อุทาหรณ์
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงแห่งหนึ่ง ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ตาม ป .อ. มาตรา ๓๓๔ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี และปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาทและให้กักกันจำเลยด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นผู้กระทำผิดติดนิสัย นายโท ผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาคดี จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง นายโทพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานลักทรัพย์ ๑ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ เดือน และให้กักกันจำเลย ๕ ปี
ให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
คำตอบ
นายโทผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ เพราะมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไม่เกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๕) ประกอบมาตรา ๑๗ ส่วนการกักกันไม่ใช่โทษทางอาญา แต่เป็นเพียงวิธีการเพื่อความปลอดภัย นายโทผู้พิพากษาคนเดียวในศาลแขวงย่อมมีอำนาจพิพากษาให้กักกันจำเลย ๕ ปีได้ ซึ่งไม่ใช่การลงโทษจำคุกเกิน ๖ เดือน กรณีไม่ใช่เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา ๓๑ (๒)
กรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกิน ๖ เดือน หรือปรับเกิน ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้มีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้เกิดขึ้นในระหว่างการทำคำพิพากษาตามมาตรา ๓๑ (๒) ดังนี้ จะต้องนำสำนวนไปปรึกษากับผู้พิพากษาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙ (๓) หรือผู้ทำการแทน เท่านั้น และผู้พิพากษาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙ (๓) หรือผู้ทำการแทนดังกล่าวต้องตรวจสำนวน ให้คำปรึกษา และลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาด้วยตนเอง จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาอื่นกระทำการดังกล่าวแทนไม่ได้ มิเช่นนั้นคำพิพากษาจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีผลบังคับ