หัวข้อ : สรุปคำบรรยายเนติ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค1 (อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) # อัพเดทฎีกาใหม่! ครั้งที่ 1 ภาค 2/67
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







  วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค1 (อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) # อัพเดทฎีกาใหม่!  ครั้งที่ 1 ภาค 2/67 
-------------------------------------
เจาะประเด็นคำบรรยาย เนติบัณฑิต 5 ดาว สรุปฎีกา รวมคำบรรยายเนติบัณฑิต ภาค 2/67 
สกัดหลักฎีกา คำบรรยายเนติบัณฑิต เตรียมสอบ 3 สนาม (เนติบัณฑิต - อัยการผู้ช่วย - ผู้ช่วยผู้พิพากษา)
วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค1 (อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) 

---------------------------------------------------------------------
(จับประเด็น ฎีกาเด่น พร้อมสอบทุกสนาม ประโยคทองคำ (Key words Law) วลีกฎหมายที่ควรจำ)

 

      การศึกษากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินคดีแพ่งนั้น ในชั้นต้นต้องรู้ถึงขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่งเสียก่อนว่ามีขั้นตอนในการดำเนินคดีอย่างไร ขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่งมีโดยย่อ ดังนี้

เริ่มต้น จากการเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจ โดยโจทก์หรือผู้ร้อง

ขั้นที่สอง ก็มีการยื่นคำให้การหรือยื่นคำคัดค้าน โดยจำเลยหรือผู้คัดค้าน หรือ ฟ้องแย้งมาในคำให้การถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ก็ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็จะดำเนินคดีไปในหลักของการพิจารณาโดยขาดนัด

ขั้นที่สาม เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ก็จะมีการชี้สองสถานและสืบพยานต่อไป

ในเมื่อมีการเสนอคำฟ้องแล้วอาจจะมีการขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ โดยขอคุ้มครองชั่วคราวหรือคุ้มครองประโยชน์ตามลักษณะของคำฟ้องและคำขอบังคับ

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ก็อาจมีการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป

     ในชั้นที่จะมีการบังคับตามคำพิพากษา ก็ต้องมีการออกคำบังคับและหมายบังคับคดี ในชั้นที่มีการบังคับคดีนั้น อาจจะมีการร้องขัดทรัพย์ ขอเฉลี่ยทรัพย์ ขอกันส่วน ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ

      การดำเนินคดีแพ่งนั้นก็จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของรัฐที่จะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการให้บริการ แต่ไม่ถือว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรียกเป็นค่าตอบแทน แต่ว่าเรียกเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใช้บริการนั้นใช้บริการของรัฐในทางที่จะก่อให้เกิดความฟุ่มเฟือยและยุ่งยากและเสียเวลา

      ปัจจุบันนี้หลังจากวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก็สามารถขอดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือเดิมเรียกว่าขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นั้น ได้ยกเลิกกระบวนการดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไปเปลี่ยน หลักเกณฑ์กติกาใหม่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมเป็นให้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ ในขั้นตอนหลักสำหรับคดีแพ่งก็มีเท่าที่กล่าว แต่การที่จะปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน นั้นมีรายละเอียดตามบทบัญญัติของกฎหมายหลายอย่างหลายประการ

       พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๓ กำหนดให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สำหรับคดี แพ่งในศาลทั่วไปตลอดราชอาณาจักร จึงต้องถือเป็นหลักว่า ถ้าเป็นคดีแพ่งแล้วต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในทุกศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โดยมีข้อยกเว้นว่า

๑. เมื่อมี “ศาลพิเศษ” ตั้งขึ้นโดยมีข้อบังคับสำหรับศาลนั้น ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่วางวิธีการพิจารณาของศาลนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้ไม่ได้ ในปัจจุบันมีศาลพิเศษจัดตั้งขึ้น ๕ ศาล คือ

ก. ศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ข. ศาลภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘

ค. ศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓

ง. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙

จ. ศาลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณา คดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒

นอกจากศาลพิเศษข้างต้นแล้ว ศาลในระบบอื่นที่มิใช่ศาลยุติธรรม เช่น ศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ก็จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไป ใช้ไม่ได้ เว้นแต่วิธีพิจารณาของศาลในระบบอื่นนั้นจะมีบทบัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไปใช้ ก็นำไปใช้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายนั้นๆ บัญญัติไว้

 

๒.  เมื่อมีกฎหมายให้ใช้ธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมายทางศาสนา

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ บัญญัติให้มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาคดี พร้อมด้วย ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม และคำชี้ขาดนั้นเป็นเด็ดขาดอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ คดีที่จะใช้กฎหมายอิสลามนั้น มีหลักโดยสรุป ดังนี้

ก.   เป็นคดีแพ่ง

ข.   เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวหรือมรดกของอิสลามมิกชน

ค.   เป็นคดีในเขตศาลในท้องที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล

ง.   ทั้งโจทก์และจำเลยเป็นอิสลามมิกชน

คดีที่จะต้องพิจารณาตามกฎหมายและศาสนาอิสลามนั้น คู่ความจะตกลงกันให้พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ได้

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๑/๒๕๕๑ คดีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาทโดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านมีผลให้คดี กลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๔) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อผู้ค้ดค้านที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลย มิใช่อิสลามศาสนิกจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ บังคับแก่คดี

๓. คดีอาญา การดำเนินคดีอาญาก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา แต่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ มีความว่า วิธีพิจารณาข้อใดมิได้บัญญัติไวในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะก็ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้แต่ที่พอจะบังคับได้

๔. คดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ ใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาคดีผู้บริโภคขึ้นในศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลจังหวัดและศาลแขวงโดยมีบทบัญญัติ ในการพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดวิธีพิจารณาคดีบางประเภทขึ้นมา ดังนั้นคดีที่ขึ้นสู่ศาลส่วนแพ่งนั้นถ้าเป็นคดีผู้บริโภคก็ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๖ นอกจากกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวจึงจะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ

 

บทวิเคราะห์ศัพท์

บทวิเคราะห์ศัพท์นั้นเป็นคำจำกัดความหรือบทนิยามสำหรับคำที่ใช้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่ามีความหมายอย่างไร ถ้อยคำใดที่ใช้ในบทมาตราต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายนี้ ถ้ามีบทวิเคราะห์ไว้ในมาตรา ๑ แล้ว ก็ต้องเข้าใจว่ามีความหมายตามที่อธิบายไว้ในบทวิเคราะห์ศัพท์ เว้นแต่ถ้อยคำในตัวบทนั้นเองจะให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือตามที่บัญญัติไว้ในบทมาตรานั้นเฉพาะกรณีๆ ไป เช่น มาตรา ๕๕ ที่ บัญญัติว่า “...บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้...”

คำว่า ศาล ตามมาตรานี้ก็ หมายถึง เฉพาะศาลชั้นต้นเท่านั้น บทวิเคราะห์ ศัพท์นี้ เป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นถ้อยคำที่มีความเป็นที่เข้าใจกันสำหรับผู้มีวิชาชีพกฎหมาย ในวิชาชีพอื่นก็มีคำที่มีความหมายเข้าใจกันโดยเฉพาะเหมือนกัน อันจะเรียกกันว่าเป็น Technical Term ของแต่ละวิชาชีพ นอกจากคำที่มีความหมายในบทวิเคราะห์ศัพท์แล้ว ยังมีคำที่ใช้พูดกันแล้วเป็นที่เข้าใจในหมู่ผู้มีวิชาชีพกฎหมาย โดยที่ไม่มีว่าไว้ในบทวิเคราะห์ศัพท์ ก็เช่น คำว่า “ฟ้องซ้ำ” ตามมาตรา ๑๔๔ “ฟ้องเคลีอบคลุม” ตาม มาตรา ๑๗๒ “ฟ้องซ้อน” ตามมาตรา ๑๗๓ เป็นต้น

 

๑. “ศาล” หมายความว่า ศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาที่มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ดังนั้น คำว่าศาลจึงมีความหมายสองอย่างคือ

ก. ศาลยุติธรรม ซึ่งหมายถึงสถานที่ทำการของศาล อันได้แก่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา

ข. ผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง ซึ่งหมายถึงตัวผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง

ซึ่งความในตัวบทจะมีความหมายในนัยแรกหรือนัยที่สองนั้น ต้องพิจารณาจาก ความในตัวบทนั้นว่าจะให้มีความหมายในนัยใด ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ ที่ว่า “ศาล” มีอำนาจสั่งได้ตามที่เห็นสมควรให้คู่ความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาศาลด้วยตนเอง...”

จะเห็นได้ว่า ศาลคำแรกนั้นหมายถึงตัวผู้พิพากษาที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง เพราะสถานที่นั้นออกคำสั่งไม่ได้ ส่วนคำว่า “ศาล” คำที่สองนั้นหมาย ถึงที่ทำการศาลหรือ ศาลยุติธรรม หรืออาจจะมีความหมายในสองนัยรวมกันก็ได้ ดังเช่น มาตรา ๓๖ บัญญัติว่า “การนั่งพิจารณาคดีจะต้องกระทำในศาล ต่อหน้าคู่ความที่มา ศาล...”

คำว่าศาลตามมาตรานี้ จึงมีความหมายรวมทั้งศาลยุติธรรมคือที่ทำการศาล และผู้พิพากษาด้วย ดังนั้น จึงต้องเข้าใจว่าถ้าพูดถึงศาลนั้นเป็นการหมายถึงศาลตาม ความหมายในข้อ ๑ นี้ ที่ชาวบ้านเรียกที่ว่าการอำเภอว่าศาลอำเภอก็ดี หรือที่เรียก สำนักงานที่ดินว่าศาลเกษตรก็ดีนั้น ไม่ใช่ศาลตามประมวลกฎหมายนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๑/๒๔๘๗ ศาลหมายถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑) อำเภอไม่ใช่ศาล และนายอำเภอก็มิใช่ผู้พิพากษา

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๔๙/๒๕๓๑ ผู้ร้องยืนคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งแรกในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ แทนที่จะยื่นในคดีที่มีการออกหมายบังคับคดี อันเป็นการยื่นผิดสำนวน แต่ศาลที่ออกหมายบังคับคดีกับศาลในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์เป็นศาลเดียวกัน คือ ศาลแพ่ง ทั้งตามคำร้องของผู้ร้องดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ขอเฉลี่ยจากทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดไว้ในคดีนี้ จึงถือได้ว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ครั้งแรก โดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้อายัดทรัพย์ของจำเลยที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๑ (๑) แล้ว เพราะศาลที่ออกหมายบังคับคดีตามความในมาตรา ๒๙๐ วรรคแรก สำหรับคดีนี้ นอกจากจะหมายถึงผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาคดีนี้แล้วยังหมายถึงศาลแพ่งด้วย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ไว้ในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ แม้ต่อมาศาลในคดี ดังกล่าวจะมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ แต่ก็เพื่อที่จะให้ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้เสียให้ถูกต้อง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเท่านั้น หาทำให้สิทธิของผู้ร้องซึ่งได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลโดยชอบแล้วข้างต้นต้องเสียไปไม่ เมื่อคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องที่ได้ยื่นไว้ครั้งแรกยังไม่พ้นระยะเวลาตามกฎหมาย แม้ผู้ร้องจะมายื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้พ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็ตามก็ต้องถือว่าผู้ร้องได้ยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว

อนึ่ง ผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาได้จะต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาและถวายสัตย์ก่อน ข้าราชการตุลาการที่เคยเป็นผู้พิพากษา เมื่อพ้นหน้าที่ผู้พิพากษาไปดำรงตำแหน่งทางธุรการถ้ายังมิได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาก็ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาไม่ได้

๒. “คดี” หมายความว่า กระบวนพิจารณานับตั้งแต่เสนอคำฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้รับรอง คุ้มครอง บังคับตามหรือเพื่อการใช้ซึ่งสิทธิหรือหน้าที่

คำว่า “คดี” มีความหมายตั้งแต่เมื่อเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้บังคับหรือใช้ซึ่งสิทธิ โดยไม่มีกำหนดว่าจะไปจบสิ้นเมื่อใด จึงต้องเข้าใจว่าคำว่าคดีหรือ การดำเนินคดีจะต้องมีไปถึงสุดท้ายที่ผู้ฟ้องหรือผู้ร้องขอได้รับผลตามที่ตนขอบังคับหรือ ร้องขอไว้มิใช่หมายถึงเพียงแต่แค่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น ถ้ามีการบังคับคดีอยู่ ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในความหมายของคำว่า “คดี”

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๓/๒๕๑๔ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีฟ้องร้องย่อมมีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์จนเสร็จคดี รวมตลอดถึงการยื่นคำร้องขอให้ศาล ออกหมายบังคับคดีตั้งแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ และนำชี้ให้ยึดทรัพย์ ด้วย โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องทำใบมอบอำนาจใหม่อีก

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๑/๒๕๐๖ การที่ทนายโจทก์ในคดีเดิมใช้สิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีอื่นกระทำได้โดยไม่ต้องแต่งทนายเข้ามาในคดีที่เข้าขอเฉลี่ยนั้นอีก

 

คำพิพากษาฎีกาที่  ๔๖๒๑/๒๕๓๐ โจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยมอบอำนาจให้ ช. ดำเนินคดีแทน ในหนังสือมอบอำนาจระบุว่า ให้ ช. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีอาญากับ จำเลย โดยให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ได้ เช่นนี้ คำว่า ให้มีอำนาจดำเนินคดีอาญา ย่อมหมายความว่า ให้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลนั่นเอง หาได้มีแต่อำนาจในการร้องทุกข์เพียงเท่านั้นไม่

 

ตามฎีกานี้เป็นที่เห็นได้ว่า ศาลฎีกาแปลคำว่า “ดำเนินคดี” โดยถือเอาตามคำวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “คดี” ตามมาตรา ๑ (๒) มาใช้ คือคดีเริ่มตั้งแต่มีการเสนอคำฟ้องต่อศาล

 

๓. “คำฟ้อง” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอ ข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้น หรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้อง หรือคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้ง หรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้ พิจารณาใหม่

หลักทั่วไปของคำฟ้อง คือการเสนอข้อหาต่อศาลเพื่อให้บังคับหรือรับรองตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามกฎหมายในส่วนสารบัญญัติไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น หนังสือ ได้แก่

ก. ฟ้องเมื่อเริ่มคดี ถ้าเป็นคดีมีข้อพิพาทก็คือคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลครั้งแรก ถ้าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทก็คือคำร้องขอที่ยื่นต่อศาลในชั้นแรก

ข. คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หลังจากที่มีการเสนอคำยื่นฟ้องหรือ คำร้องขอไปแล้ว ถ้ามีคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติม คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมเช่นนี้ไม่ว่าจะยื่นครั้งใดก็ให้ถือว่าเป็นคำฟ้อง

ค. ฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การ ถ้าจำเลยมีข้อที่จะเรียกร้องต่อโจทก์อย่างใดในเรื่องที่โจทก์ฟ้องมา จำเลยก็อาจขอให้บังคับโจทก์มาด้วยได้ในคำให้การ ข้อเรียกร้อง ของจำเลยในส่วนนี้เรียกว่าฟ้องแย้ง

ง. คำร้องสอด หมายถึงคำร้องของบุคคลนอกคดีที่ขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดี โดยมีเหตุที่จะขอให้รับรองหรือคุ้มครองสิทธิของตนไม่ว่าจะเข้ามาเป็นฝ่ายใดหรือฝ่ายที่สามก็ตาม แต่ถ้าเป็นกรณีที่คู่ความเดิมยื่นคำร้องขอเรียกบุคคลใดเข้ามาในคดีคำร้อง อย่างนี้ มิใช่คำร้องสอด ไม่ถือว่าเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๘๘/๒๕๒๒ จำเลยยื่นคำร้องให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำส่งไม่อนุญาต แต่จำเลยมิได้โต้แย้งคำส่งนั้นไว้จำเลย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา

เหตุที่ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาเพราะว่าคำร้องอย่างนี้มิใช่คำฟ้อง หรือคำคู่ความที่จะสามารถอุทธรณ์ฎีกา ได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ กล่าวคือการที่ ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตนั้นมิใช่เป็นการส่งไม่รับคำคู่ความ เพราะคำร้องอย่างนี้มิใช่คำฟ้อง นั่นเอง

จ. อุทธรณ์ฎีกา รวมทั้งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์หรือฎีกา

ฉ. คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นของคู่ความฝ่ายใด

 

พิจารณาว่าคำฟ้องอย่างใดมีหลักเกณฑ์ในรายละเอียดอย่างไรนั่น จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคำฟ้องของประเภทนั้น เช่น

คำฟ้องในศาลชั้นต้นเมื่อเริ่มคดีก็ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง

ฟ้องแย้งก็ต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๗๗วรรคสาม

คำร้องสอดก็ต้องพิจารณาตามมาตรา ๕๗

คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกาต้องพิจารณาตามมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๕๙ ตามลำดับ

คำฟ้องที่เป็นคำขอให้พิจารณาใหม่ก็ต้องพิจารณาตามมาตรา ๑๙๙ จัตวา วรรคสอง เป็นต้น

ในเรื่องการอ้างอิงบทกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าคำฟ้องชอบหรือไม่นี้ ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๙๓/๒๕๓๓, คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๑/๒๕๓๕, คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๓๖/๒๕๓๖ ซึ่งทั้งสามฎีกานี้ ใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๗๒ มาเป็นข้อวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกา ซึ่งอาจารย์เห็นว่าน่าจะเป็นการอ้างบทกฎหมายที่น่าจะคลาดเคลื่อน เพราะบทบัญญัติในลักษณะอุทธรณ์ฎีกานั้น มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๕ คำฟ้องฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ จึงนำบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๒ ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้น มาใช้ตามมาตรา ๒๔๖, ๒๕๗ ไม่ได้

 ทั้งโดยลักษณะของคำฟ้องในศาลชั้นต้นกับคำฟ้องอุทธรณ์ฎีกาก็มีหลักของการฟ้องต่างกัน กล่าวคือ คำฟ้องในศาลชั้นต้นนั้นเป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลย แต่คำฟ้องอุทธรณ์ฎีกานั้นเป็นเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ฎีกาฟ้องศาลชั้นต้นต่อศาล อุทธรณ์ฟ้องศาลอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาจึงถือเป็นหลักตลอดมาว่า ถ้าอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ชัดแจ้งก็เป็นอุทธรณ์ฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกายกขึ้นมาวินิจฉัยได้แม้ว่าอีกฝ่าย หนึ่งจะไม่ได้ยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ในคำฟ้องอุทธรณ์ฎีกาซึ่งถ้าเป็นคำฟ้องในศาลชั้นต้นแล้ว ถ้าอีกฝ่ายไม่ยกข้อต่อสู้เรื่องฟ้องเคลือบคลุมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้แล้ว ศาลจะยกขึ้นมา วินิจฉัยว่าฟ้องเคลือบคลุมไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นในคดีที่มีจำเลยหลายคน จำเลยคนหนึ่งคนใด ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมต่อสู้ไว้ในคำให้การก็ยกปัญหานั้นขึ้นมาอุทธรณ์ไม่ได้ แม้ว่าจำเลยคนอื่นจะต่อสู้ไว้ก็ตามและถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว

ในเรื่องการอ้างอิงบทกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าคำฟ้องอุทธรณ์ ฎีกาว่าชอบหรือไม่นี้ บทบัญญัติในลักษณะอุทธรณ์ฎีกานั้นมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคำฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๕ คำฟ้องฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ จึงไม่น่าจะนำบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๒ ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นมาใช้ตามมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗

ต่อมาศาลฎีกาได้วางหลักในการอ้างอิงบทกฎหมายในเรื่องคำฟ้องฎีกา ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๘๗/๒๕๔๒ ว่า (ประชุมใหญ่) แม้คำฟ้องฎีกาเป็นคำฟ้อง อย่างหนึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) ซึ่งอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ผู้ฎีกาจะต้องบรรยายคำฟ้องฎีกาให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ที่ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ก็ตาม แต่คำฟ้องฎีกาไม่จำเป็นต้องบรรยายเนื้อหาแห่งคำฟ้องเดิม คำให้การ และคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะคำฟ้อง คำให้การ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีปรากฏอยู่ในสำนวนของศาลแล้ว คำฟ้องฎีกาเพียงแต่บรรยายคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ชัดแจ้งโดยแสดงเหตุผลแห่งคำคัดค้านให้ปรากฏทั้งระบุคำขอท้ายคำฟ้องฎีกามาให้ชัดเจนก็เป็นคำฟ้องฎีกาที่สมบูรณ์

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๑๖/๒๕๐๑ การร้องขัดทรัพย์เป็นการฟ้องคดีโดยผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์

คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๑/๒๕๑๑ (ประชุมใหญ่) คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายขอ ถือว่าเป็นคำฟ้องตามวิเคราะห์คัพท์ในมาตรา ๑ (๓) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖/๒๕๑๖ จำเลยให้การและฟ้องแย้งเข้ามาโดยฟ้องแย้ง ของจำเลยขอให้ตั้งผู้ตรวจบัญชีและเอกสารของธนาคารโจทก์ เพื่อแสดงผลความรับผิดชอบว่าใครเป็นหนี้ใครเท่าใด เป็นเรื่องจำเลยแสวงหาหลักฐานเพื่อสู้คดี มิใช่เป็นการเสนอ ข้อหาต่อศาลไม่ถือเป็นฟ้องแย้ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๙/๒๕๒๔ คำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามถือ เป็นคำฟ้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๗/๒๕๓๐ คำร้องสอดของผู้ร้องตามมาตรา ๕๗ (๑) จึงเป็นคำฟ้องตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ที่ต้องแสดงโดยชัดแจ้งแห่งข้อหาและคำขอบังคับคำร้องสอดของผู้ร้องเพียงแต่แสดงโดยชัดแจ้งแห่งข้อหา มิได้มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้งหรือมีคำขอบังคับอยู่ในตัวว่าอย่างไร จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕/๒๕๓๐ เมื่อโจทก์ที่ ๒ ไม่ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่ ๑ ฟ้องคดีแทนดังที่กล่าวในฟ้อง ฟ้องของโจทก์ที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณามาแต่แรก แม้ต่อมาโจทก์ที่ ๒ จะยื่นใบมอบอำนาจที่แท้จริงต่อศาล ก็หาทำให้ฟ้องที่เสียใช้ไม่ได้มาแต่ต้น กลับคืนดีขึ้นมาในภายหลังไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๖/๒๕๓๐ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาติให้โจทก์ แก้ไขคำฟ้อง มีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในระหว่างพิจารณา โจทก์ก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันมีคำสั่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๓๕/๒๕๔๐ การที่โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน ก็เพราะจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อนนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนชื่อจำเลย เป็นการดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ย่อมจะมีความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) เมื่อโจทก์ ไม่ได้ร้องคัดค้านเข้าไปในคดีก่อนก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ โจทก์เป็นบุคคลภายนอก สามารถพิสูจน์ในชั้นบังคับคดีได้ว่าโจทก์มีสิทธิ์ในที่พิพาทดีกว่าจำเลย คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ (๒) โดยไม่ต้องฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ คำร้องขอของโจทกในคดีก่อนจึงเป็นคำฟ้อง แม้ในคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังฎีกา คดีก่อนจึงจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักข้อหาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาท จำเลยเป็นบริวารของผู้เช่า จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีก่อนว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือของจำเลย ฟ้องโจทก์คดีนี้ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ (๑)

คำพิพากษาฎีกาที่  ๔๖๘๖/๒๕๔๐   เมื่ออุทธรณ์โจทก์ไม่มีประเด็นว่า   ว. เป็นตัวแทนจำเลยและเป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์ แม้โจทก์จะอ้างประเด็นดังกล่าวไว้ในคำแถลงการณ์ในชั้นอุทธรณ์ แต่คำแถลงการณ์ไม่ใช่คำฟ้องอุทธรณ์โจทก์จะตั้งประเด็นในชั้นอุทธรณ์ตามคำแถลงการณ์ไม่ได้ ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่า ว. เป็นตัวแทนจำเลยและเป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์ จำเลยจึงต้องชำระหนี้แก่โจทก์จึงเป็นเรื่องที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๐๓/๒๕๔๘คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) เมื่อปรากฏว่าหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลย อุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๕ โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓๒/๒๕๔๙ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ ๒ อย่างไรตามมาตรา ๕๕ ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๗๔/๒๕๕๑ ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) บัญญัติว่า “คำฟ้อง หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล ไม่ว่าจะเสนอด้วยวาจาหรือทำเป็น...คำร้องขอ...” การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอจึงเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ป. เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๙ จึงเกินกำหนด ๑ ปี นับแต่ผู้ร้องบรรลุนิติภาวะ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๕๖ ผู้ร้อง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้องขอ) ดังนั้น ปัญหาว่าผู้ร้องเป็นบุตรของ ป. หรือไม่ ก็ไม่จำต้องวินิจฉัย หากผู้ร้องเห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องในการรั่บมรดกของ ป. ผู้ร้องต้องไปใช้สิทธิทางศาลอย่างคดีมีข้อพิพาทต่อไป

 

๔. “คำให้การ” หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ซึ่งคู่ความฝ่าย หนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องตามที่บัญญัติไวในประมวลกฎหมายนี้ นอกจาก คำแถลงการณ์

คำให้การเป็นกระบวนพิจารณาที่อีกฝ่ายยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้คำฟ้องในชั้นศาล ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๗๗ ถึงแม้ว่า ในคำนิยามจะใช้คำว่า “อีกฝ่ายหนึ่งยกขึ้น เป็นข้อต่อสู้” ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าจะต้องเป็นเรื่องปฏิเสธข้อหาเสมอไปในกรณีที่ยอมรับตามคำฟ้อง เมื่อยื่นมาในลักษณะที่ว่าเป็นคำให้การตามชั้นตอนของวิธีพิจารณา ก็ถือว่าเป็นคำให้การเหมือนกัน โดยพิจารณาจากบทบัญญัติในมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ที่ว่า “ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุการนั้น” คำให้การในที่นี้หมายถึง กระบวนพิจารณาในศาลเท่านั้น มิได้หมายถึงคำให้การของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนคดีอาญา

ในเรื่องคำให้การนี้ ถ้ามีการยื่นคำให้การแล้วจำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธในข้อใด ถือเสมือนว่าได้ยอมรับในข้อนั้นเพราะต้องฟังข้อนั้นตามคำฟ้องของโจทก์ แต่ถ้าไม่ยื่น คำให้การเลยจะถือว่าจำเลยยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้ เว้นแต่โจทก์จะนำสืบข้อเท็จจริงให้เห็นตามที่ฟ้อง

 

ในชั้นอุทธรณ์ฎีกา ถ้ามีคำแก้อุทธรณ์หรือ แก้ฎีกา ก็ถือว่าเป็นคำให้การเหมือนกัน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๑๒-๑๐๑๓/๒๕๐๕ (ประชุมใหญ่) คำให้การเพิ่มเติมของจำเลยนั้นเป็นคำคู่ความ เมื่อศาลไม่อนุญาตให้เพิ่มเติมก็เป็นการไม่รับคำคู่ความตาม มาตรา ๑๙ จึงอุทธรณ์และฎีกาได้โดยไม่ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้

ตามฎีกานี้จะเห็นได้ว่า แม้คำวิเคราะห์ศัพท์ของคำให้การจะไม่มีบทบัญญัติว่า คำร้องเพิ่มเติมคำให้การเป็นคำให้การเหมือนกับคำวิเคราะห์ศัพท์ของคำว่า คำฟ้องก็ตาม แต่ตามฎีกานี้ ก็ถือว่าคำให้การเพิ่มเติมนั้นเป็นคำคู่ความ ซึ่งจะมีสถานะเช่นแดียวกับคำให้การ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒/๒๕๐๖ คำแถลงของจำเลยที่ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายไม่ใช่คำให้การของจำเลย

มีปัญหาว่า คำร้องคัดค้านในคดีที่มีการยื่นคำร้องขอ เช่น ขอเป็นผู้จัดการมรดก ขอแสดงกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ก็ดี จะถือว่าเป็นคำให้การหรือไม่ ในข้อนี้เมื่อถือว่า คำร้องขอดังกล่าวนั้นเป็นคำฟ้องก็น่าจะต้องถือว่า คำร้องคัดค้านที่เป็นการแก้คำร้องขอนั้นอยู่ในความหมายของคำให้การเหมือนกัน แต่จะถือเป็นคำให้การหรือไม่ก็ตาม คำคัดค้านอย่างนี้น่าจะอยู่ในความหมายของคำคู่ความตามมาตรา ๑ (สิทธิ์ ๕)

กรณีที่จะต้องพิจารณาว่าเป็นคำให้การหรือไม่นั้น มีความสำคัญเกี่ยวกับการขอถอนฟ้องของโจทก์ เพราะถ้ามีคำให้การแล้วศาลจะอนุญาตให้ถอนฟ้องโดยไม่ฟังอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้

๕. “คำคู่ความ” หมายความว่า บรรดาคำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้ง หลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ

คำคู่ความจึงมีความหมาย ๓ ประการ คือ

ก. คำฟ้อง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑ (๓)

ข. คำให้การ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑ (๔) แต่คำร้องขออนุญาตยื่น คำให้การนั้นไม่ใช่คำให้การจึงมิใช่คำคู่ความ (ฎีกาที่ ๘๑๓/๒๕๒๘)

ค. คำร้องเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ คำว่าประเด็นระหว่างคู่ความ หมายถึง ประเด็นแห่งคดี และคำว่า “ประเด็น” นั้นหมายถึง ปัญหาอันเป็นสาระสำคัญในคดีที่พิพาทกัน คำร้องเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความนั้น ไม่มีคำอธิบายไว้ว่ามีตัวอย่าง อย่างไร แต่ถ้าพิจารณาตัวบทที่เห็นในทางปฏิบัติและพอจะถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่เป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความได้ก็เช่น คำร้องขอถอดถอนผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง คำร้องขอ ถอดถอนผู้อนุบาลที่ศาลตั้ง เพราะคำร้องชนิดนี้ไม่เข้าลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา ๑ (๓) แต่ร้องเข้ามาเป็นการตั้งประเด็นเข้ามาใหม่ในคดีที่ศาลมีคำสั่งตั้งไปแล้วจึงน่าจะต้องถือว่า คำร้องเช่นนี้เป็นคู่ความตามความหมายในประการที่สามนี้

มีข้อให้คิดต่อไปว่า คำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลก็ดีหรือคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ก็ดีนั้น เป็นคำคู่ความหรือไม่ เท่าที่ผ่านมายังไม่พบแนวฎีกาวินิจฉัยในเรื่องนี้ แต่มีความเห็นเป็นส่วนตัวว่าน่าจะเป็นคำคู่ความเพราะเป็นการตั้งประเด็นที่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการดำเนินคดี ส่วนที่ค่อนข้างจะเห็นชัดเจนว่าเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ ก็คือ กรณีที่มีการยื่นคำคัดค้านคำร้องขอในกรณีที่มีการเสนอคดีโดยทำเป็นคำร้องขอเช่น คำร้องคัดค้านการขอตั้งผู้จัดการมรดก คำร้องคัดค้านการขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน คำร้องคัดค้านการขอตั้งผู้อนุบาล เป็นต้น

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๖/๒๕๐๙ คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ เป็นการตั้งประเด็น จึงเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๕) เมื่อคู่ความยื่นคำร้องเข้ามาและศาลพิจารณามีคำสั่งคำร้องนั้นตามมาตรา ๒๑ (๒), ๑๘๑ (๑) โดยให้ยกคำร้องตามมาตรา ๑๘๐ คำสั่งนี้ก็คือคำสั่งที่มีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามนัยแห่งมาตรา ๑๗๗ วรรคท้าย และมาตรา ๑๘ ซึ่งทำให้ประเด็นข้อที่จำเลย ตั้งขึ้น โดยคำร้องเพิ่มเติมคำให้การนั้นเสร็จไป เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว จำเลยย่อมอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้โดยมิต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ก่อน เพราะเป็นการอุทธรณ์ตามความใน มาตรา ๒๒๓ ไม่ใช่อุทธรณ์ตามมาตรา ๒๒๖

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๗/๒๕๐๘ คำร้องขออนญาตอ้างพยานหลักฐานและบัญชีพยานนั้นไม่ใช่คำคู่ความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๕/๒๕๐๙ คำร้องขอขยายระยะเวลาไม่ใช่คำคู่ความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๙/๒๕๑๐ คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความร่วมไม่ใช่คำคู่ความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๖/๒๕๑๐ คำขอร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเป็นคำคู่ความ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๘๘/๒๕๒๙ คำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง คำร้องขอแก้ไข คำให้การแก้ฟ้องแย้ง   เป็นคำคู่ความตามมาตรา ๑ (๕)

 

อาจมีคนฉงนว่า ถ้าคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การที่ไม่เป็นการตั้งประเด็นเข้ามาใหม่แต่อย่างใดแล้ว จะเรียกว่าเป็นคำคู่ความหรือไม่ ในข้อนี้เราต้องดูว่า คำร้องดังกล่าวนั้นเป็นคำฟ้องหรือเป็นคำให้การหรือไม่ ถ้าเป็นก็ต้องถือว่าเป็นคำคู่ความ ไม่ต้องพิจารณาว่าเป็นการตั้งประเด็นหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๐๗/๒๕๔๔ คำร้องขอของโจทก์ที่ให้เรียกธนาคาร ท. บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อเป็นจำเลยร่วมไม่มีลักษณะเป็นคำฟ้องหรือคำคู่ความ ไม่เหมือนกรณีที่บุคคลภายนอกร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ไม่ว่าโดยความสมัครใจ หรือถูกหมายเรียกของศาลให้เข้ามา เนื่องจากคำร้องสอดของบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อศาลเป็นการตั้งประเด็นโต้แย้งกับคู่ความในคดี จึงมีลักษณะเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๓) และ (๕) เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ให้เรียกธนาคาร ท. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงไม่ใช่คำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖

 

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๙๓๐/๒๕๕๔ คำแก้อุทธรณ์เป็นคำคู่ความ คู่ความย่อม ตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๕), ๒๓๗ และ ๒๔๐ ดังนั้น แม้จำเลยที่ ๒ มิได้ยื่นอุทธรณ์แต่จำเลยที่ ๒ ยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความละเมิด ๑ ปี จึงมีประเด็นเรื่องอายุความละเมิด ๑ ปี ในชั้นอุทธรณ์ยังไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ หยิบยกประเด็นเรื่องอายุความละเมิด ๑  ปี ขึ้นวินิจฉัยด้วย  จึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว

สิ่งที่ต้องพึงเข้าใจให้สำคัญก็คือ  อะไรที่จะถือว่าเป็นคำคู่ความบ้าง  จะมีความสำคัญในการพิจารณาในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา ๑๔๔ ฟ้องซ้ำ ตามมาตรา ๑๔๘ และฟ้องซ้อนตามมาตรา ๑๗๓ (๑)

(๖) “คำแถลงการณ์” หมายความว่า คำแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งกระทำหรือยื่นต่อศาล ด้วยมุ่งหมายที่จะเสนอความเห็นต่อศาล ในข้อความในประเด็นที่ได้ยกขึ้นอ้างในคำคู่ความหรือในปัญหาข้อใดที่ศาลจะพึงมี คำสั่งหรือคำพิพากษา ซึ่งในข้อเหล่านี้คู่ความฝ่ายนั้นเพียงแต่แสดง หรือกล่าว ทบทวน หรือยืนยันหรืออธิบายข้อความแห่งคำพยานหลักฐาน และปัญหาข้อ กฎหมายและข้อเท็จจริงทั้งปวง คำแถลงการณ์อาจรวมอยู่ในคำคู่ความ คำแถลงการณ์นั้น

ก. เป็นเรื่องของคู่ความกระทำต่อศาลที่พิจารณาคดีนั้น จะทำด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้ โดยทำได้ทุกชั้นศาลที่พิจารณาคดีนั้น ในการแถลงการณ์ด้วยวาจาในศาลสูงนั้นในสมัยโบราณเรียกกันว่าแถลงคารม ปัจจุบันนี้ในทางปฎิบัติไม่มีการแถลงการณ์ด้วยวาจาในศาลสูง

ข. คำแถลงการณ์นั้นไม่มีผลเป็นการตั้งประเด็นเข้ามาใหม่ ได้แต่อธิบายเหตุผลตามที่ตนเห็นว่าผลควรเป็นอย่างไรในปัญหาที่ศาลจะต้องพิจารณาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย

ค. คำแถลงการณ์เป็นหนังสือนั้นจะยื่นต่างหากหรือรวมมาในคำคู่ความก็ได้ ในทางปฏิบัติไม่มีการยื่นรวมมากับคำคู่ความ เว้นแต่คำคู่ความใดที่ยื่นมาที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ การยื่นตามที่กฎหมายกำหนด ศาลก็อาจจะรับไว้ในฐานะที่เป็นคำแถลงการณ์ได้ เช่น การยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือฎีกาเกินกำหนด ศาลก็จะรับไว้เป็นคำแถลงการณ์

คำพิพากษาฏีกาที่ ๑๑๙๘/๒๔๙๒ คำแถลงการณ์จะตั้งประเด็นไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๔๕/๒๕๑๐  คำแก้อุทธรณ์ที่ศาลไม่รับเพราะยื่นเกินกำหนดอาจถือเป็นคำแถลงการณ์ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๖๐/๒๕๒๘ คำแถลงการณ์เป็นเพียงคำเสนอของคู่ความเพื่อให้ศาลพิเคราะห์ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงของฝ่ายตน เป็นการสรุปคดีในข้อที่เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ตน ตามที่ปรากฏอยู่ในท้องสำนวนเท่านั้น แม้คู่ความจะไม่ทำคำแถลงการณ์ ศาลก็ต้องพิจารณาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตลอดท้องสำนวนอยู่แล้ว ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๖ มิได้มีบทบัญญัติในกรณีที่ คู่ความฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการส่งสำเนาคำแถลงการณ์ คำแถลงการณ์ที่ยื่นฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่ได้ส่งสำเนาให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง จึงหามีผลเสียไปไม่





สรุปคำบรรยายเนติ วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค1 (อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) # อัพเดทฎีกาใหม่! ครั้งที่ 1 ภาค 2/67 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2071 ครั้ง
ลงวันที่ 18/11/2015 10:13:42





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน