หัวข้อ : สรุปย่อ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) , 4, 5, 6 และ 28
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







สรุปย่อ
           กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  

*************


 
           ผู้เสียหาย หมายถึง
           = บุคคลที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา กฎหมายกำหนดไว้ว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหาย 
           = ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่ง
 ตามมาตรา 2 (4) รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดั่งบัญญัติไว้ใน มาตรา 4, 5 และ 6
           = ดังนั้น ผู้เสียหาย ตามมาตรา 2(4) จึงแยกได้ เป็น 2 ประเภท คือ
            1.ผู้เสียหายโดยตรง
            2.ผู้มีอำนาจจัดการแทน ตามมาตรา 4, 5 และ 6
 
           1.ผู้เสียหายโดยตรงหมายถึง
           ผู้เสียหายโดยตรง หรือ ผู้เสียหายที่แท้จริง หมายถึง 
           1) เกิดการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งแก่บุคคลนั้น 
           2) บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดฐานหนึ่งนั้น 
           3) บุคคลนั้นเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งหมายความว่า ต้องเป็นผู้เสียหายที่ไม่มีส่วนร่วมใน
 การกระทำผิดหรือไม่มีส่วนก่อหรือยินยอมให้เกิดความผิดนั้นๆ
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7238/2549
            ความผิดฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม 
 ตามฟ้องก็ดี ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยตามมาตรา 319 วรรคแรก 
 ที่พิจารณาได้ความก็ดี มีองค์ประกอบความผิดร่วมกันประการหนึ่งว่า “ผู้ใดพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่
 เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล..” ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งการกระทำความผิด
 กฎหมายทั้งสองมาตรานี้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคืออำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลนั่นเอง 
 มิใช่ตัวผู้เยาว์ผู้ถูกพรากดังนั้น ผู้เสียหายคือบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดทั้งสอง
 มาตรานี้ตามมาตรา 2 (4) แห่ง ป.วิ.อ. จึงได้แก่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ตูแลผู้เยาว์ทั้งสองในขณะที่จำเลยทั้ง
 สามกับพวกร่วมกันกระทำความผิด หาใช่ตัวผู้เยาว์คือโจทก์ร่วมทั้งสองไม่
           คำพิพากษาฎีกาที่ 1596/2549
           เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตามประมวล
 กฎหมายอาญา มาตรา291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการี
 ผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
 พนักงานอัยการตามมาตรา 30
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2549
            บริษัทโจทก์ที่ 5 เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินและการเงินในกิจการของบริษัทจำเลยที่ 1 
 เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 5 มิได้เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ประกอบกับการกระทำของจำเลยทั้งห้าตามคำฟ้องมี
 ผลกระทบโดยตรงต่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ต้องถูกปรับออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 
 เท่านั้น มิได้พาดพิงไปถึงโจทก์ที่ 5 อันจะถือว่าโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์ที่ 5 มิได้ถูก
 กระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งห้า โจทก์ที่ 5 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องในความผิด
 ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่พิพากษายก
 ฟ้องโจทก์ที่ 5
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2540
             โจทก์ร่วม(ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน )) เป็นผู้รับฝากเงินเป็นอาชีพโดยหวังผลประโยชน์
 ในบำเหน็จค่าฝากหรือจากการเอาเงินของผู้ฝากไปใช้ประโยชน์ได้ ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้
 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีเฉพาะการฝากเงินไว้ตามมาตรา 672 ว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกับที่
 ฝากแต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน ดังนั้นเงินที่ฝากไว้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นเงินของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้อง
 
           2.ผู้มีอำนาจจัดการแทนหมายถึง
            1) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามมาตรา 4 คือ ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมี
 สิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามีก่อน และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 5 (2)2 สามีมีสิทธิฟ้อง
 คดีอาญาแทนภริยาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา 
            2) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ตามมาตรา 5 คือ 
                     1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ไร้
 ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล
                     2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหาย
 ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
                     (บุพการี ได้แก่ บิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย , ผู้สืบสันดาน หมายถึง การสืบสายโลหิตโดยตรง
 ลงมา ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื้อ)          
                     3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น
            3) ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย(ผู้แทนเฉพาะคดี) ตามมาตรา 6 คือ ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์
 ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล หรือซึ่งผู้แทนโดยชอบ
 ธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่โดยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์
 หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ ญาติของผู้นั้นหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทน
 เฉพาะคดีได้ เมื่อได้ไต่สวนแล้วให้ศาลตั้งผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ซึ่งยินยอมตามที่เห็นสมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดี 
 เมื่อไม่มีบุคคลใดเป็นผู้แทนให้ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทน และห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่อง
 ขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี
 
           ข้อสังเกต
           = ผู้เสียหายหมายความรวมทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล
           คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2546
           ขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับนั้น บริษัทโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คและเป็นผู้
 ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และการที่
 โจทก์โอนขายทรัพย์สินตลอดจนภาระผูกพันของจำเลยทั้งสองไปให้กองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลดำเนินการ
 บริหารจัดการนั้นก็เป็นไปตาม พ.ร.ก. ปฏิรูประบบสถาบันการเงินฯมาตรา 27 หามีผลกระทบกระเทือนสิทธิ
 ของโจทก์ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วในฐานะผู้เสียหายที่ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสองในความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ. 
 ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ แต่อย่างใดไม่ แม้ต่อมาภายหลังโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามเช็คพิพาท
 ดังกล่าวจากกองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลก็ตาม ก็ไม่ทำให้ฐานะการเป็นผู้เสียหายของโจทก์ในคดีอาญาสิ้นไป 
 เพราะกองทุนรวมแกรมม่าแคปปิตอลมิได้ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้อง
           = สำหรับความผิดต่อรัฐนั้นโดยทั่วไปรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย ราษฎรไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐาน
 นั้น เช่น ความผิดฐานยักย้ายซ่อนเร้นศพ, ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ, ความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจร
 ทางบกฯ พระราชบัญญัติอาหารฯ พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ เป็นต้น
           คำพิพากษาฎีกาที่ 1637/2548
           ข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15, 66 เป็น
 ความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งรัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหาย แม้โจทก์เป็นพนักงานสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ก็
 มีอำนาจหน้าที่เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้กระทำ คือ มีอำนาจและหน้า.ที่ทำการสอบสวนตามประมวล
 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (6) เท่านั้น และโจทก์มิใช่บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการ
 กระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มี
 อำนาจฟ้อง
           คำพิพากษาฎีกาที่ 2110/2548 
           การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่า
 อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหา
 ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการ
 ทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพ จ. 
 ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย
 เนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย
           คำพิพากษาฎีกาที่ 2926/2544
            โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติ การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 6, 17 และประมวล
 กฎหมายอาญา มาตรา 352 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย 
 ราษฎรไม่เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมคงเป็นผู้เสียหายและเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้เฉพาะข้อหาตาม
 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เท่านั้นไม่เป็นผู้เสียหายและไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาตาม
 พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ฯ
            คำพิพากษาฎีกาที่ 1949/2542
            ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ส. ถึง
 แก่ความตาย และความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ พ. เจ้าของรถยนต์ไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐาน
 กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ส. ถึงแก่ความตายและข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ รัฐเท่านั้นเป็น
 ผู้เสียหาย พ. เจ้าของรถยนต์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาและถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทน พ.
            = แต่ถ้าความผิดต่อรัฐ ราษฎรนั้นได้รับความเสียหายเป็นพิเศษก็สามารถเป็นผู้เสียหายได้ 
            คำพิพากษาฎีกาที่ 1955/2546
            จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้มาแต่แรกแล้วว่า ล. ผู้เป็นบิดาได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ก. และโจทก์ที่ 1 การที่
 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3) หายไป แล้ว
 จำเลยที่ 1 นำหลักฐานใบแจ้งความไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำ
 ประโยชน์ (น.ส. 3) แทนฉบับที่อ้างว่าหายไป จึงมีเจตนาที่จะกระทำผิดหาใช่เป็นเรื่องที่ขาดเจตนาไม่ ความผิด
 ฐานแจ้งความเท็จคือการนำความเป็นเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รู้อยู่ว่า ล. บิดาได้ขาย
 ที่ดินพิพาทไปแต่กลับไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) หาย และจำเลยที่ 
 1 นำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปขอออกใบแทน จนกระทั่งไปดำเนินการรับโอนมรดกที่ดินพิพาทมา
 เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินที่แท้จริงต้องได้รับความเสียหาย
 แล้ว หาใช่ไม่เป็นความผิดเพราะโจทก์ทั้งสองไม่เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องไม่
            คำพิพากษาฎีกาที่ 533/2541
            การที่จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งที่จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาล
 ชั้นต้นว่าโจทก์คดีนี้ผิดสัญญาซื้อขาย ขอให้บังคับโจทก์คดีนี้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่1คดีนี้ 
 และจำเลยที่ 1 อ้างส่งสัญญาซื้อขายต่อศาลชั้นต้นนั้น แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่าการเบิกความเป็นพยานและการส่ง
 สัญญาซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 กระทำต่อศาลชั้นต้น มิใช่กระทำต่อโจทก์ก็ตาม แต่คดีดังกล่าวโจทก์ถูกจำเลยที่ 
 1 ฟ้อง โจทก์จึงเป็นคู่ความในคดีด้วย และสัญญาซื้อขายตามที่จำเลยที่ 1 อ้างส่ง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับโจทก์ 
 การที่จำเลยที่ 1 นำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิหรือส่วนได้เสียของโจทก์
 โดยตรง เช่นนี้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนำสืบหรือแสดง
 พยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี เพราะอาจมีผลให้โจทก์ถูกบังคับคดีในคดีแพ่งดังกล่าวโจทก์จึง
 เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) และมาตรา 28 (2)
            คำพิพากษาฎีกาที่ 4881/2541
            ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นบทบัญญัติที่ต้องการเอาโทษแก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ แต่กลับ
 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตอนหนึ่งและเอาโทษแก่เจ้า
 พนักงานซึ่งปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกตอนหนึ่งในตอนแรกคำว่าเพื่อให้เกิดความเสียหาย
 แก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้น หมายความรวมถึง เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดด้วยดังนั้น หากการ
 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบเป็นการกระทำต่อเอกชนผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง และ
 เป็นการกระทำให้บุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหาย เอกชนผู้นั้นย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ได้
            = ความเป็นผู้เสียหายเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่เป็นมรดกตกทอด แต่สิทธิที่เกี่ยวกับการจัดการในฐานะเป็น
 ผู้เสียหายสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการจัดการแทนได้โดยนิติกรรม
            คำพิพากษาฎีกาที่ 3103/2549
            แม้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว ในส่วน
 ของคดีอาญาลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือจำเลยก็จะต้องฟ้องหรือต่อสู้คดีด้วยตนเอง เพราะสิทธิการเป็นผู้เสียหาย
 หรือความรับผิดในทางอาญานั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัว กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 
 (3) ที่บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องร้องแทนโจทก์ผู้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เฉพาะที่เกี่ยวกับ
 ทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องคดีแพ่งเท่านั้น ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. 
 มาตรา 4, 5 และ 6
            = กรณีจะมีผู้จัดการแทนผู้เสียหายได้นั้นต้องปรากฎว่าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะกระทำการนั้น ได้ด้วย 
 ดังนั้นหากกรณีไม่มีผู้เสียหายหรือมีผู้เสียหายแต่ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ย่อมมีผู้จัดการแทนไม่ได้เช่นกัน
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4461/2539
            การที่ผู้ตายและจำเลยต่างขับรถด้วยความเร็วและต่างขับรถเข้าไปในช่องเดินรถของอีกฝ่ายหนึ่งฟังได้ว่า
 ขับรถโดยประมาททั้งสองฝ่ายเมื่อผู้ตายมีส่วนกระทำผิดด้วยผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวล
 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม
 มาตรา 5(2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30
            =ผู้เยาว์แม้จะเป็นผู้เสียหายแต่ก็ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองและไม่มีอำนาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับ
 พนักงานอัยการ แม้บิดามารดาจะให้ความยินยอมก็ตาม กรณีผู้เยาว์จะฟ้องคดีจึงต้องดำเนินการโดยผู้แทนโดย
 ชอบธรรมของผู้เยาว์ 
            คำพิพากษาฎีกาที่ 563/2517
            ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยบิดาให้ความยินยอมนั้นมิได้เป็นไปตามบท
 บังคับอันว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย เพราะในคดีอาญานั้นผู้เยาว์จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ต้อง
 กระทำโดยผู้แทนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3, 5 และ 6
            = แต่สำหรับการร้องทุกข์ผู้เยาว์สามารถร้องทุกข์ได้ด้วยตนเอง
             คำพิพากษาฎีกา 214/2494
            ในกรณีที่ผู้เยาว์อายุ17-18ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานด้วยตนเอง.จนมีการสอบสวน
 และอัยการได้ดำเนินการฟ้องคดีความผิดต่อส่วนตัวอันกระทำแก่ผู้เยาว์ฐานข่มขืนชำเราแล้วบิดาของผู้เยาว์ยื่น
 คำร้องต่อศาลขอถอนคำร้องทุกข์ ซึ่งเป็นการขัดขืนฝืนความประสงค์ของผู้เยาว์นั้นศาลย่อมพิเคราะห์ตาม
 รูปเรื่องแห่งคดีนี้ เห็นว่าบิดาไม่มีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ที่ผู้เยาว์ได้ยื่นไว้โดยฝืนความประสงค์ของผู้เยาว์
 
 คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2236/2550

            ความผิดฐานปลอมเอกสารและฐานใช้เอกสารปลอม เป็นความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง
 จากการกระทำของจำเลยที่ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง แม้จำเลยจะปลอมหนังสือของผู้ตายส่งไปถึง
 นายแพทย์อำนวยการโรงพยาบาล บ. ว่า ผู้ตายขอลาการปฏิบัติงานแล้วลงชื่อปลอมของผู้ตายในหนังสือดังกล่าว 
 และจำเลยได้ปลอมจดหมายของผู้ตายส่งไปถึงนาย ช. กับนางสาว ก. บุตรชายและบุตรสาวของผู้ตายว่า ผู้ตายต้อง
 ไปฝึกสมาธิ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารปลอมนั้นผู้ตายได้ทำขึ้นจริง ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความ
 เสียหายแก่ผู้อื่นก็ตาม ในกรณีนี้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหาย 
 เนื่องจากการกระทำดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ตายได้
 ถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตายไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่ง
 เป็นบุพการีของผู้ตายจะจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2)
            การเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้หรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย 
 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง
 ประกอบมาตรา 225 ความผิดฐานซ่อนเร้น ทำลายศพผู้ตาย เพื่อปิดบังการตายและความผิดฐานปลอมเอกสาร
 กับฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งต้องลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
 ตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยจำคุกกระทงละ 1 ปี ดังนั้น ความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้
 จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 2 
 นำสืบยังรับฟังไม้ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองกระทงดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้าม
 มิให้ฎีกา
            จำเลยนัดหมายให้ผู้ตายไปพบและรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารโดยจำเลยแอบอ้าง
 หลอกลวงผู้ตายเรื่องนัดพบช่างที่จะไปซ่อมแซมบ้านพักผู้ตายระหว่างการรับประทานอาหารร่วมกันจำเลย
 ลอบนำยานอนหลับที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ใส่ลงในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตายรับประทานหรือดื่มจนผู้ตายมี
 อาการสะลึมสะลือครองสติไม้ได้ หลังจากนั้นจำเลยได้พาผู้ตายไปยังอาคารที่จำเลยจัดเตรียมเปิดห้องพักรอไว้ 
 เพื่อทำการหน่วงเหนี่ยวให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย แล้วจำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย
 วิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่จำเลยวางแผนไว้ จากนั้นจำเลยได้ชำแหละแยกศพผู้ตายออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ 
 บางส่วนทิ้งลงในชักโครกของห้องพักในอาคาร บางส่วนนำไปทิ้งในโถชักโครกของโรงแรมในวันรุ่งขึ้น 
 เพื่อปิดบังการตายของผู้ตาย การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตาย
 ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550
            ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี 
 ซึ่งมิใช่ภริยาของตนมีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็
 มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย เมื่อเด็กหญิงถูกกระทำชำเรา แม้
 เด็กหญิงจะยินยอมก็เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย
 วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีอำนาจจัดการแทน
 เด็กหญิง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (1) และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วม
 เป็นโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 (2)
            คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2549
            ตามหลักฐานบันทึกการรับเงินที่จำเลยได้ชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่ปรากฏว่าในส่วนของ
 ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มีการลงชื่อโดยภริยาของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แม้จะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย 
 แต่ก็ไม่ใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 จึงไม่มีอำนาจยอมความแทน
 ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (5) บันทึกดังกล่าวไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องใน
 ความผิดฐานฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ระงับไป คงมีผลเพียงให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง
 ของโจทก์ระงับไปเฉพาะแต่ความผิดข้อหาฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่6ผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เท่านั้น แต่อย่างไร
 ก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่แล้วก็ไม่ทำให้
 ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นตามพ.ร.บ. จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี ระงับตามไปด้วย
 แต่อย่างใด
  
 ตัวอย่างข้อสอบ
            คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 57)

            นายหนึ่งยักยอกเงินของนายสองไปจำนวน 1,000,000 บาท วันรุ่งขึ้นนายสองทราบเรื่อง จึงไป
 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่นายหนึ่งในวันนั้นเอง ต่อมาอีก 2 เดือนนายสองถึงแก่ความ
 ตายนายสามซึ่งเป็นบุตรของนายสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกนายสอง กรณีดังกล่าว          
           ก. นายสามยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอก
 เงินของนายสอง          
           ข. พนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลตามคำร้องทุกข์ของนายสองภายในอายุความ
 เพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอกแล้ว ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายสาม
 ขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล
           ให้วินิจฉัยว่า นายสามมีอำนาจฟ้องนายหนึ่งตามข้อ ก. และมีอำนาจถอนคำร้อง ทุกข์ตาม
 ข้อข. หรือไม่          
           ธงคำตอบ
           ก. กรณีนายสองถูกนายหนึ่งยักยอกเงิน นายสองย่อมเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามประมวล
 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจที่จะฟ้องนายหนึ่งได้ตามมาตรา 28 (2) 
 แต่ก็ไม่ได้ฟ้องเป็นคดีไว้ ส่วนนายสามแม้จะเป็นบุตรและเป็นผู้จัดการมรดกก็มิใช่ผู้เสียหายโดยตรงที่จะ
 มีอำนาจฟ้องนายหนึ่งในฐานะผู้เสียหายโดยตรงได้ ทั้งมิใช่กรณีนายสองถูกทำร้ายถึงตายตามมาตรา 5 (2) 
 ที่นายสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจะมีอำนาจจัดการฟ้องคดีแทนนายสองได้ดังนั้นนายสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
 คดีต่อศาลเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่ง (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่5162/2547)
           ข. กรณีพนักงานอัยการได้ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ลงโทษนายหนึ่งฐานยักยอกซึ่ง
 เป็นความผิดต่อส่วนตัวตามคำร้องทุกข์ของนายสอง สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์ในคดีความ
 ผิดฐานยักยอกเป็นสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สิน เมื่อผู้ร้องทุกข์ตายย่อมตกทอดแก่นายสามซึ่งเป็นทายาท
 นายสามย่อมมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ได้ (เทียบคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 751/2541)
 
            คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 58)
           นายชัยนายชอบทะเลาะกัน นายชัยชกที่ใบหน้านายชอบ 1 ครั้ง นายชอบโกรธจึงใช้อาวุธปืนยิง
 นายชัย 1 นัด กระสุนปืนไม่ถูกนายชัยแต่พลาดไปถูกนางเพลินภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสของนายเฟื่อง
 ถึงแก่ความตาย นายชัยและนายชอบต่างไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีซึ่งกันและกัน นายชัย
 ให้การรับสารภาพว่าได้ทำร้ายนายชอบจริง พนักงานอัยการจึงแยกฟ้องนายชัยในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น
 ไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับนายชัย 500 บาท คดีถึงที่สุด 
 ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชอบในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นและฆ่าผู้อื่น นายชอบให้การปฏิเสธ ระหว่าง
 การพิจารณาของศาลชั้นต้น นายชัยและนายเฟื่องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ 
 ศาลชั้นต้นอนุญาต
           ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
             ธงคําตอบ

           กรณีนายชัย นายชัยสมัครใจทะเลาะวิวาทและมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย 
 นายชอบ นายชัยจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 
 2 (4) และไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 
 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3100/2547)
           กรณีนายเฟื่อง นายเฟื่องมิได้จดทะเบียนสมรสกับนางเพลิน ไม่เป็นสามีของนางเพลินตามกฎหมาย
 จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนางเพลิน ตามมาตรา 5(2) และไม่มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับ
 พนักงานอัยการตามมาตรา 30 (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1335/2494 และ 1056/2503)
           ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นายชัยและนายเฟื่องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงาน
 อัยการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
           คำถาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 60)
            นายอังคารอยู่กินกับนางดาวฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรชื่อนายจันทร์ นายอาทิตย์
 ทำร้ายร่างกายนายจันทร์ จนเป็นเหตุให้นายจันทร์ถึงแก่ความตาย นายอาทิตย์กลัวความผิดจึงนำศพของนายจันทร์
 ไปฝังซุกซ่อนไว้ที่สวนหลังบ้าน หลังจากนั้น นายอาทิตย์ปลอมหนังสือนายจันทร์ส่งไปถึงนายจ้างของนายจันทร์
 ว่า นายจันทร์ขอลาหยุดงาน 15 วัน โดยลงลายมือชื่อปลอมของนายจันทร์ในหนังสือดังกล่าว พนักงานอัยการเป็น
 โจทก์ฟ้องนายอาทิตย์ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตาย 
 ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 199, 264, 268 ในระหว่างพิจารณา นาย
 อังคารได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายอังคารเข้าร่วมเป็น
 โจทก์ทุกฐานความผิด
           ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
 หรือไม่
            ธงคำตอบ
           ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 
 ผู้บุพการีของผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายถึงแก่ความตายย่อมมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
 ความอาญา มาตรา 5 (2) นายอังคารแม้เป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็เป็นบิดาตามความเป็นจริงซึ่งเป็นผู้บุพการี 
 ย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายจันทร์ได้ ดังนั้น นายอังคารจึงมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 
 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย
           ส่วนความผิดฐานซ่อนเร้นศพเพื่อปิดบังการตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 เป็นความผิดเสียหาย
 ต่อรัฐ นายอังคารบิดาของนายจันทร์ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 
 มาตรา 2 (4) ดังนั้น นายอังคารจึงไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาต
 ให้นายอังคารเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ
           สำหรับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 , 268 นั้น เป็น
 ความผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดของนายอาทิตย์ การปลอมหนังสือลาออกของ
 นายจันทร์มิได้เจาะจงว่ากล่าวถึงนายอังคารแต่อย่างใด ในกรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่านายอังคารบิดาของนายจันทร์ผู้ตาย
 เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 
 มาตรา 2 (4) ทั้งความผิดดังกล่าวมิใช่ความผิดอาญาที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเอง
 ได้ตามมาตรา 5 (2) จึงไม่ใช่กรณีที่นายอังคารจะจัดการแทนนายจันทร์ได้ด้วย ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายอังคารเข้า
 ร่วมเป็นโจทก์ในความผิดดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 30
 
           1 มาตรา 28 บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล
           (1) พนักงานอัยการ
           (2) ผู้เสียหาย
           2 ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือ
 บาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้

 

อ้างอิงจาก : lawservice

 





สรุปย่อ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) , 4, 5, 6 และ 28 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 12189 ครั้ง
ลงวันที่ 05/02/2017 23:55:09





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน