หัวข้อ : สรุป หลัก สกัดฎีกาติดดาว ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๐ - มาตรา ๑๓๙ (รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่ 68)
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







กลุ่ม  ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๐ - มาตรา ๑๓๙

สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา(อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่ 68

 

หลักการเกี่ยวกับวิธีการสอบสวน

        ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๐ เมื่อกระบวนการสอบสวนเริ่มต้นขึ้นแล้วจะต้องทำ โดยมิชักช้า และจะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้อง อยู่ด้วย เช่น การสอบถามข้อเท็จจริงบางประการจากผู้เสียหายที่โรงพยาบาล แล้วไปจดลงในคำให้การของผู้เสียหายที่สถานีตำรวจอันเป็นที่ทำการของพนักงาน สอบสวนภายหลัง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๘๐/๒๕๓๒) และโดยทั่วไปแล้วพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่จะกระทำได้เพื่อทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิด และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑ และสำหรับพยานหลักฐานดังกล่าวใน ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑ นั้น อาจรวมถึงพยาน ทางวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งกฎหมายให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจตรวจพิสูจน์บุคคล วัตถุ หรือเอกสารใด โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วย ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑/๑ วรรคหนึ่ง

        ข้อสังเกต ในกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑/๑ วรรคสอง หากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีความ จำเป็นต้องการเก็บตัวอย่างเลือด เนื้อเยื่อ เส้นผมหรือขน น้ำลาย ฯ จากผู้ต้องหา ผู้เสียหาย บุคคลที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบย่อมมีอำนาจให้แพทย์หรือ ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการได้ด้วย แต่มีเงื่อนไขอันสำคัญ คือ ผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องดังกล่าวต้องให้ความยินยอมด้วย หากไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือกระทำการป้องปัดขัดขวางโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผลทางกฎหมาย คือ ให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามผลการตรวจพิสูจน์ที่หากได้พิสูจน์ แล้วจะเป็นผลเสียต่อผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายนั้นแล้วแต่กรณี นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังมีอำนาจอื่น ๆ อีก เช่น ตรวจตัวผู้เสียหาย ตรวจตัวผู้ต้องหา ค้น หรือหมาย เรียกบุคคลหรือยึดสิ่งของตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๒(๑)(๒)(๓)(๔) อันเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมนอกจากกรณีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๐, มาตรา ๑๓๑, มาตรา ๑๓๑/๑ ด้วย

 

        *คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๑๗๑/๒๕๕๗ วินิจฉัยว่า แม้ขณะ ส. ผู้กล่าวโทษ ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนจะมี อ. อัยการเจ้าของสำนวนร่วมรับฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แต่ในการถามปากคำพนักงานสอบสวนก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่า ด้วยพยานบุคคลตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ส่วน อ. จะมาแจ้งคำร้องทุกข์ ในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ต้องถามปากคำตามบทกฎหมายเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อ รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ ในอันจะพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ ของผู้ต้องหาตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑ เมื่อ ส. กับ อ. ไปให้ถ้อยคำด้วยความเต็มใจ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย

 

        *คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๓๔/๒๕๕๘ (เนติฯ ตอนที่ ๒ หน้า ๔๗๖) วินิจฉัยว่า ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๑ ถึงมาตรา ๑๓๔ การสอบสวนคดีเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงาน สอบสวนที่จะสืบหาพยานหลักฐานมาประกอบในการดำเนินคดีตามที่ได้รับแจ้งและเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะเรียกบุคคลใดมาเป็นพยานหรือหมายเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องมาเป็นพยาน การที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาตามที่แจ้งข้อกล่าวหาเนื่องจากผู้เสียหายยืนยัน ว่าบุคคลใดที่ระบุไว้ในอีเมลเข้าใจได้ว่าเป็นผู้เสียหายโดยไม่ได้สืบสวนพยานหลักฐานอื่น อีกย่อมเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน การสอบสวนคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

        เรื่องวิธีการสอบสวน โดยภาพรวมวิธีการสอบสวนผู้ต้องหา, วิธีการ สอบสวนผู้เสียหายและวิธีการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องตามป.วิ.อ.โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

 

        ๑. วิธีการสอบสวนผู้ต้องหา โดยทั่วไปแล้ว พนักงานสอบสวนอาจส่งหมายเรียกแก่ผู้ต้องหา (ป.วิ.อ.มาตรา ๕๕ ประกอบ) เพื่อเรียกให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวน แต่ในบางกรณีผู้ต้องหาก็อาจถูกส่งตัวมายังพนักงานสอบสวนเมื่อเจ้าพนักงานหรือราษฎรเป็นผู้จับแล้วแต่กรณี (ป.วิ.อ.มาตรา ๘๓, มาตรา ๘๔ ประกอบ) หรือผู้ต้องหาเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง (ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง ประกอบ)

 

        ๑.๑ การแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา เมื่อผู้ต้องหาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนต้องถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุล ฯ และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด เช่น ข้อเท็จจริงที่แสดงว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๒๔๗/๒๕๕๓ และโปรดดูเปรียบเทียบกับคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๔๒/๒๕๕๓) หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาให้ทราบตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง

        สำหรับการแจ้งข้อหาจะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคสอง ส่วนผู้ต้องหาเองก็มีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคสาม พนักงานสอบสวนต้อง ให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอ้นเป็นประโยชน์แก่ตนได้ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคสี่ด้วย เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหา ไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้การมีออกหมายจับ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคห้า

 

 

        ประเด็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบ ตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔

 

        การที่ผู้ต้องหาถูกจับในคดีอื่นและมีการแจ้งข้อหาให้ทราบตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคห้า ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๕๘/๒๕๕๑), การที่ผู้ต้องหามาปรากฏอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง ยังถือไม่ได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๕๒/๒๕๔๙), ในกรณีดำเนินคดีอาญาแก่นิติบุคคลนั้นสามารถแจ้งข้อหาแก่หุ้นส่วนกรรมการผู้จัดการนิติบุคคลนั้นได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๓๕/๒๕๓๗), การสอบปากคำบุคคลในฐานะพยานก่อนตกเป็นผู้ต้องหาไม่จำต้องแจ้งข้อหา (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๔๙/๒๕๒๑, คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๑/๒๕๓๑),

        ***ที่สำคัญ คือ การแจ้งข้อหาตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ ก็เป็น ขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อต้องการให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าตนจะถูกสอบสวน ในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้ว ปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนใน ความผิดฐานดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๔๒๒/๒๕๔๗)

        นอกจากนี้ การแจ้งข้อหานั้นไม่ต้องแจ้งชื่อกฎหมายหรือระบุอ้างถึง ตัวบทกฎหมายก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๔/๒๕๒๔, คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๔๗/ ๒๕๓๖) และไม่จำต้องแจ้งข้อหาทุกบทหรือทุกกระทงในกรณีความผิดหลายบท (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๔๓๓/๒๔๒๑, คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๔๕/๒๕๒๑, คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๘๘/๒๕๓๕, คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๓๓/๒๕๔๓)

        ดังนั้น แม้จะแจ้งข้อหาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดฐานอื่นด้วย ก็เรียกได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานอื่นนั้นด้วยแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๘๘/๒๕๓๕), กรณีเป็นความผิดที่ครอบคลุมกันหากแจ้งข้อหาหลักแล้วก็เป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า ร่วมกันโดยใช้อุบายหลอกลวง พรากผู้เยาว์อายุกว่า ๑๕ ปี แต่ยังไม่เกิน ๑๘ ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อ การอนาจาร แสดงว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๙ อันเป็นข้อหาหลัก แม้ทางสอบสวนปรากฏว่าเป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๔ ด้วยซึ่งเป็นข้อหาเพิ่มเติม ถือว่าได้สอบสวนในความผิด ดังกล่าวโดยชอบและได้ทำการสอบสวนทั้งความผิดตามมาตรา ๒๘๔ และมาตรา ๓๑๙ ครบถ้วนแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๐๕๙/๒๕๕๔) หรือกรณีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ที่พนักงานสอบสวนแจ้งเป็นข้อหาแก่ผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนมีองค์ประกอบครอบคลุมความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคแรกอยู่แล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดังกล่าวจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา ตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๒ วรรคแรกด้วยแล้ว (คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๕๑/๒๕๕๒)

        ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเคยเรียกผู้ต้องหามาสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว บันทึกถ้อยคำรับสารภาพที่เขียนด้วยลายมือของผู้ต้องหาเอง ย่อมแสดงว่าผู้ต้องหาต่างรู้ดีถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหา ผู้ต้องหาให้การว่าทราบและเข้าใจข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งดีแล้ว ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้กล่าวย้ำถึง ข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเรื่องราวที่กล่าวหาผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายพนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๐๔/๒๕๕๓)

         แต่ถ้าพนักงานสอบสวนมิได้แจ้ง ข้อหาความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมให้ผู้ต้องหาทราบตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔ กับมิได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม แม้การสอบสวนของคณะกรรมการลีบสวนข้อเท็จจริงซึ่งผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดแต่งตั้งจะได้พบการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นการปลอมและใช้เอกสาร ปลอมก็ถือมิได้ว่ามีการสอบสวนผู้ต้องหาในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการ ปลอมมาก่อน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๓๐/๒๕๕๖)

 

        ๑.๒ การแจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหา ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคหนึ่ง ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า

        (๑) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

        (๒) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบ ปากคำตนได้

 

        หากพนักงานสอบสวนไม่แจ้งสิทธิตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคหนึ่ง ดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบ ผลทางกฎหมาย จะอยู่ที่ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้”

        *คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๘๐/๒๕๕๗ (เนติฯ ตอนที่ ๖ หน้า ๑๔๐๖) วินิจฉัยว่า ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิ ของผู้ต้องหาแก่จำเลยทั้งสองทราบก่อนให้การและจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การนั้นแล้ว จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๔

 

        ๑.๓ การตั้งทนายความให้ผู้ต้องหา แบ่งเป็น ๒ กรณี คือ

        กรณีที่ (๑) ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุ ไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาให้ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง

 

        กรณีที่ (๒) ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสอง

 

        ๑.๔ การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก ในกรณีเป็นความผิดตามที่ระบุไว้ในป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ทวิ หากเป็นการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน สิบแปดปีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ การถามปากคำ ผู้ต้องหาต้องแยกเป็นสัดส่วนและให้มี “สหวิชาชีพ” ได้แก่ (๑) นักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์ (๒) บุคคลที่เด็กร้องขอและ (๓) พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วย ในการถามปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก แต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนพนักงานสอบสวน อาจถามปากคำผู้ต้องหาเด็กโดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งข้างต้นร่วมด้วยก็ได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๓๒/๒๕๕๗ วินิจฉัยว่า ความผิดฐานแข่งรถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ เป็นความผิดอื่น (ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ทวิ) กฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความผิดของจำเลย (ผู้ต้องหา) ได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๖

 

        ๒. วิธีการสอบสวนผู้เสียหายหรือพยาน ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ วรรคหนึ่ง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใด ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดี ให้มาตามเวลาและสถานที่ ในหมาย แล้วถามปากคำบุคคลนั้นไว้ สำหรับในการถามปากคำผู้เสียหายหรือ บุคคลดังกล่าวนั้น ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง พนักงานสอบสวนจะให้ ผู้ให้ถ้อยคำนั้นสาบานหรือปฏิญาณตัวเสียก่อนก็ได้ แต่ถ้าไม่มีการสาบานหรือ ปฏิญาณตัวดังกล่าวการสอบสวนก็ไม่เสียไป   (คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๑๔/๒๔๘๖)

 

        ๒.๑  การสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็ก

        ในกรณีเป็นความผิดตามที่ระบุไวใน  ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ทวิ   หากเป็นการสอบสวนผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี   การถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กดังกล่าว ต้องแยกเป็นสัดส่วนในสถานที่ที่ เหมาะสมสำหรับเด็กและให้มี “สหวิชาชีพ” ได้แก่ (๑) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ (๒) บุคคลที่เด็กร้องขอ และ (๓) พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็ก

        แต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน พนักงานสอบสวนอาจถามปากคำผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็ก โดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งข้างต้นร่วมด้วยก็ได้

 

        ๒.๒  การชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา อาจแบ่งได้ ๒ กรณี ได้แก่

         (๑) กรณีของผู้ใหญ่ กรณีตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ วรรคห้า โดยมีหลักสำคัญ คือ พนักงานสอบสวนต้องจัดสถานที่ที่เหมาะสมและสามารถป้องกันมิให้ ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยานผู้ทำหน้าที่ยืนยันหรือชี้ตัว ผู้ต้องหาดังกล่าว

        (๒) กรณีของเด็ก อาจแบ่งพิจารณาได้ดังต่อไปนี้

         เมื่อเด็กที่เป็นผู้เสียหายหรือพยานต้องชี้ตัวบุคคลใด ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ตรี วรรคหนึ่ง นอกจากพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีการชี้ตัวในสถานที่ที่เหมาะสมและสามารถป้องกันมิให้บุคคลซึ่งจะถูกชี้ตัวนั้นเห็นตัวเด็กแล้ว ยังต้องจัดให้มี “สหวิชาชีพ” ได้แก่ (๑) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ (๒) บุคคลที่เด็กร้องขอและ (๓) พนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการชี้ตัวบุคคลนั้น เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นไม่อาจหาหรือรอบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้และเด็กไม่ประสงค์จะให้มีหรือรอบุคคลดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ให้พนักงานสอบสวนบันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

 

        เมื่อเด็กที่เป็นผู้ต้องหาต้องถูกชี้ตัว ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ตรี วรรคสอง พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีการชี้ตัวในสถานที่ที่เหมาะลมและสามารถป้องกัน มิให้ผู้ต้องหาที่เป็นเด็กนั้นเห็นตัวบุคคลที่จะทำการชี้ตัว

         ข้อสังเกต ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๓ ตรี หาใช่บทบัญญัติที่บังคับให้พนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีการชี้ตัวทุกคดีไม่ กรณีเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะจัดให้มีการชี้ตัวหรือไม่ก็ได้เพียง แต่ว่าหากจัดให้มีการชี้ตัวต้องดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติ ด้วยเหตุนี้ แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้จัดให้มีการชี้ตัวก็ตาม การสอบสวนย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๘๓๔/๒๕๕๐)

 

        ข้อสังเกต นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังมีอำนาจสั่งมิให้ผู้ใดออกจาก บ้านเรือนในขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบ้านนั้นตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๗ และมีอำนาจ ส่งประเด็นไปสอบสวนเพื่อทราบความประพฤติของผู้ต้องหาตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๘

        ส่วนเรื่องการทำ “บันทึก” ตามป.วิ.อ.มาตรา ๒(๒๐) พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๙ ด้วย เช่น นำเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานอื่นผู้สอบสวนคดีเดียวกัน นั้นส่งมารวมเข้าสำนวนไว้ หรือทำบัญชีรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งของรวมเข้าสำนวนไว้ ตลอดจนบันทึกชื่อพยานบุคคลพร้อมที่อยู่หรือสถานที่ติดต่อ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการติดตามพยานให้ไปศาลตามกำหนดนัด และยังรวมถึงบรรดาเอกสารอื่นๆ ด้วย เช่น ใบเสร็จรับเงิน (คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๐/๒๕๓๑) หรือปันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๒๗/๒๕๓๗) เป็นต้น

         จบการบรรยาย เรื่องขั้นตอนงานชั้นสอบสวน

 

อ้างอิง : สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา(อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่68





สรุป หลัก สกัดฎีกาติดดาว ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๐ - มาตรา ๑๓๙ (รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่ 68) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1988 ครั้ง
ลงวันที่ 28/02/2016 07:27:03





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน