วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 (ภาคปกติ) อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร # ภาค2/67
-------------------------------------
สกัดหลัก สรุป เจาะประเด็น ฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ* คำบรรยายเนติบัณฑิต ภาค 2 สมัยที่ 67
ข้อ2. วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 1 (ภาคปกติ) สัปดาห์ที่ 7
อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร วัน อังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558
---------------------------------------------------------------------
(จับประเด็น เน้นมาตรา จากการบรรยาย* ประโยคทองคำ (Key words Law) วลีกฎหมายที่ควรจำ)
อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร
ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงแรก อาจารย์จะบรรยายกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๑ ต่อจากท่านอาจารย์อำนาจ พวงชมภู โดยหัวข้อบรรยายจะเริ่มตั้งแต่มาตรา ๑๕๒ จนจบ มาตรา ๑๗๐ ในส่วนที่เกี่ยวกับ มาตรา ๑๕๓ ท่านอาจารย์อำนาจบรรยายไปแล้ว อาจารย์ก็จะเพิ่มเติมแนวคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจในบางเรื่อง
ประเด็น มีคดีเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยบางคนซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกันจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ทนายความจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอม ความว่าจำเลยตกลงจะชำระเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ ศาลพิพากษาตามยอมไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ คดีถึงที่สุดไปในปี ๒๕๕๕ จำเลยมายื่นคำร้องอ้างว่าเป็นการเพิ่มภาระหนี้แก่จำเลยและไม่ตรงตามเจตนาของจำเลย ก็มีปัญหาว่าจำเลยจะขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ อย่างไร
คำตอบ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๒/๒๕๕๗ ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อกฎหมายว่า “โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งหกทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาด ข้อพิพาทอย่างคดีธรรมดาที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งหกแล้วจึงพิพากษาชี้ขาดข้อพิพาท ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงอาจมีผลไม่ตรงหรือเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องก็ได้ เพราะเป็นไปตามข้อตกลงที่คู่ความยอมผ่อนผันให้แก่กัน กรณีไม่ตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ซึ่งต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งหกร่วมกัน จ่ายเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท เกินกว่าจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ทั้งสามให้แก่โจทก์ทั้งสามและยินยอมชำระดอกเบี้ย ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ และมาตรา ๑๓๘ (๒)”
ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เมื่อคดีถึงที่สุด คำพิพากษาตามยอมย่อมผูกพันคู่ความโดยเฉพาะจำเลยให้ต้องถูกบังคับเพื่อปฎิบัติตามยอม จำเลยจะยกข้อกล่าวอ้างได้แต่เฉพาะเงื่อนไขตามข้อยกเว้นที่ให้อุทธรณ์เพี่อทำลายคำพิพากษาตามยอมได้แต่เฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (๑) ถึง (๓) เท่านั้น ซึ่งการอุทธรณ์จะต้องยื่นภายในหนึ่งเดือนตามมาตรา ๒๒๓ ประกอบมาตรา ๒๒๙ จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ทำลายคำพิพากษาตามยอมภายหลังคดีถึงที่สุดแล้วไม่ได้
มาตรา ๑๔๒ เป็นบทบัญญัติว่าด้วย การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด ตัดสินคดีของศาลในคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญามีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ บัญญัติไว้แล้วโดยเฉพาะจึงไม่อาจนำมาตรา ๑๔๒ นี้ไปใช้กับคดีอาญาได้
ข้อสังเกต คดีอาญาเป็นการพิจารณาชี้ขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำ ของจำเลยที่โจทก์ฟ้องว่าเป็นความผิด จึงมีปัญหาสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาว่า มีการกระทำที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง การพิจารณาคดีอาญาจึงเป็นเรื่องของการฟังข้อเท็จจริงโดยแท้
มาตรา ๑๙๒ จึงต้องบัญญัติหลักเกณฑ์การชี้ขาดความผิดของจำเลยไว้โดยเฉพาะและมีรายละเอียดมาก กว่าการชี้ขาดตัดสินคดีแพ่งตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒
มาตรา ๑๔๒ บัญญัติว่า “คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้อง ตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง”
ทั้งนี้ โดยมีข้อยกเว้นอยู่ ๖ ประการตาม (๑) ถึง (๖) ดังนี้
ประการแรก มาตรา ๑๔๒ เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่การทำคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดตัดสินคดี หากเป็นการทำคำสั่งใดๆ ที่มิใช่การชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีหรือประเด็นพิพาท ก็ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔๒
ตัวอย่าง การขอขยายระยะเวลาของคู่ความตามมาตรา ๒๓ คำร้องขอขยาย ระยะเวลาไม่ใช่คำฟ้องหรือคำคู่ความ ไม่ว่าศาลจะอนุญาตมากกว่าหรือน้อยกว่าที่คู่ความขอมา ถือเป็นดุลพินิจของศาล ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔๒ ที่ห้ามมิให้พิพากษา หรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๖๖/๒๕๔๖ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๒ ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ๑๕ วัน ซึ่งโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาได้ในวันที่เริ่มทำการ แต่การนับระยะเวลาที่ขอขยายออกไปก็ต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาเดิม คือ เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๒ หากศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาตามที่โจทก์ต้องการเพียง ๑๕ วัน ก็จะครบกำหนดในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ มิใช่วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ แต่การขยายระยะเวลาเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีอำนาจทั่วไปที่จะอนุญาตขยายให้เท่าใดก็ได้ตามเหตุผลที่เห็นสมควรโดยไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลานั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา
สรุปประเด็น คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ออกไป ๒๖ วัน ทั้งๆ ที่โจทก์ขอขยายเพียง ๑๕ วัน การจะอนุญาตให้ขยายหรือย่นระยะเวลาให้ผู้ขอมากน้อยเพียงใดเป็นดุลพินิจของศาล ไม่ใช่เรื่องที่คู่ความจะอ้างได้ว่าเป็นกระบวนพิจารณาหรือการพิจารณาที่ไม่ชอบ ทั้งมิใช่เป็นคำฟ้องอันจะอยู่ในบังคับของ มาตรา ๑๔๒ ที่ห้ามมิให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้สิ่งใดเกินไปกว่าคำฟ้อง
อนึ่ง ในเรื่องการสั่งคำร้องที่คู่ความยื่นต่อศาลนั้น ตามปกติคู่ความจะต้องกล่าวอ้างให้ปรากฏใจความและเหตุผลถ้าจำเป็นแห่งเอกสารนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๗ และมีคำขอมาด้วยว่าประสงค์จะให้ศาลมีคำสั่งอย่างไร แต่บางเรื่องกฎหมายบัญญัติให้อำนาจแก่ศาลที่จะมีคำสั่งได้โดยผู้ขอไม่ต้องมีคำขอมา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัตินั้นๆ เป็นสำคัญ
เช่น คดีร้องขัดทรัพย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ (๑) บัญญัติเพียงว่าเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้อง หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้น แสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลหรือยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า ก็เป็นอำนาจของศาล ที่จะมีคำสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไวในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ โดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ต้องมีคำขอมาในคำร้องนั้นเช่นคำขอของเจ้าหนี้ขอให้ชี้ขาดและขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ไปเสียทีเดียว เป็นต้น
ประการที่สอง คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี มาตรา ๑๔๒ กำหนด หลักการไว้ ๒ ประการ ควบคู่กัน กล่าวคือ ต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อขณะเดียวกัน ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ ปรากฏในคำฟ้อง
ที่ว่า ต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้อง เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง นิยาม คำฟ้อง ไว้ในมาตรา ๑ (๓) หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ใดเสนอข้อหาต่อศาล..ไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้ง หรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยสมัครใจ หรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และการบรรยายคำฟ้อง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติให้ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น
ดังนั้น คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีของศาลต้องพิพากษาหรือตัดสินตามข้อหาในคำฟ้อง ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ฟ้องเพิ่มเติมตามมาตรา ๑๗๙
คำร้องขอในคดีไม่มีข้อพิพาทซึ่งถือเป็นคำฟ้องตามมาตรา ๑ (๓), ๑๘๘ฟ้องแย้งตาม มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม คำร้องสอดตามมาตรา ๕๗ (๑) (๒) (๓) คำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา เหล่านี้ ล้วนอยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔๒ ทั้งสิ้น
ข้อหา** ก็คือ คำกล่าวหาเกี่ยวกับข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลในทางแพ่ง
เช่น โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยว่า ผิดสัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง ผิดหน้าที่ในทางครอบครัว เป็นต้น
ส่วนข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา** ก็คือ ข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทที่โต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ตามคำกล่าวหานั้น เช่น คำกล่าวหา ของโจทก์ในคำฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย ข้ออ้างที่ว่าจำเลยผิดสัญญาซื้อขายคือ ทรัพย์สินที่ซื้อขายมีความชำรุดบกพร่อง หรือมีการรอนสิทธิ หรือขาดตกบกพร่องหรือ ล้ำจำนวน
ดังนั้น คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ขาดตัดสินคดีจะต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อโดยอยู่ภายในขอบเขตของข้ออ้างที่อาศัยเห็นหลักแห่ง ข้อหานั้นด้วย มิฉะนั้น จะเป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔๒ เรียกว่า “นอกฟ้องนอกประเด็น” หากแม้อยู่ในประเด็นแต่เป็นการกำหนดให้จำเลยรับผิดเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ก็เรียกว่า “เกินคำขอ” ไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๔๒ เช่นกัน
อนึ่ง หากข้อหาของคำฟ้องนั้นไม่ชัดแจ้งถึงขนาดเรียกได้ว่าขาดสาระสำคัญ อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยต้องรับผิดแล้ว ศาลก็ไม่อาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้จำเลยต้องรับผิดในข้อหานั้นได้ เรียกได้ว่า “นอกฟ้อง”
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘/๒๕๔๙ วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลย ที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ ๑ โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ ๓ สอดเข้าไปจัดกิจการของห้างจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่จะให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ แม้โจทก์จะนำสืบดังกล่าวมาก็เป็นการนอกฟ้อง ศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ ๓ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ และ ที่ ๒ โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๘๘ วรรคหนึ่ง
สรุปประเด็น ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ สภาพแห่งข้อหาเป็นเรื่องห้างหุ้นส่วน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่ให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ ๓ สอดเข้าไปจัดกิจการของห้าง จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดด้วยข้ออ้างที่โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๑๒/๒๕๓๑ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๓ ให้รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ที่ก่อความเสียหาย แม้จะได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้าง ของ ย. ได้ขับรถยนต์ดังกล่าวของ ย. และ ย. เป็นผู้เอาประกันภัยค้ำจุนไว้แก่จำเลย ที่ ๓ แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ดังกล่าวในฐานะอะไร ของ ย. และมีนิติสัมพันธ์กันอย่างไรกับ ย. อันจะเป็นเหตุให้ ย. ต้องร่วมรับผิดในการ กระทำของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้าจุนไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
สรุปประเด็น คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิด ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลย ที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์ แม้โจทก์นำสืบถึงความรับผิดของผู้รับประกันกันภัยไว้ในชั้นพิจารณาก็ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้อง
คำฟ้องที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับคดีเดิม เช่น คดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗ (๔) ที่ว่า “คำร้องอื่นใดที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้ว” การชี้ขาดคำร้องที่มีลักษณะเป็นการเสนอข้อหาอันถือว่าเป็นคำฟ้องนี้ ก็ต้องอยู่ในบังคับของมาตรา ๑๔๒ และบางกรณีคำร้องนี้อาจต้องห้ามมิให้ฟ้องหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม มาตรา ๑๔๘, ๑๗๓ วรรคสอง (๑), ๑๔๔ แล้วแต่กรณี ตัวอย่างที่จะกล่าวถึง คือ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๗๕/๒๕๕๖ วินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งโจทก์ ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกซึ่งโจทก์ทั้งสองยื่นในคดีของศาลที่มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยอ้างว่าจำเลยนำพินัยกรรมฉบับแรกลงวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นโมฆะเพราะถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังมาอ้างต่อศาล เพื่อให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก เป็นการเสนอข้อหาต่อศาลถือได้ว่าเป็นคำฟ้อง จำเลยยื่นคำคัดค้านเป็นการยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องจึงเป็นคำให้การ แม้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งถอนจำเลย ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่หรือไม่จะต้องพิจารณา ให้ได้ความว่าพินัยกรรมที่ผู้ตายระบุตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกันกับ คดีดังกล่าวว่า จำเลยใช้พินัยกรรมที่ถูกเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลังยื่นต่อศาลขอให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ถือว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริต ขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะและให้แบ่งที่ดินมรดกแก่โจทก์ทั้งสอง แม้โจทก์ทั้งสองในคดี นี้จะมีคำขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสองด้วย แต่ศาลชั้นต้นก็จะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าพินัยกรรมที่จำเลยอ้างเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีแพ่งดังกล่าวซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นด้วยกัน และมีประเด็นต้องวินิจฉัยในเรื่องเดียวกับคดีนี้ ฟ้องคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
สรุปประเด็น คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ การขอให้ถอนผู้จัดการมรดกที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งอาจฟ้องเป็นคดีใหม่ อย่างคดีมีข้อพิพาทหรือร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกนั้นเข้าไปในคดีเดิมก็ได้ ไม่ว่าจะฟ้องเป็นคดีใหม่หรือร้องขอเข้าไปในคดีเดิมก็มีผลเท่ากัน คือมีข้อพิพาทใหม่ เกิดขึ้นเป็นข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลในทางแพ่งตามมาตรา ๕๕ จึงมีสภาพเป็นคำฟ้องตกอยู่ในบังคับที่ต้องชี้ขาดตามข้อหาในคำฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๒/๒๕๔๐ วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ และขอให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์เท่านั้น หากศาลฟังว่า จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องให้เพิกถอนก็ชอบที่จะยกคำร้องของจำเลย ไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าผู้ใดจะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์รับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกประเด็นจากคำร้องของจำเลย เป็นการไม่ชอบ
ตัวอย่าง โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกของ ช. เจ้ามรดกจากจำเลย ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นทายาทด้วยก็ชอบที่จะร้องเข้ามาเพื่อบังคับตามสิทธิของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๑) แม้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยอีกว่าไม่มีเหตุที่จะพิจารณาสั่งคำร้องของผู้ร้องอีกต่อไป และผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีของผู้ร้องจึงยังไม่ถึงที่สุด ในการพิพากษาใหม่ศาลชั้นต้น ต้องชี้ขาดตัดสินคดีเกี่ยวกับคำร้องสอดของผู้ร้องด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๙๖/๒๕๓๘)
สรุปประเด็น คำพิพากษาตามฎีกาฉบับนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้าในคดี ศาลชันต้นสั่งว่า รอไว้สั่งเมื่อมีคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติได้ พิพากษายกฟ้อง สำหรับคำร้องขอกันส่วนมรดกของผู้ร้องนั้น เมื่อพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จะพิจารณาสั่งต่อไป โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้ พิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ว่า ผู้ร้องมิใช่คู่ความ จึงไม่อาจพิพากษาให้ได้ แล้วพิพากษาคดีระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์และผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ
ตัวอย่าง คดีมีประเด็นข้อพิพาท ๔ ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ ในประเด็นที่ ๑ ถึงที่ ๓ และชนะในประเด็นที่ ๔ จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้อง อุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ พิพากษาแก้ประเด็นที่ ๒ เพียงประเด็นเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ ซึ่งมาตรา ๑๔๒ ประกอบมาตรา ๒๔๖ ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใดๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฎในคำฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ ๒ เพียงข้อเดียวโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๖๕๕/๒๕๔๗)
ตัวอย่าง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับผู้รับเหมาร่วมกันทำละเมิด แต่การ เป็นผู้รับเหมาอาจเป็นผู้รับจ้างทำของหรือเป็นลูกจ้างที่จำเลยจ้างแรงงานก็ได้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาทำการตอกเสาเข็ม อันเป็นลักษณะของการจ้างทำของ และตามคำให้การของจำเลยก็มิได้ให้การว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของ แต่เป็นคำให้การยอมรับว่าจำเลยเป็นผู้ตอกเสาเข็ม ตามคำฟ้องและคำให้การประเด็นแห่งคดีจึงมีเพียงว่า จำเลยเป็นผู้กระทำละเมิดหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๘ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๔๒๘ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดีไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๗, ๑๔๒, ๑๗๗ วรรคสอง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐๘๖/๒๕๕๒)
สรุปประเด็น ตามฎีกานี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลย กระทำละเมิด มิได้ตั้งรูปฟ้องในเรื่องจ้างทำของการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในเรื่องสัญญาจ้างทำของจึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแห่งคดี ตามคำฟ้องของโจทก์ มิใช่ประเด็นข้อพิพาท เพราะมิใช่เรื่องข้อโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่อันเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา
ตัวอย่าง ประเด็นข้อพิพาทในคดีจะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ เป็นข้อสำคัญ มิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงและการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณา แม้พยานโจทก์จะได้เบิกความถึงว่าเสนอว่าจะใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยแล้วก็ตาม แต่ในคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้เสนอค่าทดแทนให้แก่จำเลยแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ชอบจะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๒ หรือไม่ เมื่อคดีไม่มีประเด็นดังกล่าวเสียแล้ว ศาลจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษา ให้จำเลยปฏิบัติตามฟ้องโจทก์ และกำหนดค่าทดแทนเพื่อให้โจทก์ชำระแก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๗๔/๒๕๕๒)
**ประเด็นที่ว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีจะต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องโดยจะต้องอยู่ภายในขอบเขตข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา
(๑) คดีที่จำเลยให้การต่อสู้คดี การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ตามข้อหาในคำฟ้องของโจทก์จะต้องชี้ขาดข้อต่อสู้ของจำเลยด้วย เพราะคำให้การของจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้องของโจทก์ กล่าวคือ “เป็นข้อแก้ข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์” นั่นเอง
ดังนั้น คดีที่จำเลยให้การต่อสู้คดีศาลจะต้องวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยให้การยกข้อต่อสู้ข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ด้วยว่า คำให้การฟังได้หรือไม่ เพราะหากคำให้การรับฟังได้ศาลก็ต้องยกฟ้อง หากคำให้การรับฟังไม่ได้ก็ต้องพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๙๔/๒๕๕๕) เว้นแต่ คำให้การของจำเลยนั้นไม่ชอบด้วยมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง คือ ไม่ชัดแจ้งว่ารับหรือปฏิเสธฟ้องโจทก์ ย่อมไม่เกิดเป็นประเด็นที่จำเลยจะนำสืบ หรือขัดแย้งกัน แต่พอถือได้ว่าเป็นคำให้การที่ปฏิเสธ แต่ไม่มีประเด็นที่จะนำสืบได้ เป็นต้น
ตัวอย่าง จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ กลับนำแบบพิมพ์หนังลือสัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ไปกรอกข้อความเป็นว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินจึงเป็นเอกสารปลอม คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยได้กู้ยืม เงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ที่โจทก์นำมาฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยจะนำสืบว่าจำเลยได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหาได้ไม่ เป็นการนำสืบนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยให้การไว้ตอนหนึ่งว่า จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้วนั้นก็เป็นการให้การ ประกอบข้ออ้างที่จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์ ๕๐,๐๐๐ บาท มิใช่เป็นการให้การในประเด็น ที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในคำฟ้อง การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยแล้วเชื่อว่าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว จึง เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลย นำสืบรับกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท และได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ ก็ต้องฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง และเมื่อจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ แล้วก็ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๕๗/๒๕๕๓)
ตัวอย่าง เมื่อคำให้การของจำเลยอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ พิพาทมาตั้งแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีการอ้าง สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เพราะการแย่งการ ครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน ๑ ปี หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๒๑/๒๕๔๘)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๐๗/๒๕๔๐ (ประชุมใหญ่) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกำแพงคอนกรีตสิ่งปลูกสร้างและปลูกต้นไม่ในที่ดินโจทก์ จำเลยให้การว่า มิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์แต่จำเลยกระทำลงบนที่ดินของจำเลยที่ซื้อมาและจำเลยได้ครอบครองมาโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่า ๑๐ ปี แล้ว รูปคดีตามที่โจทก์ ฟ้องและจำเลยให้การไม่มีประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เพราะการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบ
ตัวอย่าง โจทก์กับ ข. ทำสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทโดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วน ส่วน ข. ได้ส่งมอบที่พิพาทให้โจทก์ครอบครองแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์ จึงมีหนี้เป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองอยู่จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอน โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่พิพาทตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ แม้คดีโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม แต่ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๙๓/๒๗ ที่กำหนดให้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจำเลยซึ่งเป็นทายาทของ ข. ไป จดทะเบียนโอนที่พิพาทให้โจทก์ด้วย เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความมรดกที่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ทั้งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องอายุความดังกล่าวและอ้างว่ามีสิทธิยึดหน่วงตามมาตรา ๒๔๑ ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ก็ได้วินิจฉัยเรื่องอายุความมรดกตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๑๙๓/๒๗ และมาตรา ๒๔๑ อันเป็นเรื่องอายุความมรดกตามที่คู่ความว่ากล่าวกันมาโดยชอบ จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาเกินคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๓๔/๒๕๔๗)
สรุปประเด็น คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทตาม น.ส. ๓ ก. จาก ข. โจทก์ชำระราคาครบถ้วน และ ข. ส่งมอบที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองปลูกบ้าน อาศัยอยู่ ต่อมา ข. ถึงแก่ความตายในปี ๒๕๓๓ จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทไปขอจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาททั้งแปลงในปี ๒๕๔๑ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนให้โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ เรื่องอายุความว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดก ๑ ปี นับแต่โจทก์ทราบว่า ข. ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยเห็นว่าคดีขาดอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๗๕๔ โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๔๑ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ศาลฎีกาพิพากษายืน
ข้อสำคัญ คดีที่คำให้การของจำเลยมิได้เป็นข้อแก้คำฟ้องข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ และไม่มีผลเกี่ยวกับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น ก็ย่อมไม่เป็นประเด็นให้ศาลต้องวินิจฉัย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๒๙/๒๕๓๕)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๒๙/๒๕๓๕ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดที่ดิน จำเลยเก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ โจทก์ขอโฉนดที่ดินคืนจำเลยไม่ยอมคืน ขอให้บังคับจำเลยคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ ดังนี้ เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งจากข้อความที่ระบุในโฉนดที่ดินได้ความว่าทางราชการออกโฉนดที่ดินให้ไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน ส่วนที่จำเลยให้การว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์ มรดกของบิดาโจทก์จำเลยตกได้แก่โจทก์จำเลยและทายาทอื่น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกโฉนดที่ดินคืนโดยไม่ได้ขอให้บังคับคดีส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดิน และจำเลยก็ไม่ได้ฟ้องแย้งขอให้บังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินตามโฉนดที่ดินนั้น คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของบิดา โจทก์จำเลยตกได้แก่โจทก์จำเลยและทายาทอื่นตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ และแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นดังคำให้การของจำเลย ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิ ยึดถือเอาโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ เพราะข้ออ้างดังกล่าวเป็นเพียงเหตุที่ทำให้คู่ความอาจไปใช้สิทธิดำเนินการเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก โจทก์จึงมีสิทธิเรียกโฉนดที่ดินคืนจากจำเลย ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ แต่ที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า หากจำเลยไม่ยอมคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาล หรือถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะคืน ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกโฉนดที่ดินฉบับ เจ้าของที่ดินเดิม แล้วมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนให้โจทก์ โดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลยนั้น โจทก์จะขอให้บังคับไม่ได้เพราะเป็นการขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลนอกคดี
(๒) คดีที่มีการชี้สองสถาน ศาลก็ต้องตัดสินตามประเด็นข้อพิพาทที่ชี้สองสถานไว้ ซึ่งจะต้องพิจารณาคำให้การข้อต่อสู้ของจำเลยด้วย แต่หากประเด็นข้อ พิพาทข้อใด เมื่อศาลเห็นว่ากำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้โดยไม่ชอบ ศาลก็มีอำนาจที่จะไม่วินิจฉัยในประเด็นนั้นได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๕๔/๒๕๔๘) เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๙/๒๕๔๘)
ตัวอย่าง ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยให้ เนื่องจากไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการแย่งการครอบครอง ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๒ โดยซื้อมาจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แสดงว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นเป็นข้อพิพาทไว้ คำให้การของจำเลยที่ ๒ ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแต่ประการใด และไม่วินิจฉัยให้เช่นเดียวกันซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ (คำพิพากษา ฎีกาที ๙๕๔/๒๕๔๘)
ตัวอย่าง คำให้การของจำเลยตอนต้นกล่าวให้เห็นที่มาของการเข้าครอบครอง ที่ดินพิพาทว่า เนื่องมาจากการซื้อจากบุคคลภายนอกโดยมิได้ทำสัญญาซื้อขายกัน เพื่อให้เห็นเหตุผลและเจตนาในการเข้าครอบครอง ส่วนที่ให้การต่อมาว่า จากนั้นจำเลยและครอบครัวจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า ๔o ปี ก็เพื่อให้เห็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นแล้วโดยการครอบครอง อันเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับโจทก์ คำให้การของจำเลยจึงไม่ถือว่าขัดแย้งกัน หากแต่เป็นการลำดับที่มาของการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่แรก จนได้กรรมสิทธิ์โดยชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงต้องวินิจฉัยตามประเด็นดังกล่าวซึ่งจะต้องพิจารณาข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองแล้วหรือไม่ด้วย เพราะหากจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ จึงมิได้วินิจฉัยนอกประเด็น (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๙๔/๒๕๕๕)
ปรับปรุง อัพเดท ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๘
|