หัวข้อ : ระบบศาล (ศาลยุติธรรม ศาลแรงงาน) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68)
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกา 5ดาว พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่น่าสนใจ







ระบบศาล (ศาลยุติธรรม ศาลแรงงาน) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

(รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68)

**************

 

ศาลแรงงาน

        ศาลแรงงาน เป็นศาลชำนัญพิเศษเหมือนศาลล้มละลาย ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน และวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ บัญญัติให้ศาลแรงงานแบ่งออก เป็น ๓ ประเภท คือ ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค ศาลแรงงานจังหวัด ปัจจุบันเปิดทำการแล้วเฉพาะศาลแรงงานกลาง และศาลแรงงานภาค ส่วนศาลแรงงานจังหวัด ยังไม่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งขึ้น ศาลแรงงานกลางมีเขตอำนาจตลอดกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานี

        ส่วนศาลแรงงานภาค เปิดทำการแล้ว ๙ ภาค ได้แก่

        ศาลแรงงาน ภาค ๑ ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง

        ศาลแรงงานภาค ๒ ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครนายก

         ศาลแรงงานภาค ๓ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ

         ศาลแรงงานภาค ๔ ตั้งอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดเลย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครพนม จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัด ร้อยเอ็ด จังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดสว่างแดนดิน

        ศาลแรงงานภาค ๕ ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่

         ศาลแรงงานภาค ๖ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีเขตอำนาจ ตลอดจังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดอุทัยธานี

        ศาลแรงงานภาค ๗ ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีเขตอำนาจตลอดจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัด เพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสงคราม

        ศาลแรงงานภาค ๘ ตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต มีเขตอำนาจตลอด จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต

        ศาลแรงงานภาค ๙ ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา มีเขตอำนาจ ตลอดจังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล จังหวัด นราธิวาส จังหวัดปัตตานี

         ศาลแรงงานภาคแต่ละภาคมีอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค เป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ขึ้นกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง

        พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ บัญญัติให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ในเรื่อง

        (๑) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือตามข้อตกลง เกี่ยวกับสภาพการจ้าง

        (๒) คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจ สัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการ ประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

         (๓) กรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

         (๔) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ของคณะกรรมการแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

        (๕) คดีอันเกิด แต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือ เกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ทั้งนี้ ให้รวมถึงมูลละเมิดระหว่างลูกจ้างกับลูกจ้าง ที่เกิดจากการทำงานในทางการจ้างด้วย

         (๖) ข้อพิพาทแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานขอให้ศาลแรงงานชี้ขาดตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วย แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรือกฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน

         (๗) คดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน คดีดังกล่าว ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน บัญญัติให้ร้องเรียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายข้างต้นบัญญัติไว้แล้ว บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานพิจารณาพิพากษาได้เฉพาะคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาที่เกิดจากการกระทำความผิดกฎหมายแรงงานทุกฉบับ ศาลแรงงานไม่มีอำนาจ รับไว้พิจารณาพิพากษา ต้องไปดำเนินคดีในศาลอื่นที่มีอำนาจรับคดีอาญา

        ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิด ปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่เปิดทำการ ปัญหาข้างต้นต้องวินิจฉัยโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานหรือศาลอื่น โดยความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางอาจมีคำสั่งให้ถือตามคำวินิจฉัย ดังกล่าวก็ได้ คำสั่งเช่นนี้ให้เป็นที่สุด (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘)

        สำหรับผู้พิพากษาในศาลแรงงาน มี ๒ ประเภท คือ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่าย ตุลาการ และผู้พิพากษาสมทบ (ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเท่า ๆ กัน) โดยมีวาระ ๓ ปี เมื่อพ้นวาระไปแล้วอาจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอีกก็ได้ องค์คณะในการ นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีของแต่ละคดีประกอบด้วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบ ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเท่าๆ กัน ซึ่งอาจมีการคัดด้านผู้พิพากษาได้ ผู้พิพากษา สมทบมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามประมวลกฎหมายอาญา การดำเนินคดีในศาลแรงงานได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว เที่ยงธรรม และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ ใช้บังคับในศาลแรงงานได้เมื่อได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกาแล้ว การดำเนินคดีใช้ระบบไต่สวน และให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม เรื่องที่ไม่นำ ป.วิ.พ. มาอนุโลม ใช้บังคับในคดีแรงงาน เช่น มาตรา ๒๓ ไม่มีการชี้สองสถานตามมาตรา ๑๘๓ ไม่ใช้ มาตรา ๘๗ ถึง มาตรา ๙๐ ไม่ใช้มาตรา ๑๔๑ โจทก์อาจยื่นฟ้องเป็นหนังสือหรือฟ้องด้วยวาจาก็ได้ ศาลแรงงานต้องตัดสินคดีไปตามประเด็นที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่ ในกรณีที่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือส่งเกินคำขอก็ได้ แต่ถ้าในการพิจารณาคดีที่มีการเลิกจ้าง หากศาลแรงงานเห็นว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปใน อัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง อย่างไรก็ดีถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้าง ไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ศาลแรงงานมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนการรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานได้โดยไม่ถือว่าศาลแรงงานพิพากษาในเรื่องที่ไม่ปรากฎ ในคำฟ้องหรือเกินคำขอท้ายฟ้อง คำพิพากษาหรือคำสั่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความในคดี อย่างไรก็ดีศาลแรงงานจะกำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งผูกพันนายจ้างกับลูกจ้างอื่นซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความ แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีได้ การอุทธรณ์คำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญ พิเศษภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ได้ การพิจารณาพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จะรับฟังข้อเท็จจริงเองไม่ได้ แต่ ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานไดวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงไว้แล้ว ถ้าข้อเท็จจริงนั้นไม่พอ แก่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมีอำนาจสั่งให้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริง เพิ่มเติม แล้วส่งสำนวนคืนเพื่อพิพากษาหรือมีคำสั่งต่อไป (พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘)

 

อ้างอิง : รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68





ระบบศาล (ศาลยุติธรรม ศาลแรงงาน) ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (รวมคำบรรยายเนติ อ.อนันต์ ชุมวิสูตร เล่ม 8 ภาค2 สมัยที่68) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2048 ครั้ง
ลงวันที่ 28/01/2016 11:20:53





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน