สมัครใจยินยอม พฤติการณ์เช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งจำเลยจำต้องกระทำการป้องสิทธิแต่อย่างใด แต่การที่ผู้ตายกับ จ. กอดจูบกันเช่นนี้ นับเป็นการกระทำที่ข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เมื่อจำเลยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเหลือวิสัยของจำเลยที่จะอดกลั้นโทสะไว้ได้ จึงเข้าไปชกต่อยผู้ตายแล้วใช้มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่ใกล้ตัวแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ไม่ใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2555)
แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ณ. ตะโกนบอกให้จำเลยที่ 1 หยุด แต่ขณะนั้นจำเลยที่ 1 กำลังยิงต่อสู้กับ อ. โดยบันดาลโทสะ ประกอบกับเกิดเหตุชุลมุนเนื่องจากคนที่มาในงานศพวิ่งแตกตื่น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 คงไม่ได้ยิน เมื่อจำเลยที่ 1 เห็น ณ. ซึ่งไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมสำคัญผิดได้ว่า ณ. เป็นพวก อ. และได้ช่วยเหลือ อ. ยิงตน การที่จำเลยที่ 1 ยิงต่อสู้กับ ณ. อันเป็นระยะเวลาต่อเนื่องใกล้ชิดติดพันกับการยิง อ. โดยบันดาลโทสะ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะเช่นกัน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกเรื่องยิง ณ. โดยบันดาลโทสะขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2554)
เพียงแต่ผู้ตายเป็นผู้ดำเนินการย้ายตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งที่หน้าบ้านจำเลยไปติดตั้งที่ศาลารวมใจ และโต้เถียงกับจำเลยในเรื่องดังกล่าว แม้ผู้ตายจะด่าจำเลยด้วยถ้อยคำหยาบคายดังที่จำเลยอ้าง ก็หาใช่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม ทั้งจำเลยเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านท้องที่เกิดเหตุ ไม่มีเหตุที่ผู้ตายจะข่มเหงจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงไม่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3568/2554)
|