สรุปย่อ
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
*************
ผู้เสียหาย หมายถึง
= บุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา กฎหมายกำหนดไว้ว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหาย
= ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง
ตามมาตรา 2 (4) รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ใน มาตรา 4, 5 และ 6
= ดังนั้น ผู้เสียหาย ตามมาตรา 2(4) จึงแยกได้ เป็น 2 ประเภท คือ
1.ผู้เสียหายโดยตรง
2.ผู้มีอำนาจจัดการแทน ตามมาตรา 4, 5 และ 6
1.ผู้เสียหายโดยตรงหมายถึง
ผู้เสียหายโดยตรง หรือ ผู้เสียหายที่แท้จริง หมายถึง
1) เกิดการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งแก่บุคคลนั้น
2) บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งนั้น
3) บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งหมายความว่า ต้องเป็นผู้เสียหายที่ไม่มีส่วนร่วมใน
การกระทำผิดหรือไม่มีส่วนก่อหรือยินยอมให้เกิดความผิดนั้นๆ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2549
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม
ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก
ที่พิจารณาได้ความก็ดี มีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า “ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่
เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..” ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำความผิด
กฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง
มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพรากดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสอง
มาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ตูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้ง
สามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1596/2549
เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการี
ผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
พนักงานอัยการตามมาตรา 30
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2549
บริษัทโจทก์ที่ 5 เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินในกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1
เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 5 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามคำฟ้องมี
ผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ต้องถูกปรับออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1
เท่านั้น มิได้พาดพิงไปถึงโจทก์ที่ 5 อันจะถือว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ 5 มิได้ถูก
กระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า โจทก์ที่ 5 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องในความผิด
ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษายก
ฟ้องโจทก์ที่ 5
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2540
โจทก์ร่วม(ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน )) เป็นผู้รับฝากเงินเป็นอาชีพโดยหวังผลประโยชน์
ในบำเหน็จค่าฝากหรือจากการเอาเงินของผู้ฝากไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้
บัญญัติเกี่ยวกับวิธีเฉพาะการฝากเงินไว้ตามมาตรา 672 ว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกับที่
ฝากแต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน ดังนั้นเงินที่ฝากไว้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นเงินของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง
2.ผู้มีอำนาจจัดการแทนหมายถึง
1) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามมาตรา 4 คือ ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมี
สิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามีก่อน และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 5 (2)2 สามีมีสิทธิฟ้อง
คดีอาญาแทนภริยาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา
2) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามมาตรา 5 คือ
1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้
ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหาย
ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
(บุพการี ได้แก่ บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย , ผู้สืบสันดาน หมายถึง การสืบสายโลหิตโดยตรง
ลงมา ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื้อ)
3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
3) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย(ผู้แทนเฉพาะคดี) ตามมาตรา 6 คือ ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์
ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล หรือซึ่งผู้แทนโดยชอบ
ธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่โดยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์
หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ ญาติของผู้นั้นหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทน
เฉพาะคดีได้ เมื่อได้ไต่สวนแล้วให้ศาลตั้งผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ซึ่งยินยอมตามที่เห็นสมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดี
เมื่อไม่มีบุคคลใดเป็นผู้แทนให้ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทน และห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่อง
ขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี
ข้อสังเกต
= ผู้เสียหายหมายความรวมทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2546
ขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับนั้น บริษัทโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้
ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และการที่
โจทก์โอนขายทรัพย์สินตลอดจนภาระผูกพันของจำเลยทั้งสองไปให้กองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลดำเนินการ
บริหารจัดการนั้นก็เป็นไปตาม พ.ร.ก. ปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯมาตรา 27 หามีผลกระทบกระเทือนสิทธิ
ของโจทก์ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วในฐานะผู้เสียหายที่ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสองในความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.
ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แต่อย่างใดไม่ แม้ต่อมาภายหลังโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามเช็คพิพาท
ดังกล่าวจากกองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลก็ตาม ก็ไม่ทำให้ฐานะการเป็นผู้เสียหายของโจทก์ในคดีอาญาสิ้นไป
เพราะกองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลมิได้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้อง
= สำหรับความผิดต่อรัฐนั้นโดยทั่วไปรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย ราษฎรไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐาน
นั้น เช่น ความผิดฐานยักย้ายซ่อนเร้นศพ, ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจร
ทางบกฯ พระราชบัญญัติอาหารฯ พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ เป็นต้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1637/2548
ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 เป็น
ความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ก็
มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้า.ที่ทำการสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการ
กระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มี
อำนาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 2110/2548
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่า
อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหา
ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการ
ทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพ จ.
ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย
เนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 2926/2544
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 และประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 352 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย
ราษฎรไม่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมคงเป็นผู้เสียหายและเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้เฉพาะข้อหาตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้นไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาตาม
พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1949/2542
ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ส. ถึง
แก่ความตาย และความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ พ. เจ้าของรถยนต์ไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐาน
กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ส. ถึงแก่ความตายและข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ รัฐเท่านั้นเป็น
ผู้เสียหาย พ. เจ้าของรถยนต์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาและถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทน พ.
= แต่ถ้าความผิดต่อรัฐ ราษฎรนั้นได้รับความเสียหายเป็นพิเศษก็สามารถเป็นผู้เสียหายได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1955/2546
จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่า ล. ผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ก. และโจทก์ที่ 1 การที่
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3) หายไป แล้ว
จำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำ
ประโยชน์ (น.ส. 3) แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ความผิด
ฐานแจ้งความเท็จคือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่า ล. บิดาได้ขาย
ที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) หาย และจำเลยที่
1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมา
เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหาย
แล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 533/2541
การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาล
ชั้นต้นว่าโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาซื้อขาย ขอให้บังคับโจทก์คดีนี้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่1คดีนี้
และจำเลยที่ 1 อ้างส่งสัญญาซื้อขายต่อศาลชั้นต้นนั้น แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าการเบิกความเป็นพยานและการส่ง
สัญญาซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 กระทำต่อศาลชั้นต้น มิใช่กระทำต่อโจทก์ก็ตาม แต่คดีดังกล่าวโจทก์ถูกจำเลยที่
1 ฟ้อง โจทก์จึงเป็นคู่ความในคดีด้วย และสัญญาซื้อขายตามที่จำเลยที่ 1 อ้างส่ง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับโจทก์
การที่จำเลยที่ 1 นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์
โดยตรง เช่นนี้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนำสืบหรือแสดง
พยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เพราะอาจมีผลให้โจทก์ถูกบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์จึง
เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) และมาตรา 28 (2)
คำพิพากษาฎีกาที่ 4881/2541
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับ
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตอนหนึ่งและเอาโทษแก่เจ้า
พนักงานซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกตอนหนึ่งในตอนแรกคำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหาย
แก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วยดังนั้น หากการ
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำต่อเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง และ
เป็นการกระทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหาย เอกชนผู้นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ได้
= ความเป็นผู้เสียหายเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่เป็นมรดกตกทอด แต่สิทธิที่เกี่ยวกับการจัดการในฐานะเป็น
ผู้เสียหายสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการจัดการแทนได้โดยนิติกรรม
คำพิพากษาฎีกาที่ 3103/2549
แม้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ในส่วน
ของคดีอาญาลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือจำเลยก็จะต้องฟ้องหรือต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะสิทธิการเป็นผู้เสียหาย
หรือความรับผิดในทางอาญานั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22
(3) ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องแทนโจทก์ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เฉพาะที่เกี่ยวกับ
ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องคดีแพ่งเท่านั้น ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 4, 5 และ 6
= กรณีจะมีผู้จัดการแทนผู้เสียหายได้นั้นต้องปรากฎว่าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะกระทำการนั้น ได้ด้วย
ดังนั้นหากกรณีไม่มีผู้เสียหายหรือมีผู้เสียหายแต่ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ย่อมมีผู้จัดการแทนไม่ได้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2539
การที่ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและต่างขับรถเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่งฟังได้ว่า
ขับรถโดยประมาททั้งสองฝ่ายเมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วยผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม
มาตรา 5(2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30
=ผู้เยาว์แม้จะเป็นผู้เสียหายแต่ก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองและไม่มีอำนาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับ
พนักงานอัยการ แม้บิดามารดาจะให้ความยินยอมก็ตาม กรณีผู้เยาว์จะฟ้องคดีจึงต้องดำเนินการโดยผู้แทนโดย
ชอบธรรมของผู้เยาว์
คำพิพากษาฎีกาที่ 563/2517
ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยบิดาให้ความยินยอมนั้นมิได้เป็นไปตามบท
บังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย เพราะในคดีอาญานั้นผู้เยาว์จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ต้อง
กระทำโดยผู้แทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3, 5 และ 6
= แต่สำหรับการร้องทุกข์ผู้เยาว์สามารถร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง
คำพิพากษาฎีกา 214/2494
ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุ17-18ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานด้วยตนเอง.จนมีการสอบสวน
และอัยการได้ดำเนินการฟ้องคดีความผิดต่อส่วนตัวอันกระทำแก่ผู้เยาว์ฐานข่มขืนชำเราแล้วบิดาของผู้เยาว์ยื่น
คำร้องต่อศาลขอถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งเป็นการขัดขืนฝืนความประสงค์ของผู้เยาว์นั้นศาลย่อมพิเคราะห์ตาม
รูปเรื่องแห่งคดีนี้ เห็นว่าบิดาไม่มีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ที่ผู้เยาว์ได้ยื่นไว้โดยฝืนความประสงค์ของผู้เยาว์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2550
ความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม เป็นความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง
จากการกระทำของจำเลยที่ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง แม้จำเลยจะปลอมหนังสือของผู้ตายส่งไปถึง
นายแพทย์อำนวยการโรงพยาบาล บ. ว่า ผู้ตายขอลาการปฏิบัติงานแล้วลงชื่อปลอมของผู้ตายในหนังสือดังกล่าว
และจำเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของผู้ตายว่า ผู้ตายต้อง
ไปฝึกสมาธิ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมนั้นผู้ตายได้ทำขึ้นจริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความ
เสียหายแก่ผู้อื่นก็ตาม ในกรณีนี้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย
เนื่องจากการกระทำดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายได้
ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตายไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่ง
เป็นบุพการีของผู้ตายจะจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2)
การเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง
ประกอบมาตรา 225 ความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตาย เพื่อปิดบังการตายและความผิดฐานปลอมเอกสาร
กับฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ดังนั้น ความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้
จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 2
นำสืบยังรับฟังไม้ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม
มิให้ฎีกา
จำเลยนัดหมายให้ผู้ตายไปพบและรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารโดยจำเลยแอบอ้าง
หลอกลวงผู้ตายเรื่องนัดพบช่างที่จะไปซ่อมแซมบ้านพักผู้ตายระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกันจำเลย
ลอบนำยานอนหลับที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตายรับประทานหรือดื่มจนผู้ตายมี
อาการสะลึมสะลือครองสติไม้ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้พาผู้ตายไปยังอาคารที่จำเลยจัดเตรียมเปิดห้องพักรอไว้
เพื่อทำการหน่วงเหนี่ยวให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย
วิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่จำเลยวางแผนไว้ จากนั้นจำเลยได้ชำแหละแยกศพผู้ตายออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ
บางส่วนทิ้งลงในชักโครกของห้องพักในอาคาร บางส่วนนำไปทิ้งในโถชักโครกของโรงแรมในวันรุ่งขึ้น
เพื่อปิดบังการตายของผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตาย
ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี
ซึ่งมิใช่ภริยาของตนมีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็
มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงถูกกระทำชำเรา แม้
เด็กหญิงจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทน
เด็กหญิง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วม
เป็นโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2549
ตามหลักฐานบันทึกการรับเงินที่จำเลยได้ชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่ปรากฏว่าในส่วนของ
ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มีการลงชื่อโดยภริยาของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แม้จะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
แต่ก็ไม่ใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 จึงไม่มีอำนาจยอมความแทน
ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (5) บันทึกดังกล่าวไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องใน
ความผิดฐานฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ระงับไป คงมีผลเพียงให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง
ของโจทก์ระงับไปเฉพาะแต่ความผิดข้อหาฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่6ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เท่านั้น แต่อย่างไร
ก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่แล้วก็ไม่ทำให้
ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นตามพ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี ระงับตามไปด้วย
แต่อย่างใด
ตัวอย่างข้อสอบ
คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 57)
นายหนึ่งยักยอกเงินของนายสองไปจำนวน 1,000,000 บาท วันรุ่งขึ้นนายสองทราบเรื่อง จึงไป
ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายหนึ่งในวันนั้นเอง ต่อมาอีก 2 เดือนนายสองถึงแก่ความ
ตายนายสามซึ่งเป็นบุตรของนายสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกนายสอง กรณีดังกล่าว
ก. นายสามยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอก
เงินของนายสอง
ข. พนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลตามคำร้องทุกข์ของนายสองภายในอายุความ
เพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอกแล้ว ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสาม
ขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล
ให้วินิจฉัยว่า นายสามมีอำนาจฟ้องนายหนึ่งตามข้อ ก. และมีอำนาจถอนคำร้อง ทุกข์ตาม
ข้อข. หรือไม่
ธงคำตอบ
ก. กรณีนายสองถูกนายหนึ่งยักยอกเงิน นายสองย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจที่จะฟ้องนายหนึ่งได้ตามมาตรา 28 (2)
แต่ก็ไม่ได้ฟ้องเป็นคดีไว้ ส่วนนายสามแม้จะเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกก็มิใช่ผู้เสียหายโดยตรงที่จะ
มีอำนาจฟ้องนายหนึ่งในฐานะผู้เสียหายโดยตรงได้ ทั้งมิใช่กรณีนายสองถูกทำร้ายถึงตายตามมาตรา 5 (2)
ที่นายสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจะมีอำนาจจัดการฟ้องคดีแทนนายสองได้ดังนั้นนายสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
คดีต่อศาลเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่5162/2547)
ข. กรณีพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอกซึ่ง
เป็นความผิดต่อส่วนตัวตามคำร้องทุกข์ของนายสอง สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์ในคดีความ
ผิดฐานยักยอกเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน เมื่อผู้ร้องทุกข์ตายย่อมตกทอดแก่นายสามซึ่งเป็นทายาท
นายสามย่อมมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ได้ (เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 751/2541)
คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 58)
นายชัยนายชอบทะเลาะกัน นายชัยชกที่ใบหน้านายชอบ 1 ครั้ง นายชอบโกรธจึงใช้อาวุธปืนยิง
นายชัย 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกนายชัยแต่พลาดไปถูกนางเพลินภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายเฟื่อง
ถึงแก่ความตาย นายชัยและนายชอบต่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน นายชัย
ให้การรับสารภาพว่าได้ทำร้ายนายชอบจริง พนักงานอัยการจึงแยกฟ้องนายชัยในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น
ไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับนายชัย 500 บาท คดีถึงที่สุด
ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชอบในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและฆ่าผู้อื่น นายชอบให้การปฏิเสธ ระหว่าง
การพิจารณาของศาลชั้นต้น นายชัยและนายเฟื่องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ
ศาลชั้นต้นอนุญาต
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ธงคําตอบ
กรณีนายชัย นายชัยสมัครใจทะเลาะวิวาทและมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
นายชอบ นายชัยจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
2 (4) และไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30
(เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3100/2547)
กรณีนายเฟื่อง นายเฟื่องมิได้จดทะเบียนสมรสกับนางเพลิน ไม่เป็นสามีของนางเพลินตามกฎหมาย
จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนางเพลิน ตามมาตรา 5(2) และไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
พนักงานอัยการตามมาตรา 30 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1335/2494 และ 1056/2503)
ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายชัยและนายเฟื่องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงาน
อัยการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 60)
นายอังคารอยู่กินกับนางดาวฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรชื่อนายจันทร์ นายอาทิตย์
ทำร้ายร่างกายนายจันทร์ จนเป็นเหตุให้นายจันทร์ถึงแก่ความตาย นายอาทิตย์กลัวความผิดจึงนำศพของนายจันทร์
ไปฝังซุกซ่อนไว้ที่สวนหลังบ้าน หลังจากนั้น นายอาทิตย์ปลอมหนังสือนายจันทร์ส่งไปถึงนายจ้างของนายจันทร์
ว่า นายจันทร์ขอลาหยุดงาน 15 วัน โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายจันทร์ในหนังสือดังกล่าว พนักงานอัยการเป็น
โจทก์ฟ้องนายอาทิตย์ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตาย
ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 199, 264, 268 ในระหว่างพิจารณา นาย
อังคารได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายอังคารเข้าร่วมเป็น
โจทก์ทุกฐานความผิด
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่
ธงคำตอบ
ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290
ผู้บุพการีของผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายถึงแก่ความตายย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา 5 (2) นายอังคารแม้เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็เป็นบิดาตามความเป็นจริงซึ่งเป็นผู้บุพการี
ย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายจันทร์ได้ ดังนั้น นายอังคารจึงมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา
30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนความผิดฐานซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 เป็นความผิดเสียหาย
ต่อรัฐ นายอังคารบิดาของนายจันทร์ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2 (4) ดังนั้น นายอังคารจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาต
ให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ
สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 , 268 นั้น เป็น
ความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของนายอาทิตย์ การปลอมหนังสือลาออกของ
นายจันทร์มิได้เจาะจงว่ากล่าวถึงนายอังคารแต่อย่างใด ในกรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่านายอังคารบิดาของนายจันทร์ผู้ตาย
เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวมิใช่ความผิดอาญาที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเอง
ได้ตามมาตรา 5 (2) จึงไม่ใช่กรณีที่นายอังคารจะจัดการแทนนายจันทร์ได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายอังคารเข้า
ร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 30
1 มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
(1) พนักงานอัยการ
(2) ผู้เสียหาย
2 ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือ
บาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
อ้างอิงจาก : lawservice
|