หัวข้อ : สรุป หลัก สกัดฎีกาติดดาว ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ - มาตรา ๑๔๗ (รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่ 68)
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







กลุ่มป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ - มาตรา ๑๔๗

สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา(อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่68

***********

        เรื่องขั้นตอนงานชั้นพนักงานอัยการ เรื่องขั้นตอนงานชั้นพนักงานอัยการซึ่งตามป.วิ.อ.มีการบัญญัติอยู่ใน มาตรา ๑๔๐, มาตรา ๑๔๑, มาตรา ๑๔๒, มาตรา ๑๔๓, มาตรา ๑๔๔, มาตรา ๑๔๕, มาตรา ๑๔๕/๑, มาตรา ๑๔๖ และ มาตรา ๑๔๗ โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

 

        หลัก  ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ กล่าวคือ เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในการสอบสวน เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้วให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

        ๑. ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๐(๑) แบ่งได้ ๒ กรณี คือ

        กรณีแรก  เมื่อความผิดนั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี

        สำหรับตาม ป.อ.ที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี เช่น ความผิดฐานทำร้ายร่างกายตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๕, ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๔ เป็นต้น สำหรับความผิดเหล่านี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ (๑) วรรคแรก ให้พนักงานสอบสวนงดการสอบสวนและ บันทึกเหตุที่งดนั้นไว้แล้วให้ส่งบันทึกพร้อมกับสำนวนไปยังพนักงานอัยการ

 

        กรณีที่สอง เมื่อความผิดนั้น มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า ๓ ปี

        สำหรับตามป.อ.ที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า ๓ ปี นั้นมีอยู่จำนวนมาก เช่น ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ตามป.อ.มาตรา ๒๑๘ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๘, ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามป.อ.มาตรา ๓๓๙ เป็นต้น สำหรับความผิดเหล่านี้ ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ (๑) วรรคสอง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการพร้อมทั้งความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวน ข้อสังเกต คือ ตาม ป.วิ.อ มาตรา ๑๔๐ เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว มีความเห็น ควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาและส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว หน้าที่ของพนักงานสอบสวนย่อมสิ้นไป (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๙/๒๔๘๑)

        ดังนั้น หากมีเอกสาร ใดๆ ตามมาภายหลังย่อมไม่ใช่สำนวนตามความหมายของ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ เช่น หลังจากพนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องและส่งสำนวนให้พนักงาน อัยการแล้ว ระหว่างที่พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนอยู่นั้น พนักงานสอบสวนมีหนังสือแจ้งมายังพนักงานอัยการว่า ผู้ต้องหาถึงแก่ความตายเพราะพิษ บาดแผลที่ถูกทำร้าย เช่นนี้ หนังสือแจ้งของพนักงานสอบสวนดังกล่าวย่อมมิใช่ สำนวนการสอบสวนที่พนักงานอัยการจะรับไว้พิจารณาสั่งคดีได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐

 

        ๒. ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐(๒) จะต้องพิจารณา ประกอบกับมาตรา ๑๔๑, มาตรา ๑๔๒, มาตรา ๑๔๓, มาตรา ๑๔๔

        ในกรณี “ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด” ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ (๒) กำหนด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่มาตราต่อไปนี้ อันได้แก่

        กรณีถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ ตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๑

        หลัก มาตรา ๑๔๑ วรรคแรก เป็นกรณีที่ตามสำนวนการสอบสวนของ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบนั้นรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วว่าเป็นผู้ใด เพียงแต่เรียก หรือจับตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้ ดังนี้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๑ วรรคแรก ที่บัญญัติว่า “....ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ”

 

        หลักมาตรา ๑๔๑ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ เป็นขั้นตอนที่พนักงานอัยการได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๑ วรรคแรกแล้ว แบ่งได้ ๓ กรณี

        หลัก มาตรา ๑๔๑ วรรคสอง กล่าวคือ ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ดังนี้ พนักงานอัยการต้องให้ยุติการสอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และ ให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ และที่สำคัญ คือ เมื่อพนักงานอัยการมี คำสั่งไม่ฟ้อง ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๑ วรรคสอง พนักงานอัยการจะต้องดำเนินการ ต่อตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ ด้วย

