หัวข้อ : ถอดเทป วิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 1-2 (ภาคปกติ) ครั้งที่ 1 สมัยที่ 67
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







เจาะประเด็นกฎหมาย เตรียมสอบเนติบัณฑิต ภาคสอง สมัยที่ ๖๘

 สกัดหลักกฎหมาย ทบทวนก่อนเรียน รวมคำบรรยายเนติฯ สมัยที่ ๖๗

วิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค ๑-๒  (ภาคปกติ)  ครั้งที่ ๑

วันจันทร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗   

---------------------------------------------------------------------

 

ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร

 

ประเด็นการบรรยายในครั้งที่ ๑ ในเรื่อง ความหมาย ภารกิจ ที่มา และการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาจารย์ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ว่า เมื่อท่านได้ฟังแล้ว ท่านจะสามารถระบุความหมาย ภารกิจที่มาและหลักการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้อย่างถูกต้อง

 

ความหมายของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การบังคับใช้กฎหมายอาญา กฎหมายอาญาจริงๆ แล้วไม่มีพิษสงอะไรเลย ถ้าไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเข้ามาช่วย ไม่เหมือนกฎหมายแพ่ง ป.วิ.แพ่ง เขาไม่จำเป็นต้องใช้ เว้นแต่จะมีเรื่องกัน แต่วิธีพิจารณาความอาญาพอมีการกระทำผิด กฎหมายวิธีพิจารณาความจะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที บางประเทศบอกว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นเงาของรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของบุคคล ต้องไปคุ้มครองสิทธิ

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็เป็นกฎหมายมหาชนประเภทหนึ่ง และเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ กฎหมายอาญามีความหมาย ๒ ความหมาย คือ ความหมายอย่างแคบและความหมายอย่างกว้าง ความหมายอย่างแคบก็คือ กฎหมายอาญาที่เราได้เรียนมาแล้ว แต่ในความหมายอย่างกว้าง กฎหมายอาญาจะประกอบด้วยกฎหมาย ๓ ส่วน คือ กฎหมายอาญาสาระบัญญัติ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ (กฎหมายราชทัณฑ์)

กฎหมายราชทัณฑ์เป็นกฎหมายที่สำคัญ เมื่อมีการกระทำผิด จะมีการ จัดการกับผู้กระทำผิด เมื่อดำเนินคดีจนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว ผู้กระทำผิดจะมีสิทธิอะไรบ้าง เป็นเรื่องของกฎหมายราชทัณฑ์ เราจะไม่มีความรู้เลย เพียงแต่รู้ว่าผู้กระทำผิดต้องไปติดคุกเท่านั้น แต่ในระดับสหประชาชาติเขาสนใจวิชานี้มาก ตอนนี้จะมีตำรากฎหมายของ อ.ดร.ธานี วรพิฒน์ เพราะกฎหมายบังคับโทษเกี่ยวข้องกับเยาวชนด้วย นอกจากนี้กฎหมายราชทัณฑ์ยังเกี่ยวกับเยาวชนด้วย เยาวชนบางคนก็อาจจะถูกจำคุกได้ เราควรมีความรู้ไว้ด้วย นอกจากนี้มีกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ (International criminal law) มีตำราของ อ. ปกป้อง ศรสนิท

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายมหาชน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายที่รักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลด้วย เวลาเราเรียนกฎหมายเราจะคิดว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญาเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจ แต่ความจริงไม่ใช่ กฎหมายจะเขียนว่าห้ามมิให้ เว้นแต่ เช่น ห้ามไม่ให้จับเว้นแต่จะมีหมายหรือคำสั่งของศาล กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลด้วย

 

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ดีต้องเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิ ต้อง มีความเป็นเสรีนิยม และต้องมีความเป็นประชาธิปไตย เช่น การพิจารณาคดีต้องกระทำโดยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น แต่ทางปฏิบัติเรายังปฏิบัติไม่ถูกทำให้เป็นการคุกคามสิทธิ เช่น การขอปล่อยชั่วคราว ถ้ากำหนดหลักประกันสูงมาก ประชาชน ไม่สามารถหาหลักประกันมาวางได้ หรือต้องไปหากู้เงินนอกระบบมาทำให้ประชาชน เดือดร้อน

กฎหมายวิธีพิจารณาความของเราดี มีความเป็นเสรีนิยม แต่วิธีปฏิบัติ ไม่ถูกต้อง เราไม่ค่อยเข้าใจจิตวิญญาณของกฎหมาย แล้วกฎหมายต้องมีความเป็น ประชาธิปไตย การพิจารณาต้องกระทำต่อหน้า และต้องประกันสิทธิของบุคคลด้วย ถ้าเราปฏิบัติกับเขาอย่างมีความเป็นมนุษย์ คนก็เข้าสู่สังคมได้ดี

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอยู่ที่ใดบ้าง เราเป็นประเทศที่ใช้ประมวล กฎหมาย (civil law) กฎหมายอาญาจะมีหลักในมาตรา ๒ บอกว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย กฎหมายอาญาจะใช้กฎหมายจารีตประเพณีไม่ได้นำกฎหมาย ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้ไม่ได้ ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจนแน่นอน

หลักมาตรา ๒ ผมเคยไปออกเป็นข้อสอบเข้าเรียนชั้นปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ถามว่า เราจะนำกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้ได้หรือไม่ ในกฎหมายอาญาจะเอามาใช้ไม่ได้

ที่มาของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของเราก็มีประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาเมื่อปี ๒๔๗๘ นอกจากนี้ก็ยังมีพระราชบัญญัติพนักงานองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ เป็นส่วนหนึ่งของ วิ.อาญา พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงก็เป็น วิ.อาญา เหมือนกันพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว พระธรรมนูญศาลยุติธรรมก็เป็นวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็เป็นวิอาญา ประการหนึ่งเหมือนกัน ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕ บอกว่า ในกรณีที่ ป.วิ.อาญา ไม่มีบทบัญญัติไว้โดยตรง ก็ให้เอา ป.วิ.แพ่ง มาใช้โดยอนุโลม

ป.วิ.แพ่ง กับ ป.วิ.อาญา มีแนวคิดที่ต่างกัน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ใช้หลักการตรวจสอบ ที่เขาเรียกว่า examination principle เขาต้องตรวจสอบความจริง แท้ของเรื่อง แต่ถ้าในคดีแพ่งใช้หลักความตกลง ที่เรียกว่า negotiation สิ่งไหนที่เป็น เรื่องของ negotiation ใน ป.วิ.แพ่ง จะนำมาใช้ใน ป.วิ.อาญา ไม่ได้

 

พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนกัน พระราชบัญญัติรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พระราชบัญญัติสอบสวนคดีพิเศษ และอื่นๆ ก็เกี่ยวข้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เราก็ต้องเรียนรู้ทั้งหมด

ตัวอย่างแนวทางการพิจารณาหากฎหมาย ตอนที่ผมกลับจากเมืองนอกใหม่ ๆ มีสำนวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ เจ้าพนักงานป่าไม้ยึดไม้กระยาเลยซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนไว้เป็นของกลางในคดี ตามทางปฏิบัติของราชการในสมัยนั้น เมื่อคดีถึงที่สุด แล้วก็จะขายให้องค์กรอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อนำไปแปรรูปใช้ประโยชน์ต่อไป แต่เนื่องจากการดำเนินคดีอาญาของเราใช้เวลานาน กว่าคดีจะถึงที่สุดไม้ของกลางก็ผุหมดแล้ว ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เขาก็มีข้อหารือมาที่กรมอัยการว่าเจ้าพนักงานป่าไม้จะขายของกลางที่ยึดไว้โดยไม่รอให้คดีถึงที่สุดได้หรือไม่ เราจะตอบอย่างไร สิ่งแรกเราต้องดูว่า ป.วิ.อาญา บอกว่าวิอาญาจะขายของกลางระหว่างคดีได้หรือไม่ ถ้าได้เรียบร้อยเลย ถ้าไม่มีเราก็ดูว่า กฎหมายเฉพาะมีหรือไม่ หากไม่มีก็ไปดู ป.วิ.แพ่ง ว่าไว้อย่างไร เพราะ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕ ให้นำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้โดยอนุโลม

บทบัญญัติใน ป.วิ.อาญา มีมาตรา ๘๕ วรรคสาม บอกว่า สิ่งของใดที่ยึดไว้ เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่น ชึ่งมีสิทธิเรียกร้องคืนของกลางนั้น เว้นแต่ศาลจะได้สั่งเป็นอย่างอื่น สั่งเป็นอย่างอื่นก็คือ ริบ อันนี้ไม่ใช่ระหว่างคดีแล้ว เมื่อคดีถึงที่สุด เพราะฉะนั้นมาตรานี้ใช้กับเรื่องที่หารือไม่ได้

เราดูกฎหมายป่าไม้ พระราชบัญญัติป่าไม้ มาตรา ๖๔ ทวิ บอกว่า ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ และเครื่องจักร กลใดๆ ที่บุคคลได้ใช้หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิดหรือให้ได้รับผลในการกระทำผิด เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีจนกว่าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องหรือจนกว่าคดีถึงที่สุด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นของผู้นั้นหรือผู้อื่น แล้วพูดต่อไปว่า บรรดา ทรัพย์ที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่งถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหรือศาลพิพากษาให้ริบ แล้วผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ได้ร้องขอภายใน ๖ เดือนนับแต่วันทราบหรือทราบ หรือถือว่าได้ทราบคำสั่งให้ตกเป็นของกรมป่าไม้ ทรัพย์สินที่เสี่ยงความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่เก็บไว้รัฐมนตรีขายได้ ก็ไม่เกี่ยวกับของเราอีก เพราะไม่ได้พูดถึงไม้ของกลาง

 

เราไปดู ป.วิ.แพ่ง ซึ่งนำมาใช้โดยอนุโลมตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕ ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๓๐๘ บอกว่า เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขายแล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีอาจขาย ทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไว้เมื่อพ้นระยะเวลาอย่างน้อย ๕ วันนับแต่วันยึด การขายนั้น ดำเนินการตาม ป.ป.พ. และกฎกระทรวงว่าด้วยการนั้น และข้อกำหนดของศาลที่ระบุไว้ ในคำสั่งอนุญาตให้ขายถ้าหากมี และมีข้อยกเว้นว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ไม่ใช้แก่ทรัพย์ สินที่มีสภาพเป็นของสดของเสียได้ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะขายได้ทันที โดย วิธีทอดตลาดหรือวิธีอื่นตามที่เห็นสมควร มาตรานี้พูดถึงของสด ไม้กระยาเลยไม่ใช่ ของสด แต่เก็บไว้นานไม้เนื้ออ่อนผุเป็นของเสียได้ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายได้

ปัญหาของเราคือ เจ้าพนักงานบังคับคดีของคดีอาญาเป็นใคร การบังคับคดีกับการบังคับโทษเป็นคนละเรื่องกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีของเราเป็นผู้พิพากษา ถ้าท่านเปิดไปดูใน ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๔๕ บอกว่า ภายใต้บังคับเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้า บังคับคดี คือ การออกหมาย ตามกฎหมายเราผู้พิพากษาเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี หลักของเราก็คือว่าศาลจะดำเนินการเองโดยลำพังโดยไม่มีผู้ร้องขอไม่ได้ ถ้าจะทำเรื่องนี้ทำอย่างไร พนักงานอัยการต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งขายไม้ของกลาง ผมก็เสนอไป ตกใจกันทั้งกรมเลย มีที่ไหน ถ้าศาลไม่สั่งขายแล้วจะทำอย่างไร ผม เห็นว่าถ้าศาลไม่ให้ขายก็อุทธรณ์ได้  เราไม่เข้าใจกัน  เพราะเราไม่มีหลัก เราเรียนแต่จำ

การนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้กับ ป.วิ.อาญา เราจะต้องเข้าใจแนวคิดทาง กฎหมาย ในคดีอาญาและคดีแพ่งมีหลักต่างกัน การดำเนินคดีอาญาใช้หลักการตรวจสอบ แต่คดีแพ่งใช้หลักความตกลง เราจะนำหลักความตกลงมาใช้กับการดำเนินคดีอาญาไม่ได้ การนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้ เราต้องดูก่อนว่า ป.วิ.อาญา มีบทบัญญัติไว้โดย เฉพาะหรือไม่ ถ้าไม่มี เราถึงจะเอา ป.วิ.แพ่ง มาใช้ และการนำมาใช้ก็ต้องไม่ขัดต่อหลักการดำเนินคดีอาญา   คือไม่ขัดต่อหลักการตรวจสอบ สิ่งไหนที่มีการตรวจสอบจะนำ ป.วิ.แพ่งมาใช้ไม่ได้

 

การนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๘๗ มาใช้กับการดำเนินคดีอาญาไม่ได้ คดี อาญาเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วศาลมีอำนาจเรียกพยานมาสืบเพิ่มเติมได้โดยอาศัย ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๑๘๗ อันนี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะ ป.วิ.อาญา มีบัญญัติไว้เฉพาะแล้วในมาตรา ๒๒๘ จึงนำ ป.วิ.แพ่ง มาใช้ไม่ได้ ผลถูก แต่เหตุผลไม่ถูก

 

อีกเรื่องหนึ่งคือการนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๙๕ มาใช้กับการดำเนินคดี อาญาไม่ได้ เพราะพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๒๖ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ เมื่อ ป.วิ.อาญา บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๙๕ มาใช้ในคดีอาญา ไม่ได้

เรื่องฟ้องซ้อนใน ป.วิ.แพ่ง จะนำมาใช้ในการดำเนินคดีอาญาไม่ได้เพราะขัดกับหลักการตรวจสอบ เพราะในคดีอาญาไม่มีเรื่องฟ้องซ้อน มีแต่การดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียว ป.วิ.อาญา ห้ามมิให้ฟ้องซ้ำในเรื่องเดียว ในเรื่องฟ้องซ้อนดูโจทก์จำเลยคนเดียวกัน แต่คดีอาญาเขาดูที่ผู้ต้องหาหรือจำเลย จะดำเนินการกับเขาหลายครั้งไม่ได้ การดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวมันไม่ใช่เรื่องของการฟ้องซ้ำอย่างเดียว หลักการดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวมีบัญญัติไว้ในกฎหมายหลายมาตรา เช่น มาตรา ๓๙ (๔) ที่เราเข้าใจว่าเรื่องฟ้องซ้ำ คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ความจริงมีผล ๓ ประการ คือ เป็นการยืนยันผลของคดีนั้น ซึ่งมีประโยชน์เพื่อการเพิ่มโทษ เพราะถ้าไปกระทำผิดอีก ตาม ป.อ. มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๓ ให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษได้ และจะดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ บังคับคดีได้ด้วย เวลาเรียนเรามักจะจำแต่มาตรา ๓๙ (๔) เฉพาะเรื่องฟ้องซ้ำ ความจริงไม่ใช่แค่มาตรา ๓๙ (๔)

 ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๑ เขาไม่ให้มีการดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียว จึงต้องมีการชี้ขาด มาตรา ๒๑ บอกว่า ในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ชี้ขาด หรือในกรุงเทพมหานคร ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชี้ขาด ถ้าระหว่างจังหวัดก็อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด ตัวอย่างที่เห็นก็คือ คดีหมิ่นประมาท มีการลงหนังสือพิมพ์ ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ทั่วราชอาณาจักร จำเลยก็แย่ ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำในเรื่องเดียว คดีเกิดในกรุงเทพมหานครก็ต้องจัดการที่กรุงเทพมหานคร เพราะเราใช้กฎหมายกันผิดๆ ถูกๆ ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อน

ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๔๗ บอกว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ฉะนั้น เรื่องห้ามดำเนินคดีซ้ำในเรื่องเดียวจะมีหลายเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ

การตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประเทศเราใช้ระบบกฎหมาย ที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การตีความหลักภาษาก็ตามมา ท่าน อ. ปรีดี บอกว่า เหมือนเอาค้อนทุบไปที่บทบัญญัติของกฎหมาย หาความหมายแท้จริงของกฎหมาย แต่ว่าหลักตีความตามหลักภาษาอย่างเดียวไม่พอ จะต้องดูอีกว่าประวัติความเป็นมาอย่างไร ความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ เราต้องเข้าใจหลัก แล้วเราคิดไปทีละหลัก สุดท้าย ก็ต้องดูเจตนารมณ์ ความจริงการตีความเขาเอาเจตนารมณ์เป็นตัวตั้ง เจตนารมณ์ กฎหมายอยู่ที่ไหน

ปัจจุบันกฎหมายเราที่ออกมาโดยพระราชบัญญัติต่างๆ จะมีเหตุผลใน การประกาศใช้กฎหมาย แล้วเราก็จะดูทั้งสามสี่ประการนี้ถ้าเห็นว่ามันสอดคล้องต้องกัน แล้ว นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของตัวบท ไม่ใช่ดูแต่ตัวอักษร ตัวอย่างการตีความกฎหมาย เช่น กฎหมายเขียนว่าอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน ขณะที่บางมาตราเขียน ว่าอัยการสูงสุดหรือผู้ทำการแทน ผู้รักษาการแทน ผู้ทำการแทนไม่เหมือนกัน ผู้รักษาการแทนคือตัวอัยการสูงสุด ผู้ทำการแทนคือเป็นใครก็ได้ ถ้าใครไปตีความว่าเหมือนกัน ก็แสดงว่าไม่เข้าใจหลัก

ประวัติความเป็นมาของกฎหมาย การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีทำไม่ได้ เพราะ ไม่สอดคล้องกับระบบของเรา ระบบของเราเป็น civil law ซึ่งดำเนินคดีโดยรัฐ จะแตกต่างกับระบบ common law ซึ่งเป็นดำเนินคดีโดยประชาชน เมื่อเป็นการดำเนินคดีโดยประชาชน ก็มีการมอบอำนาจให้ฟ้องคดีได้ ในการดำเนินคดีโดยรัฐจะมอบอำนาจให้ฟ้อง คดีไม่ได้

หลักเกณฑ์วิธีพิจารณาความอาญา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ท่านสามารถอธิบาย หลักเกณฑ์วิธีพิจารณาความอาญาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง

ก่อนที่จะไปถึงหลักเกณฑ์ เราดูระบบเสียก่อน ระบบการดำเนินคดีมี ๒ ระบบ คือ ระบบไต่สวน (Inquistorial system) และระบบกล่าวหา (Accusatorial system) เดิมการดำเนินคดีใช้ระบบไต่สวน ถ้าเคยดูภาพยนตร์เปาบุ้นจิ้น จะเห็นว่าเปาบุ้นจิ้นทำหน้าที่เป็นระบบนี้คือไม่ต้องมีผู้ฟ้อง ระบบดำเนินคดีโดยไต่สวนเดิมเขาไม่มีแยกหน้าที่สอบสวนฟ้องร้องกับหน้าที่พิจารณาพิพากษาออกจากกัน ให้องค์กรต่างกันเป็นผู้ทำหน้าที่ ระบบนี้มีแต่ผู้ไต่สวนกับผู้ถูกไต่สวน และนอกจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาก็ตกเป็นกรรมในคดี ของเราเมื่อเดิมก็เหมือนกัน เรามีวิธีพิจารณาจารีตนครบาล ศาลสั่งเฆี่ยนจำเลยได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ระบบใหม่นี้เป็นระบบที่มาแกไขข้อบกพร่องของระบบเดิม คือระบบจารีตนครบาล

ระบบนี้เขาแยกหน้าที่สอบสวนและหน้าที่พิจารณาออกจากกัน ให้ต่างองค์กรทำหน้าที่ แล้วก็ยกผู้ถูกกล่าวหาขึ้นเป็นประธาน เป็นมนุษย์ต้องทรงสิทธิ หน้าที่พิจารณาพิพากษาอยู่ที่ผู้พิพากษา หน้าที่สอบสวนฟ้องก็คืออัยการ ระบบนี้เกิดขึ้นทำให้เกิดอัยการขึ้น อัยการก็เกิดจากระบบกล่าวหา แต่เดิมทั้งหมดสอบสวนฟ้องร้องพิจารณาพิพากษาเป็น อำนาจตุลาการ แต่อำนาจตุลาการถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกก็อัยการ อัยการ เขาใช้อำนาจตุลาการ เพราะฉะนั้นผู้ที่ใช้อำนาจตุลาการทำผิดไม่ได้ หมายถึงว่าสุจริต ถ้าทุจริตก็ลงโทษ เพราะอำนาจตุลาการในทางกฎหมายปกครองเขาเรียกเป็นการกระทำใน ทางยุติธรรม (Justice Act) คือ การทำงานของพนักงานอัยการและของศาล แต่ถ้าเป็นการกระทำในทางปกครองไปศาลปกครอง การกระทำของรัฐบาลเขาเรียกว่า

Government Act ไม่รับผิดเหมือนกัน รัฐบาลทำไม่ดีก็ไม่ไว้วางใจ ผู้ต้องหาหรือจำเลย จากเดิมเป็นกรรมก็ยกขึ้นเป็นประธาน แล้วมีสิทธิต่างๆ มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ มีสิทธิที่จะมีทนาย การพิจารณาต้องกระทำต่อหน้าเขา

ถ้าเราเข้าใจระบบก็จะเห็นได้ว่ากฎหมายของเราเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่ว่าเราจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ คดีที่เกาะเต่าน่าสนใจ เราเป็นนักกฎหมายต้องติดตาม การสอบสวนคดีไม่ใช่การจับคน เราต้องตรวจสอบความจริงให้กระจ่างก่อน เมื่อกระจ่างแล้วเห็นว่าคนนี้ทำผิดจริงจึงจะเอาตัวมา แล้วเอามาขึ้นศาล ของเราเอาตัวมาไว้ ตั้งนาน คนไทยเราไม่ค่อยนึก ตอนนี้ที่มันยุ่งเพราะคนตายเป็นคนอังกฤษ คนที่ถูกจับเป็นพม่า มันเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่เราทำไม่ยึดหลักมันจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ เรื่องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มีคดีเกิดทุกวันที่เราคิดได้ และเราสามารถหาคำตอบได้ เพราะฉะนั้นการสอบสวนจริงๆ คือการรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วเมื่อที่สุดแล้ว จริงๆ ก็ต้องพิจารณา ๒ เรื่อง คือ ดูว่ามีความผิดเกิดขึ้นจริงไหม และอีกอันก็คือผู้กระทำเป็นใคร คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ผู้กระทำต้องสมบูรณ์แบบ ของเราข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้กระทำในทางวิธีพิจารณาความเกือบไม่มีเลย เช่น กฎหมายเขียนว่า ความเป็นมาแห่งชีวิต ความประพฤติอันเป็นอาจิน ของผู้ต้องหา เคยมีไหมที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน จริงๆ เราต้องทำ ๒ อย่าง กฎหมายจะดูแลอย่างสมบูรณ์แบบ

หลักการดำเนินคดีโดยเอกชน หลักการดำเนินคดีโดยเอกชนเป็นการดำเนินคดีอาญาตั้งเดิม คือตัวผู้ถูกประทุษร้ายก็ดำเนินการของเขา ดำเนินคดีโดยผู้เสียหาย การดำเนินคดีโดยผู้เสียหายเป็นการดำเนินคดีโดยเอกชน จริงๆ แล้วเราไม่ควรจะปล่อยให้ผู้เสียหายฟ้องคดีได้ แต่เราจะต้องปรับระบบให้มันดี ให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธา ผู้เสียหาย ทำให้คดีของรัฐเสียหายมาก ประเทศต่างๆ เขาจะไม่ปล่อยให้ผู้เสียหายฟ้องคดี บางประเทศให้ผู้เสียหายฟ้องคดีในคดีเล็กๆ น้อยๆ คดีเหล่านั้นอัยการลงไปดูแลได้ถ้าจำเป็นการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายไม่ต่างกับคดีแพ่ง สู้กันระหว่างสองฝ่าย เป็นการดำเนินคดีที่มีคู่ความ โจทก์ จำเลย หลักดำเนินคดีโดยประชาชนถือว่าประชาชน ทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นการดำเนินคดีที่เคียงข้างกันมา ประเทศอังกฤษก่อนปี ๑๙๘๖ ดำเนินคดีโดยประชาชน ผมถูกตีศีรษะทุกท่านสามารถ ฟ้องคนตีศีรษะผมที่ศาลอังกฤษได้ แต่ของเราทำไม่ได้ เฉพาะผมเท่านั้นที่จะฟ้องคดีได้

ของเราก็มีดำเนินคดีโดยประชาชน แต่ก่อนเรามีกฎหมายลักษณะโจร ห้าเส้น ในละแวกห้าเส้นเราต้องดูแลให้เกิดความเรียบร้อย การดำเนินคดีโดยประชาชน ทุกคนฟ้องคดีได้ และเป็นการดำเนินคดีที่มีลักษณะของการต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ของอังกฤษ เขาต่อสู้ เมื่อต่อสู้รูปแบบของการถามค้านมันเกิดขึ้นโดยเนื้อหาของเรื่อง

ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้เราก็จะเห็นว่าของเราจริงๆ แล้วไม่มีลักษณะอย่างนี้เลย อัยการไม่ใช่คู่แพ้ชนะกับจำเลย มีหน้าที่จะต้องดูแลให้เกิดความถูกต้องเรียบร้อยเป็นธรรม แล้วก็เมื่อการดำเนินคดีโดยประชาชนเขาก็จะมีการต่อรองคำรับสารภาพ เนื่องจากสอง ฝ่ายต่อรอง ผมเรียนแล้วเหมือนคดีแพ่งของเรา พยานที่จะนำระบบการต่อรองคำรับสารภาพมาใช้ที่จะแก้กัน ซึ่งความจริงแล้วมันไม่เข้ากับระบบเราเลย สิ่งที่เราทำมามันไม่เข้าระบบเรา แทนที่จะดีมันจะเสียหาย ของเราเป็นการดำเนินคดีโดยประชาชน เป็นนิติสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย ท่านจะพบว่าในอังกฤษหรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ศาลอเมริกัน เขานั่งคนเดียว ให้โจทก์จำเลยเขาต่อสู้กัน อันนี้เป็นกรรมการฟุตบอล คอยชี้ขาด คอยดู ว่าเกมการต่อสู้ถูกต้องหรือไม่ ของเราเดิมไม่ใช่อย่างนี้ แต่เราปฎิบัติกันจนเป็นอย่างนี้ไป

ศาลของเราไม่ใช่นั่งคนเดียว ต้องนั่งครบองค์คณะ เพื่อจะได้ตรวจสอบ ความจริงให้ถูกต้อง การดำเนินคดีโดยรัฐเป็นการดำเนินคดีที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย แล้วก็เป็นการดำเนินคดีไม่มีคู่ความ เป็นการอำนวยความยุติธรรมโดยรัฐ พนักงานอัยการไม่ใช่คู่ความในเนื้อหา

การดำเนินคดีโดยรัฐทุกองค์กรมีหน้าที่ร่วมมือตรวจสอบความจริง ผู้พิพากษา ก็มีหน้าที่ต้องดูแลตรวจสอบความจริง การที่ไม่ดูแลรักษาความจริงก็เป็นที่มาของการเกิด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง การดำเนินคดีทุกฝ่ายต้องกระตือรือร้นในการตรวจสอบค้นหาความจริง

แล้วหาความจริงนั้นต้องมีความเป็นภาวะวิสัย ความจริงแท้ของเรื่อง หลักตรวจสอบความ จริงแท้ของเรื่องต้องร่วมมือกัน ของเราจะมีลักษณะอย่างนี้จริงๆ แล้วเป็นนิติสัมพันธ์สองฝ่าย การดำเนินคดีของอังกฤษดั้งเดิมสามฝ่าย ของเราฝ่ายรัฐ รัฐมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม รัฐไม่อาจเป็นผู้แพ้ชนะกับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ ต้องลงไปดู เขาให้ทนายเข้ามา เพื่อช่วยให้มีอาวุธเท่าเทียมกัน ในเมื่ออัยการมีความรู้ทางกฎหมาย ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ต้องมีผู้มีความรู้ทางกฎหมายมาช่วยดูแล ระบบของเราดี แต่เราปฏิบัติกันจนระบบเสียหายหมด

การที่ผู้เสียหายฟ้องคดีก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ทิ้งคดีทำให้คดีของรัฐเสียหาย เกิดหลัก Ne bis in idem ขึ้น รัฐทำอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ชอบเพื่อเรียกเงิน เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค การฟ้องคดี เช็คโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยติดคุก โจทก์ต้องการได้เงิน เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ชอบ ใช้ทั้งอัยการ ตำรวจ ผู้พิพากษา ระบบเราก็เสียหาย

ดังนั้นในการเรียนการสอนไม่ใช่รู้อย่างเดียว ควรจะไปใช้ให้ถูกได้ด้วย ใช้กระบวนการโดยมิชอบในความผิดฐานหมื่นประมาททำให้ขัดต่อหลัก Ne bis in idem ถึงเวลาที่จะต้องคิดและทำอย่างไรให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่

ทนายความก็มีความสำคัญ เคยมีคดีเกิดขึ้น พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างฟ้องว่าลักทรัพย์เรื่องเดียวกันที่ศาลเดียวกัน ในคดีของอัยการจำเลยปฏิเสธ ศาลให้นัดสืบพยาน ในคดีที่ผู้เสียหายฟ้อง ศาลก็นัดไต่สวนมูลฟ้อง พอวันไต่สวนมูลฟ้องผู้เสียหายไม่ไปศาล ศาลเลยพิพากษายกฟ้อง พอวันสืบพยานในคดีของอัยการ จำเลยแถลงว่า ศาลยกฟ้องในคดีที่ผู้เสียหายฟ้องไปแล้ว ขอให้จำหน่ายคดีของอัยการด้วย ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของอัยการ อัยการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน อัยการฎีกา ศาลฎีกา ก็พิพากษายืน ผมเห็นว่า ในคดีความผิดอาญาแผ่นดิน จะต้องมีการแจ้งให้อัยการรู้ด้วย เพื่อจะได้เข้าเป็นโจทก์ร่วม หรือจะทำอย่างไรให้มันเกิดเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ว่าเราไม่ได้ ทำกัน เราไม่เข้าใจหลักการว่า แม้ผู้เสียหายจะฟ้องคดีได้ แต่จะทำให้คดีของอัยการเสียหายไม่ได้ ป.วิ.อาญา มาตรา ๓๒ ความจริงรัฐเป็นใหญ่แต่ในทางปฏิบัติเราปล่อยให้ ใหญ่ทั้งคู่ พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายได้ ในการฟ้องคดีอาญาความผิด ต่อแผ่นดิน พนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหายได้เสมอ แต่อัยการไม่รู้กฎหมายของเราก็ไม่ได้เขียนว่า เมื่อศาลรับคดีที่เป็นความผิดต่อแผ่นดินให้แจ้งให้พนักงานอัยการทราบ แต่ความจริงเป็นเหตุผลของเรื่องที่เขาเรียกว่า Nature of thing ที่จะต้องแจ้ง เพราะอัยการเขาจะเข้าไปไม่ให้เกิดความเสียหาย อันนั้นเป็นเรื่องของระบบ สำหรับหลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะพูดต่อในคราวหน้า

 

 





ถอดเทป วิชา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ภาค 1-2 (ภาคปกติ) ครั้งที่ 1 สมัยที่ 67 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1843 ครั้ง
ลงวันที่ 21/11/2015 10:34:48





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน