การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action)
ด้วยมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๘ โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คือ ใช้บังคับประมาณวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ บทบัญญัติในหมวดนี้ มี ๖ ส่วนเริ่มตั้งแต่
ส่วนที่ ๑ บททั่วไปมาตรา ๒๒๒/๑ ถึงมาตรา ๒๒๒/๗
ส่วนที่ ๒ การขออนุญาตดำเนินคดีแบบกลุ่มเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๒๒/๘ ถึงมาตรา ๒๒๒/๑๓
ส่วนที่ ๓ การพิจารณาคดีแบบกลุ่มเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๒๒/๑๔ ถึงมาตรา ๒๒๒/๓๔
ส่วนที่ ๔ คำพิพากษาและการบังคับคดีเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๒๒/๓๕ ถึงมาตรา ๒๒๒/ ๔๔
ส่วนที่ ๕ อุทธรณ์และฎีกาเริ่มตั้งแต่มาตรา ๒๒๒/๔๕ ถึงมาตรา ๒๒๒/๔๘ และ
ส่วนที่ ๖ ค่าธรรมเนียม มีมาตราเดียวคือมาตรา ๒๒๒/๔๙
สรุปแล้ว บทบัญญัติการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีทั้งหมด ๔๙ มาตรา ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน ในกรณีที่มีการทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก หรือการกระทำที่ผิดสัญญาทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลจำนวนมาก หรือการที่บุคคลจำนวนมากเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งการที่จะปล่อยให้ผู้เสียหายแต่ละคนใช้สิทธิทางศาลเพื่อเยียวยาความเสียหายหรือปกป้องสิทธิของตนโดยใช้ กระบวนการทางศาลโดยวิธีพิจารณาตามปกติย่อมไม่สะดวก ผู้เสียหายแต่ละคนอาจไม่มีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์ หรือความเสียหายที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้รับไม่ร้ายแรง หรือรุนแรงพอที่จะจูงใจให้นำคดีไปสู่ศาลทำให้การฟ้องร้องคดีดังกล่าวเกิดขึ้นน้อยมาก และผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายก็จะรู้สึกย่ามใจว่า การกระทำดังกล่าวแม้จะก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสียหายแก่ประชาชน ก็จะไม่ถูกฟ้องคดีเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย ดังนั้น พระราชบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นใหม่ในหมวดนี้ก็เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนจำนวนมาก จึงต้องมีรูปแบบการดำเนินคดีแทนผู้เสียหายในลักษณะตัวแทนอันเป็นมาตรการอีกมาตรการหนึ่งนอกเหนือจากความช่วยเหลือทางกฎหมายอื่น ๆ หรือ วิธีพิจารณาคดีวิสามัญเดิม เช่น คดีมโนสาเร่เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย และการพิจารณาคดีโดยขาดนัดทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถอำนวยความสะดวกและคุ้มครองสิทธิให้แก่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และทั่วถึงยิ่งขึ้น ช่วยลดปริมาณคดีที่ขึ้นมาสู่ศาลให้น้อยลง ทั้งยังขจัดข้อบกพร่องของ กระบวนการยุติธรรมในเรื่องคำพิพากษาของคดีที่มีมูลคดีเดียวก่นแต่ขัดแย้งกัน
การดำเนินคดีแบบกลุ่ม เป็นมาตรการทางกฎหมายในการดำเนินคดีที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก แพร่หลายและได้รับความนิยมมากในประเทศสหรัฐอเมริกา ในการยก ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มของประเทศไทยจึงได้นำกฎหมายการดำเนิน คดีแบบกลุ่มของประเทศสหรัฐอเมริกามาใช้เป็นข้อมูลหลัก คือ กฎข้อ ๒๓ ของกฎ สหพันธรัฐว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง (Rule 23, Federal Rules of Civil Procedure) โดยมีหลักการสำคัญได้แก่ การดำเนินคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก โดยผู้เสียหายแต่ละ คนซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มนั้นต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำที่มีข้อเท็จจริงและข้อ กฎหมายเดียวกัน ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตั้งตัวแทนของสมาชิกกลุ่มขึ้น ทำหน้าที่เป็น โจทก์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนและสมาชิกในกลุ่มทุกคน โดยทนายความฝ่ายโจทก์จะมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดี และจะเป็นผู้ออกทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งหมดโดยมีเงินรางวัลทนายความ เป็นสิ่งจงใจ กลุ่มผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้รับความเสียหายนิยมใช้การดำเนิน คดีแบบกลุ่มฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผู้ประกอบธุรกิจอยู่ม่อยครั้ง เช่น กรณีฟ้อง เรียกค่าเสียหายจากบริษัทยา หรือบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ เป็นต้น
ที่มาของการดำเนินคดีแบบกลุ่มของประเทศไทย โดยเริ่มจากพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดให้อำนาจคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฟ้องคดีแทนผู้ถือหุ้นกู้ได้ แต่มักจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างสั้น และไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาว่า การที่คณะกรรมการฯ เข้าไปฟ้องแทนแล้ว ผู้เสียหายรายอื่นจะฟ้องจำเลย ได้อีกหรือไม่ ทั้งคณะกรรมการฯ ที่ฟ้องคดีแทนผู้เสียหายมักไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ จากผู้เสียหาย นอกจากนี้ มีกรณีที่ผู้ลงทุนในตลาดทุนได้รับความเสียหายจากการซื้อหรือ ขายหลักทรัพย์โดยไม่สุจริต เช่น การให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ครบถ้วนในการเสนอขายหลักทรัพย์ หรือการสร้างราคาหลักทรัพย์ให้สูงขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ลงทุนให้ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากการที่มีผู้ฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่ จำเป็นต้องฟ้องคดีเอง ซึ่งอาจเสียเวลาและไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย สำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จึงได้ทำการยกร่างพระราชบัญญัติการดำเนินคดีแบบกลุ่มกับหลักทรัพย์ขึ้นมา
โดยนำหลักการส่วนใหญ่มาจากกฎข้อ ๒๓ ของกฎ สหพันธรัฐว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อคณะกรรมการ กฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่า การดำเนินคดี แบบกลุ่มนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้เสียหายจำนวนมากอันเกิดจากการทำละเมิดหรือ การผิดสัญญา หรือความเสียหายที่เกิดจากกฎหมายเฉพาะต่าง ๆ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับแรงงาน น่าจะนำมาใช้กับคดีทั่วๆ ไปด้วยจึงมีการศึกษากฎหมาย การดำเนินคดีแบบกลุ่มของประเทศต่าง ๆ จากการค้นคว้าการสัมมนาทางวิชาการ ประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญ ผู้พิพากษา ทนายความ ของต่างประเทศ จึงมีการยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มขึ้นโดยเพิ่มเป็น หมวด ๕ ในบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๒ ลักษณะ ๒ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้นมาตรา ๒๒๒/๑ ถึงมาตรา ๒๒๒/๔๙ รวม ๔๙ มาตรา
ความจริง บทบัญญัติในเรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่มนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับ ประเทศไทย ยังไม่มีคดีตัวอย่างให้เห็น เนื่องจากอยู่ระหว่างรอให้ประธานศาลฎีกาออกข้อกำหนดเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาหรือการบังคับคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรม โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ขณะนี้อยู่ ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในประมาณต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๙ และประกาศใช้ได้ ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดของประธาน ศาลฎีกามีรายละเอียดและกระบวนการซับช้อนพอสมควร น่าจะใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์กัน ไม่น้อย ดังนั้นเวลาบรรยายของผมที่เหลืออยู่อาจพอสรุปแต่สาระสำคัญให้ทราบ โดยแบ่ง อาจแบ่งออกเป็นตอน ๆ ตอนที่หนึ่งจะกล่าวถึงบททั่วไปก่อน
๑. บททั่วไป
๑.๑ บทนิยาม
กลุ่มบุคคล หมายความว่า บุคคลหลายคนที่มีสิทธิอย่างเดียวกัน อันเนื่อง มาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกันและมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มเหมือนกัน แม้ว่าจะมีลักษณะของความเลียหายแตกต่างกันก็ตาม
ข้อเท็จจริงร่วมกัน อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น กรณี รถบรรทุกแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเลียชีวิต และ ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก
ข้อกฎหมายร่วมกัน กรณีรถบรรทุกแก๊สระเบิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ คนขับรถซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหายทุกคนด้วย
สมาชิกกลุ่ม หมายความว่า บุคคลใดๆ ที่อยู่ในกลุ่ม ซึ่งบุคคลเหล่านั้นต้องมี คุณสมบัติที่สำคัญ คือเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน
การดำเนินคดีแบบกลุ่ม หมายความว่า การดำเนินคดีที่ศาลอนุญาตให้ เสนอคำฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงสิทธิของโจทก์และสมาชิกกลุ่ม ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญก็คือโจทก์ต้องได้รับอนุญาตจากศาลให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ โดยโจทก์ ต้องยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มมาพร้อมกับคำฟ้อง
เจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่ม หมายความว่า บุคคลที่เลขาธิการศาลยุติธรรม แต่งตั้งให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ศาลที่พิจารณาคดีการดำเนินคดีแบบกลุ่มมีบทบาทในการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี โดยเฉพาะกระบวนการก่อนการพิจารณาคดี จึงจำเป็นต้องมีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือในการแสวงหาพยานหลักฐานก่อนการพิจารณาคดีแพ่ง มาตรา ๒๒๒/๖ ได้กำหนดคุณสมบัติของเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มไว้ว่า ต้องสำเร็จปริญญาโทหรือ ปริญญาเอกทางกฎหมาย หรือสำเร็จปริญญาตรีทางกฎหมาย และเป็นสามัญสมาชิก แห่งเนติบัณฑิตยสภา และได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายไม่น้อยกว่า ๑ ปี และกำหนด ให้เจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่มปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตก็ต้องได้รับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ด้วย ซึ่งในชั้นต้นเพิ่งเริ่มใช้บังคับ อาจเกิดข้อขัดข้องด้านงบประมาณที่จะจัดตั้งเจ้าพนักงานคดีแบบกลุ่ม หรือปริมาณงานอย่างน้อย หากจำเป็นอาจให้เจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภคมาช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดี แบบกลุ่มไปก่อนได้ตามมาตรา ๒๒๒/๕ วรรคสี่
๑.๒ คุณสมบัติของโจทก์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม
บุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ในการดำเนินคดีแบบกลุ่มจะต้องทำหน้าที่แทนสมาชิกในกลุ่มทั้งหมด อาจมีจำนวนเป็นร้อยคนพันคน โดยบุคคลเหลานั้นไม่เคยรู้จักกับโจทก์และสมาชิกในกลุ่มมาก่อน จึงค่อนข้างเสี่ยงสำหรับคนจะมาเป็นโจทก์ ซึ่งต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปก่อน และอาจไม่ได้รับชดใช้คืน หากแพ้คดี และอาจทำให้สมาชิกกลุ่มได้รับความเสียหายจากการดำเนินคดีโดยไม่มีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นที่ศาลจะต้องเข้าไปควบคุมตรวจสอบผู้ที่จะมาเป็นโจทก์โดยแจ้งชัด ดังนั้น คุณสมบัติข้อแรกก็คือ ข้อเรียกร้องและข้อต่อสู้ของโจทก์และสมาชิกกลุ่มจะต้องเป็นอย่าง เดียวกัน คือ โจทก์ต้องมีสิทธิฟ้องคดีนั้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่า โจทก์จะ รักษาผลประโยชน์ของกลุ่มอย่างเต็มที่ เพราะเป็นผลประโยชน์ของโจทก์เช่นเดียวกัน และ คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งก็คือมีความสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของกลุ่มได้อย่างเท่าเทียม และเหมาะสม
อ้างอิง : กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค2(อ.สุวัฒน์ วรรธนะหทัย) รวมคำบรรยายเนติ เล่มที่15 สมัยที่ 68
|