 

        หลัก มาตรา ๑๔๑ วรรคสาม กล่าวคือ   ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งพนักงานสอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น

 

        หลัก มาตรา ๑๔๑ วรรคสี่ กล่าวคือ ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้องก็ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหา อยู่ต่างประเทศ ให้พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา

        ซึ่งมีข้อสังเกต คือ ตรงถ้อยคำในตัวบท ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๑ วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า “..ก็ให้จัดการ อย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา..” หมายความรวมถึง การที่พนักงาน อัยการสั่งให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับตัวผู้กระทำความผิดด้วย อันเป็นการจับโดยไม่ต้องมีหมายจับกรณีหนึ่ง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๖/๒๔๘๙, คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๕/๒๔๙๑ ประชุมใหญ่)

 

        กรณีถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิดและผู้นั้นถูกควบคุม หรือขังอยู่ หรือ ปล่อยชั่วคราว หรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ ต้องพิจารณาประกอบกับมาตรา ๑๔๓

         หลัก มาตรา ๑๔๒ วรรคแรก  มีข้อสังเกตตรงคำว่า “ควบคุม” นั้น จะมีความหมายอยู่ที่ ป.วิ.อ.มาตรา ๒(๒๑) หมายความถึง การควบคุมหรือกักขัง ผู้ถูกจับโดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในระหว่างสืบสวนและสอบสวน ส่วนคำว่า “ขัง” จะมีความหมายอยู่ที่ ป.วิ.อ.มาตรา ๒(๒๒) หมายความถึง การกักขัง จำเลยหรือผู้ต้องหาโดยศาล และสำหรับวิธีปฏิบัติของพนักงานสอบสวนตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๒ วรรคแรก คือ ให้พนักงานสอบสวนทำความเห็นตามท้องสำนวน การสอบสวน ว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้อง ส่งไปยังพนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน

 

        หลัก มาตรา ๑๔๒ วรรคสอง เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง (ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคแรก) สำหรับวิธีปฏิบัติของพนักงาน สอบสวนตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสอง คือ ให้ส่งแต่สำนวนพร้อมด้วยความเห็นไปยังพนักงานอัยการ ส่วนตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจปล่อยหรือปล่อยชั่วคราว ถ้าผู้ต้องหาถูกขังอยู่ ให้ขอเองหรือขอให้พนักงาน อัยการขอต่อศาลให้ปล่อย

 

        หลัก มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง (ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคแรก) สำหรับวิธีปฏิบัติของพนักงานสอบสวนตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม คือ ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อม กับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว ตามหลัก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสามนี้เป็นข้อยืนยันให้เห็นว่า การที่พนักงานอัยการจะฟ้องคดีอาญาโดยไม่มีตัวผู้ต้องหานั้นไม่อาจกระทำได้ พนักงานอัยการจะต้องจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาศาลพร้อมกับการยื่นฟ้องด้วย สำหรับข้อยกเว้น คือ หากเป็นกรณี ที่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่ในอำนาจของศาลแล้วและถูกขังอยู่ในเขตศาลที่จะฟ้องคดี นั้นเองไม่ใช่ขังอยู่ในเขตอำนาจศาลอื่น พนักงานอัยการโจทก์ย่อมขอให้ศาลเบิกตัวมาพิจารณาพิพากษาได้(คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๒๐/๒๕๑๘, คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๖๒/ ๒๕๔๓, คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๔๗/๒๕๕๑)

 

 

        ***หลักการใหม่ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม ตัวบทที่แกไขใหม่โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗

        สำหรับป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม ได้บัญญัติว่า “ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้องให้พนักงาน สอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขัง อยู่แล้วหรือผู้ต้องหา ซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป” แสดงว่า เมื่อพนักงานสอบสวน เสนอความเห็นควรสั่งฟ้องโดยผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป จะเห็นว่า สำนวนคดีอาญาดังกล่าว ย่อมถือว่า

        (๑) เป็นสำนวนคดีอาญาที่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดและ ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่จะรับฟ้อง

        (๒) พนักงานอัยการต้องรับสำนวนไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป ผลทางกฎหมาย คือ ถ้าผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป ในตอนเสนอความเห็นสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ นั่นเอง (โปรดดูหนังสือเวียนสำนักงานอัยการสูงสุด (ด่วนที่สุด) ที่ อส๐๐๐๗ (พก)/ว๑๘๖ เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับสำนวนคดีอาญาตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ วันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ประกอบซึ่งมีอยู่ในภาคผนวกของตำรา คำอธิบาย วิชาสัมมนากฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาของอาจารย์)

 

        หลัก มาตรา ๑๔๒ วรรคสี่  เป็นกรณีคดีนั้นเป็นความผิดซึ่งพนักงาน สอบสวนเปรียบเทียบได้และผู้กระทำความผิดได้ปฏิบัติตามเปรียบเทียบนั้นแล้ว  วิธีปฏิบัติของพนักงานสอบสวนตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสี่ คือ ให้บันทึกการเปรียบเทียบนั้นไว้ แล้วส่งไปให้พนักงานอัยการพร้อมด้วยสำนวน

 

        เจตนารมณ์ของป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๒ วรรคสี่ เพื่อให้พนักงานอัยการได้ตรวจสอบ ความถูกต้องในเรื่องการเปรียบเทียบที่พนักงานสอบสวนทำไปแล้ว นั่นเอง ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากพนักงานอัยการเห็นว่าการเปรียบเทียบชอบแล้ว พนักงานอัยการจะบันทึกไว้ที่สำนวนเปรียบเทียบว่า “การเปรียบเทียบชอบแล้ว” แต่ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่า การเปรียบเทียบของพนักงานสอบสวนไม่ถูกต้อง พนักงานอัยการก็จะสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการเสียให้ถูกต้องหรือถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าเป็นการเปรียบเทียบเกินอำนาจและเป็นคดีที่ต้องฟ้องก็จะสั่งพนักงานสอบสวนทำการแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาหรือสอบสวนเพิ่มเติมเสียก่อนแล้วพิจารณาสั่งคดีต่อไป

 

 

        หลัก มาตรา ๑๔๓ เป็นกรณีเมื่อพนักงานอัยการได้รับความเห็น และสำนวนจากพนักงานสอบสวนดังกล่าวในมาตรา ๑๔๒ แล้ว สำหรับงานในชั้น พนักงานอัยการนั้น ให้ปฎิบัติดังต่อไปนี้

        การออกคำสั่งของพนักงานอัยการ  ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (๑) เป็นกรณีที่มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง ดังนี้ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (๑) กำหนดให้พนักงาน อัยการออกคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าพนักงานอัยการไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้พนักงานอัยการ สั่งฟ้องและแจ้งให้พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหามาเพื่อฟ้องต่อไป

        การออกคำสั่งของพนักงานอัยการ  ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (๒) เป็น กรณีที่มีความเห็นควรสั่งฟ้อง ดังนี้ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓(๒) กำหนดให้พนักงาน อัยการออกคำสั่งฟ้องและฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่ถ้าพนักงานอัยการไม่เห็นชอบ ด้วย ก็ให้พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง

        อำนาจพนักงานอัยการตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (ก)(ข) กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓(๑) หรือป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓(๒) ก็ตาม พนักงาน อัยการยังมีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย คือ

        อำนาจตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (ก) กล่าวคือ พนักงานอัยการมีอำนาจสั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม หรือส่งพยาน คนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป

        อำนาจตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ (ข) กล่าวคือ พนักงานอัยการมีอำนาจวินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น

        ๔. กรณี“คดีฆาตกรรม” ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓   วรรคท้าย “คดี ฆาตกรรม” คือ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้นหากเป็นความผิดฐานทำร้าย ผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายย่อมมิใช่คดีฆาตกรรม และสำหรับ “คดีฆาตกรรม” ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓ วรรคท้าย แบ่งออกเป็น   ๒ ประเภท

        (๑) คดีที่ผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตาย หรือ

        (๒) คดีที่ผู้ตาย ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่ง อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่

 

        ผลทางกฎหมาย คือ หากเป็นคดีเรื่องนั้น เป็น “คดีฆาตกรรม” ตามป.วิ.อ. มาตรา ๑๔๓ วรรคท้ายแล้ว อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเท่านั้น มีอำนาจ ออกคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง

 

        หลัก ช ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔(๑)(๒) ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง ถ้าความผิดนั้นเป็นความผิด ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้

        ความผิดซึ่งอาจเปรียบเทียบได้ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔ นี้ ก็คือ ความผิด ตามที่ ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗ (๑)(๒)(๓)(๔) ระบุไว้ซึ่งมีวิธีการเปรียบเทียบตามป.วิ.อ. มาตรา ๓๘ อันส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามป.วิ.อ.มาตรา ๓๙(๓) นั่นเอง โดยในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง ถ้าเห็นสมควรพนักงานอัยการมีอำนาจ ดังต่อไปนี้ คือ

 

        กรณีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔(๑) เมื่อพนักงานสอบสวนยังมิได้ส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ จะเห็นว่า ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔ (๑) ให้อำนาจ พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายามเปรียบเทียบคดีนั้น แทนการที่จะ ส่งตัวผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ

 

        กรณีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔ (๒)  เมื่อผู้ต้องหาถูกส่งมายังพนักงานอัยการแล้ว จะเห็นว่า ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔(๒) ให้อำนาจพนักงานอัยการสั่งให้ส่งผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนกลับไปยังพนักงานสอบสวนให้พยายามเปรียบเทียบคดีนั้น หรือถ้าพนักงานอัยการเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานสอบสวนอื่นที่มีอำนาจจัดการเปรียบเทียบให้ก็ได้

        ข้อสังเกต คดีซึ่งเปรียบเทียบได้นั้นจะต้องเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจ ของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงสั่งให้พนักงานสอบสวนพยายาม เปรียบเทียบตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๔ ได้ ดังนั้นหากปรากฏว่าตามกฎหมายอื่น กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี พนักงานอัยการไม่มีอำนาจ สั่งให้คณะกรรมการดังกล่าวเปรียบเทียบได้เพราะมิใช่พนักงานสอบสวน (คำพิพากษา ฎีกาที่ ๙๗๗/๒๕๔๕)

 

        หลัก  ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุดตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

        ขั้นตอนแรก  หลักตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคแรก แบ่งเป็น ๒ กรณี

        กรณีกรุงเทพมหานคร ในกรณีนี้ให้พนักงานอัยการรีบส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

        กรณีต่างจังหวัด ในกรณีนี้ให้พนักงานอัยการรีบส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด

        ข้อสังเกต การส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่งดังกล่าว ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรค แรกตอนท้าย บัญญัติว่า “....แต่ ทั้งนี้มิได้ดัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหา ดังบัญญัติไวใน มาตรา ๑๔๓” ดังนั้น การดำเนินการตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคแรกนี้ อำนาจ ของพนักงานอัยการตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๓

 

 ขั้นตอนต่อมา : หลักตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง

        ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดอื่น แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ

       

        หลัก คือ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

        สรุป คือ กรณีตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคสองนั้น จะเป็นเรื่องของ “ความเห็นแย้ง” ซึ่งหมายถึง ความเห็นในการสั่งคดีของพนักงานอัยการกับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เกิดขัดกันหรือไม่ ตรงกัน โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นด้วยกับ คำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหากับพนักงานอัยการ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องทำความเห็นแย้งและส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ (คำชี้ขาดความเห็นแย้ง ที่ ๒๙๓/๒๕๕๓)

 

        กรณีคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้องก็ให้พนักงานอัยการฟ้องคดี นั้นตามความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดไปก่อน ทั้งนี้ ตามที่ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคสอง ตอนท้าย บัญญัติไว้

 

 

        หลัก  ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคท้าย เป็นกรณีให้นำ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคแรกและ วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีพนักงานอัยการมีคำสั่ง ไม่อุทธรณ์, ไม่ฎีกา, ถอนฟ้อง, ถอนอุทธรณ์, ถอนฎีกา โดยอนุโลม

 

        เป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ หรือมีคำสั่งไม่ฎีกา หรือมีคำสั่งถอนฟ้อง หรือมีคำสั่งถอนอุทธรณ์ หรือมีคำสั่งถอนฎีกา พนักงานอัยการจะต้องดำเนินการโดยให้นำหลักตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคแรกและวรรคสอง มาบังคับ กับกรณีดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม และที่สำคัญ คือ การใช้สิทธิของพนักงานอัยการ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ เป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการโดยตรง ตัวอย่างเช่น พนักงานอัยการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมถือว่าเป็นการ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ กำหนด ให้อำนาจไว้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๓๙/๒๕๓๐) เป็นต้

 

        หลัก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ ในกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

        กรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุดตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ กำหนดให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

 

 หลัก ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคหนึ่ง แบ่งเป็น ๒ กรณี

        กรณีกรงเทพมหานคร ในกรณีนี้ให้พนักงานอัยการรีบส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

 

        กรณีต่างจังหวัด ในกรณีนี้ให้พนักงานอัยการรีบส่งสำนวนการสอบสวน พร้อมกับคำสั่งไปเสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ

 

หลัก ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคสอง

        ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในจังหวัดอื่น แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ หลัก คือ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด

 

        กรณีคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้พนักงานอัยการฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการ หรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไปก่อน ตามปวิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคสองตอนท้าย

 

        หลัก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคท้าย เป็นกรณีให้นำ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคหนึ่งและ วรรคสอง มาบังคับใช้กับกรณีพนักงานอัยการมิคำสั่ง ไม่อุทธรณ์, ไม่ฎีกา, ถอนฟ้อง, ถอนอุทธรณ์, ถอนฎีกา โดยอนุโลม

        เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ หรือมีคำสั่งไม่ฎีกา หรือมีคำสั่ง ถอนฟ้อง หรือมีคำสั่งถอนอุทธรณ์ หรือมีคำสั่งถอนฎีกา พนักงานอัยการจะต้อง ดำเนินการโดยให้นำหลักตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕/๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาบังคับกับกรณีดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม

 

        หลัก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๖ กรณีเป็น “คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี”

        กรณี ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๖ วรรคแรก ให้พนักงานอัยการแจ้งคำสั่ง เด็ดขาดไม่ฟ้องคดีให้ผู้ต้องหาและผู้ร้องทุกข์ทราบถ้าผู้ต้องหาถูกควบคุมหรือขังอยู่ ให้จัดการปล่อยตัวไปหรือขอให้ศาลปล่อยแล้วแต่กรณี

        ข้อสังเกต ในกรณีถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๑ ก็ไม่ต้องแจ้งคำสั่ง เด็ดขาดไม่ฟ้องแก่ผู้ต้องหาหรือถ้าคดีเรื่องนั้นไม่มีการร้องทุกข์จะไม่มีการแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแก่ผู้ร้องทุกข์

 

        กรณี ป.วิ.อ.มาตรา  ๑๔๖ วรรคสอง เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอต่อพนักงาน อัยการ เพื่อขอทราบสรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสั่งคดี ภายในกำหนดอายุความฟ้องร้อง

 

 

        หลัก ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๗ กรณี “ผลทางกฎหมายของคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องคดี” ตามป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๗ เป็นกรณีที่พนักงานอัยการเมื่อมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องคดีแล้วห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ เช่น การที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาสาระสำคัญแห่งคดี ย่อมไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๗ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๔๓/๒๕๕๐) และ บทบัญญัติของกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางอาญาและในทางแพ่ง เป็นคนละส่วนแยกออกต่างหากจากกัน ดังนั้น แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยแล้ว โจทก์ก็ฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่ง ต่อโจทก์ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๔๑๔/๒๕๕๒)

 

อ้างอิง : สัมมนากฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา(อ.อรรถพล ใหญ่สว่าง) รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่68





สรุป หลัก สกัดฎีกาติดดาว ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๐ - มาตรา ๑๔๗ (รวมคำบรรยายเนติฯ เล่มที่12 สมัยที่ 68) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2135 ครั้ง
ลงวันที่ 28/02/2016 08:22:57





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน