ระบบศาล (ศาลปกครอง) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
***************
ศาลปกครอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗ แบ่งศาลปกครองออกเป็น ๒ ชั้น คือ
(๑) ศาลปกครองสูงสุด ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด รอง ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ๔ ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ ๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจะประกาศกำหนด
ประเภทที่ ๒ คดีพิพาท เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
ประเภทที่ ๓ คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด
ประเภทที่ ๔ คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำจังของศาล ปกครองชั้นต้น
(๒) ศาลปกครองชั้นต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประ๓ท คือ
ประเภทที่ ๑ ศาลปกครองกลาง มีเขตศาลตลอดท้องที่ของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดปทุมธานี จังหวัด สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัด ลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอุทัยธานี
กฎหมายบัญญัติว่าคดีที่เกิดในเขตของศาลปกครองใด ถ้าจะนำคดีมาฟ้องที่ศาลปกครองกลางก็ได้ โดยให้อยู่ในดุลพินิจของศาลปกครองกลางที่จะไม่รับพิจารณาคดีนั้น
คณะตุลาการ ประกอบด้วย อธิบดีศาลปกครองกลาง รองอธิบดีศาลปกครองกลาง ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ตุลาการศาลปกครองกลาง
ประเภทที่ ๒ ศาลปกครองในภูมิภาค มีอยู่ ๑๐ แห่ง
(๒.๑) ศาลปกครองเชียงใหม่ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่
(๒.๒) ศาลปกครองสงขลา มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสงขลา จังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส
(๒.๓) ศาลปกครองนครราชสีมา มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์
(๒.๔) ศาลปกครองระยอง มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว
(๒.๕) ศาลปกครองขอนแก่น มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดขอนแก่นจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดมุกดาหาร
(๒.๖) ศาลปกครองพิษณุโลก มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัด นครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์
(๒.๗) ศาลปกครองนครศรีธรรมราช มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต
(๒.๘) ศาลปกครองอุบลราชธานี มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ (๒.๙) ศาลปกครองอุดรธานี มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดนครพนม จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสกลนคร
(๒.๑๐) ศาลปกครองเพชรบุรี มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสงคราม
ศาลปกครองกลางและศาลปกครองชั้นต้นในภูมิภาคแต่ละศาล ประกอบด้วย อธิบดี รองอธิบดี ตุลาการหัวหน้าคณะ และตุลาการศาลปกครองนั้นๆ
ตุลาการในศาลปกครอง นี้คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง รวม ๑๓ คน เป็นองค์กรสูงสุดในการบริหารงานบุคคลของตุลาการ ประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๙ คน (ที่มาจากตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด ๖ คน ซึ่งได้รับเลือกจากตุลาการศาลปกครองสูงสุด และมาจากตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ๓ คน ซึ่งได้รับเลือกจากตุลาการศาลปกครองชั้นต้น) กับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ คน โดยได้รับเลือกจากวุฒิสภา ๒ คน และจากคณะ รัฐมนตรี ๑ คน
การพิจารณาคดีปกครอง ใช้ระบบไต่สวน โดยศาลปกครองมีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดี รวม ๖ ประเภท
ประเภทที่ ๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นด้วยการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มี อำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้อง ตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการ สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดแก่ประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ
ประเภทที่ ๒ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
ประเภทที่ ๓ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือ ความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้ อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
ประเภทที่ ๔ คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
ประเภทที่ ๕ คดีที่กฎหมาย กำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
ประเภทที่ ๖ คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
ส่วนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาล ปกครอง มี ๓ ประเภท คือ
๑. การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
๒. การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
๓. คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพิเศษ เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง ได้แก่
(๑.) ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำ ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา ทางปกครอง ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนฟ้องก็ต้องดำเนินการอย่างนั้นให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน จึงจะไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ บัญญัติว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างตามคำร้องขออนุญาตก่อสร้าง ผู้ร้องต้องอุทธรณ์คำสั่ง ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง เมื่อได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว คู่กรณีที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยอาจใช้สิทธิเสนอคดีต่อศาลภายใน ๓๐ วัน เท่ากับกฎหมายกำหนดขั้นตอนว่า ต้องมีการอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก่อน เมื่อมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ออกมาแล้ว จึงจะนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองได้ หากฟ้องคดีต่อศาลปกครองเลยโดยไม่ได้อุทธรณ์ก่อน จะไม่มีอำนาจฟ้อง
(๒.) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ในกรณีที่เห็นว่า กฎหรือการกระทำใด ของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ต้องยื่นฟ้องคดีภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด ๙๐ วันนับแต่ที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงหรือได้รับคำชี้แจงที่เห็นว่าไม่มีเหตุผล แต่ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่อง ของการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคดีพิพาท เกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ต้องฟ้องภายใน ๕ ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะของบุคคล กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาฟ้อง คดีไว้ จึงฟ้องเมื่อใดก็ได้ ส่วนวิรีการฟ้องคดี จะยื่นคำฟ้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง หรือส่งคำฟ้องไปทางไปรษณีย์ไปยังศาลที่มีเขตอำนาจก็ได้ องค์คณะในศาลปกครองสูงสุด ต้องมีตุลาการในศาลปกครองสูงสุดอย่างน้อย ๕ คน ส่วนในศาลปกครองชั้นต้น ต้องมีตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นอย่างน้อย ๓ คน จึงจะเป็นองค์คณะ ในการพิจารณาพิพากษาคดีได้ โดยตัดสินคดีตามเสียงข้างมาก เฉพาะในศาลปกครองชั้นต้น ฝ่ายเสียงข้างน้อยอาจทำความเห็นแย้งได้ และในศาลปกครองสูงสุดอาจมีการ ประชุมใหญ่ได้ นอกจากนี้ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออธิบดีศาลปกครองชั้นต้น มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการผู้แถลงคดี จากตุลาการในศาลนั้นๆ ซึ่งไม่ใช่องค์คณะในคดีได้ และเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานคดีปกครอง เพื่อทำหน้าที่ผู้ช่วยตุลาการเจ้าของสำนวนในการดำเนินคดีได้ด้วย
อ้างอิง : รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68
|