กรณีตามมาตรา ๑๙๘ ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาล ภายใน ๑๕ วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ซึ่งตามวรรคสอง บัญญัติ ว่า “ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี นั้นเสียจากสารบบความ” แต่การจำหน่ายคดีตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสองนี้ ใช้หลักตาม มาตรา ๑๓๒ ที่ว่า การจะจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลเช่นกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๓๓๐-๑๐๓๓๑/๒๕๕๓ เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ซึ่งมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ฟ้องแย้งมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ในส่วนของฟ้องแย้งภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา ๑๙๙ ฉ ถ้าไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ตาม มาตรา ๑๙๘ วรรคลอง บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ อย่างไรก็ดี แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะใช้คำว่า “ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ” เพื่อเป็นมาตรการมิให้บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องปล่อยปละละเลยไม่ ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ตาม แต่ก็มิใช่บทบังคับศาลที่จะต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความเสมอไป ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายๆ ไป สำหรับคดีนี้ ผู้คัดค้าน ที่ ๑ และที่ ๒ ฟ้องแย้งผู้ร้องมาในคำคัดค้านในเรื่องเกี่ยวกับคำร้องขอเดิมของผู้ร้อง แสดงให้เห็นเจตนาของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ว่ายังมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงต่อไปว่า ผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ ๑ และ ที่ ๒ ว่าไม่ถูกต้อง อันอาจเป็นเหตุทำให้ผู้คัดค้าน ที่ ๑ และที่ ๒ เห็นว่าต้องรอคำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวก่อน พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นไม่จำหน่ายคดีในส่วนฟ้องแย้งของผู้คัดค้านที่ ๑ และที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความ
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๒๔/๒๕๕๐ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง มีเจตนารมณ์ให้เป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจมีคำสั่งจำหน่ายคดีในกรณีที่โจทก์ ไม่ยื่นคำขอภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อมิให้โจทก์ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่การที่ศาลจะสั่งจำหน่ายคดี หรือไม่นั้น ย่อมอยู่ในดุลพินิจของศาลโดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็น ราย ๆ ไป คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ถึงแม้มิได้สั่งให้โจทก์เป็นผู้นำส่ง แต่เมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องติดตามผลการส่งหมายเอง เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยได้โดยวิธีปิดหมายตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ และ ต่อมาวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ โจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ซึ่งหากโจทก์ ตรวจสำนวนย่อมจะทราบผลการส่งหมายและดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ก่อนวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี การที่โจทก์ไม่ติดตามขวนขวายตรวจสำนวนเพื่อทราบผลการส่งหมายอันเป็น ความบกพร่องไม่ใส่ใจในคดีจึงเป็นการปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกสารบบความจึงชอบแล้ว
ข้อสังเกต กรณีมีจำเลยหลายคน จำเลยบางคนขาดนัดยื่นคำให้การ และ โจทก์มิได้มีคำขอตามมาตรา ๑๙๘ วรรคสอง สำหรับจำเลยคนนั้น ศาลจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น จะจำหน่ายคดีทั้งคดีไม่ได้ ดูเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๓/๒๕๓๙
คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๕๓/๒๕๓๙ คดีที่มีจำเลยหลายคน เหตุที่ศาลมีคำสั่ง จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๘ วรรคสอง ไม่จำต้องเกิดขึ้นแก่จำเลยทุกคนในคดีเสมอไป กรณีอาจเกิดขึ้นแก่จำเลยเป็นรายบุคคลก็ได้ ในกรณีที่เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นแก่จำเลย ในคดีเป็นรายบุคคล ศาลจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะรายที่โจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเท่านั้น เพราะถือว่าโจทก์ ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยรายนั้นต่อไป ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีทั้งคดีออกเสียจาก สารบบความหาได้ไม่
|