หัวข้อ : ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศ ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ มีข้อความดังนี้

 

ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘

        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) และมาตรา ๒๕๐ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่ม เติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกข้อกำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

        ข้อ ๑ ข้อกำหนดนี้เรียกว่า “ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘”

        ข้อ ๒ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

        ข้อ ๓ ในข้อกำหนดนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

        “คำร้อง” หมายความว่า คำร้องขออนุญาตฎีกาตามมาตรา ๒๔๗

        “ผู้ร้อง” หมายความว่า คู่ความผู้ยื่นคำร้อง

        “ศาลชั้นต้น” หมายความว่า ศาลซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในชั้นต้น

        “องค์คณะผู้พิพากษา” หมายความว่า องค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยคำร้อง

        ข้อ ๔ ในกรณีจำเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อ กำหนดนี้เป็นไปโดยเรียบร้อย ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้กำหนดวิธีการนั้น

        ข้อ ๕ ให้ประธานศาลฎีการักษาการและมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติรวมทั้งออกระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือคำแนะนำเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ ตามข้อกำหนดนี้

หมวด ๑

การยื่นคำร้อง

        ข้อ ๖ การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง

        (๑) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ

         (๒) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดนี้ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย

        ข้อ ๗ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

        ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไป ยังศาลฎีกา กรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม'รับฎีกาโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมี ให้แก่ผู้ร้อง

        ข้อ ๘ ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตาม มาตรา ๑๘ หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกา ดังกล่าวพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

        กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นถูกต้องให้มีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา หรือถ้าไม่มีคำร้องก็ให้สั่งไม่รับฎีกาและสั่งคืน ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหากมี ให้แก่ผู้ร้อง

        ข้อ ๙ ในกรณีมีการขอขยายระยะเวลาใดๆ เช่น การยื่นคำร้องหรือคำฟ้อง ฎีกาหรือการชำระหรือวางเงินตามข้อ ๗ หากศาลชั้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยายให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร หากจะไม่อนุญาต ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องขอขยายระยะเวลาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป

        ข้อ ๑๐ เมื่อศาลชั้นต้นได้ตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาตามข้อ ๘ แล้ว ให้รีบส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกานั้นให้คู่ความอีกฝ่ายแล้วส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและ สำนวนความไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่จำต้องรอคำคัดค้านของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวแก่คำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาของคู่ความทุกฝ่าย ไปยังศาลฎีกาในคราวเดียวกัน

        ถ้ามีการยื่นคำคัดค้านภายหลังที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ก็ให้ส่งคำคัดค้านนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย

        ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้น รีบส่งคำร้องนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและห้ามมิให้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงอำนาจในการสั่งงดการบังคับคดีหรือถอนการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 

 

หมวด ๒

การพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง การรับฎีกาและการแก้ฎีกา

        ข้อ ๑๑ การขอแก้ไขคำร้องหรือคำฟ้องฎีกาให้กระทำได้ภายในกำหนดระยะ เวลาตามมาตรา ๒๕๗ วรรคสองหรือตามที่ศาลมีคำสั่งให้ขยายออกไป

        ข้อ ๑๒ การพิจารณาคำร้องตามมาตรา ๒๔๘ องค์คณะผู้พิพากษาพึงพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับสำนวนหรือ ตามระเบียบของประธานศาลฎีกา

        ข้อ ๑๓ ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) ได้แก่ กรณีดังต่อไปนี้

        (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ

        (๒) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพนกับประเทศไทย

        ข้อ ๑๔ ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า ปัญหาตามคำร้องทั้งหมดหรือ บางข้อเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกา ทั้งหมดหรือบางข้อไว้พิจารณาแล้วส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟัง

        จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วัน ฟังคำสั่งและภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยฎีกายื่นคำแก้ฎีกาหรือนับแต่ระยะ เวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำแก้ฎีกาได้สิ้นสุดลง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำแก้ฎีกาไปยังศาลฎีกาหรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้ฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้รับคำแก้ฎีกาหรือแจ้งความ เช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความโดยพลัน

        การขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกา ให้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตาม วรรคสอง และให้นำความในข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

        ข้อ ๑๕ ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า คำร้องมิได้ปฏิบัติตามข้อ ๖ หรือ ปัญหาตามคำร้องทั้งหมดมิใช่ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งยกคำร้อง และไม่รับฎีกาแล้วส่งสำนวนความคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบโดยเร็ว

        คำสั่งที่ไม่อนุญาตตามวรรคหนึ่งให้แสดงเหตุผลโดยย่อและให้องค์คณะผู้พิพากษา มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร

        ข้อ ๑๖ ในกรณีที่มีคู่ความหลายฝ่ายต่างยื่นคำร้อง ให้วินิจฉัยโดยทำเป็นคำสั่ง ฉบับเดียวกันก็ได้

 

หมวด ๓

การพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลฎีกา

        ข้อ ๑๗ องค์คณะผู้พิพากษาที่พิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกาคดีใด อาจเป็นองค์ คณะผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘

วีระพล ตั้งสุวรรณ

ประธานศาลฎีกา

 

        ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกากำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมาตรา ๒๕๒ ที่บัญญัติใหม่ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดย อนุโลม ซึ่งบัญญัติคล้ายคลึงกับมาตรา ๒๕๗ เดิม

       

        ***ตามบทกฎหมายใหม่และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาการขออนุญาตฎีกาจึงมีขั้นตอนดังนี้

        ๑. คดีแพ่งจะฎีกาได้เมื่อได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา (มาตรา ๒๔๗) ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับหรือไม่รับฎีกา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๒๔๔/๑ ที่กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

        มีข้อสังเกตว่าคดีไม่ว่าจะมีทุนทรัพย์เท่าใดหรือไม่มีทุนทรัพย์ คู่ความก็มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้ และไม่จำกัดว่าต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นที่จะขออนุญาตได้ ปัญหาข้อเท็จจริงก็อาจขออนุญาตฎีกาได้ แต่ที่จะได้รับอนุญาตต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

        ๒. คู่ความที่จะขออนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่าน คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาล พร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๗ วรรคหนึ่ง)

        ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามที่กล่าวข้างต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกา กรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยคำร้องมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา โดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมีให้แก่ผู้ร้อง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาข้อ ๗ วรรคสอง)

        ๓. คำร้องขออนุญาตฎีกาต้องแสดงถึง (ก) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อ กฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ (ข) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๓ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๖)

        ๔. ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตามมาตรา ๑๘ หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กล่าวคือสั่งให้คู่ความแก้ไข แต่คู่ความไม่แก้ไข ให้ศาลชั้นต้น รีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๘ วรรคหนึ่ง)

        ถ้าองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัย คำร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นข้างต้นถูกต้อง ให้มีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมีให้แก่ผู้ร้อง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๘ วรรคสอง)

        ๕. ในกรณีที่มีการขอขยายระยะเวลาใดๆ เช่นขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องหรือ คำฟ้องฎีกา หรือขอขยายระยะเวลาชำระหนี้หรือวางเงินค่าขึ้นศาลหรือเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หากศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ขยาย ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร แต่หากจะไม่อนุญาต ให้ศาลชั้นต้นรีบล่งคำร้องขอขยาย ระยะเวลาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๙)

        ๖. เมื่อศาลชั้นต้นได้ตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาตามมาตรา ๑๘ แล้ว ให้รีบ ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้คู่ความอีกฝ่ายแล้วส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและ สำนวนความไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว ทั้งนี้ไม่จำต้องรอคำคัดค้านของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวแก่คำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาของคู่ความทุกฝ่ายไป ยังศาลฎีกาในคราวเดียวกัน ถ้ามีการยื่นคำคัดค้านภายหลังที่ได้ดำเนินการล่งคำร้องคำฟ้อง และสำนวนความไปยังศาลฎีกาแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งคำคัดค้านไปยังศาลฎีกา เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย (มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และข้อกำหนดของประธาน ศาลฎีกา ข้อ ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง)

        ๗. คำร้องและคำฟ้องฎีกาอาจแก้ไขได้ แต่ต้องขอแก้ไขภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ หรือตามที่ศาลมีคำสั่งให้ ขยายออกไป (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๑)

        ๘. ถ้าคู่ความยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นต้องรีบส่งคำร้องนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและห้ามมิให้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นจนกว่า ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา แต่ศาลชั้นต้นยังคงมีอำนาจในการสั่งงดการบังคับคดี หรือถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๐ วรรคสาม)

 

อ้างอิง : กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 (อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) รวมคำบรรยายเนติ เล่มที่15 สมัยที่ 68

 





ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2772 ครั้ง
ลงวันที่ 15/03/2016 16:06:48





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน