อุทาหรณ์
พนักงานอัยการฟ้องนายดำเกิงต่อศาลแขวงดุสิต ขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๔ (ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท) กับให้นายดำเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่ลักไปแก่ผู้เสียหาย และกำหนดโทษความผิดฐานยักยอกในคดีก่อนที่ศาลรอการกำหนดโทษนายดำเกิงไว้ นายแมนผู้พิพากษาศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งประทับฟ้อง ต่อมานายแมนได้รับการจ่ายสำนวนจากนายมิตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิตให้เป็นองค์คณะรับผิดชอบคดีนี้ นายแมนพิจารณาคดี เสร็จแล้วแต่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุก่อนทำ คำพิพากษา ถ้าปรากฏว่า
(ก) นายมิตรตรวจสำนวนแล้วทำคำพิพากษาลงโทษนายดำเกิง โดยกำหนดโทษ ในคดีหลังฐานลักทรัพย์ จำคุก ๖ เดือน กำหนดโทษคดีก่อนฐานยักยอก จำคุก ๕ เดือน รวมเป็นจำคุก ๑๑ เดือน และให้นายดำเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย หรือ
(ข) นายมิตรมีภารกิจสำคัญจนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จึงมอบหมายให้ นายสมชายผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแขวงดุสิตทำคำพิพากษาแทน นายสมชายจึงทำคำพิพากษาเหมือนข้อ (ก)
ให้วินิจฉัยว่า คำสั่งและการพิจารณาคดีของนายแมน กับกรณีตามข้อ (ก) และ ข้อ (ข) ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม หรือไม่
คำตอบ
ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔ มีระวางโทษไม่เกินกำหนดตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๕) พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำเกิงต่อศาลแขวงดุสิตได้ และตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๓ พนักงานอัยการมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดแทนผู้เสียหายได้ พนักงานอัยการจึงมีคำขอให้นายดำเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท ที่ถูกลักแก่ผู้เสียหายได้ แม้ทุนทรัพย์พิพาทเกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ดังนั้น คำสั่งของนายแมนที่ให้ประทับฟ้องของพนักงานอัยการโจทก์ ซึ่งไม่ใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ตามมาตรา ๑๗ ประกอบ มาตรา ๒๔ (๒) ย่อมชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อนายมิตรผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวง ดุสิตจ่ายสำนวนให้นายแมนเป็นองค์คณะรับผิดชอบคดี นายแมนย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามมาตรา ๑๗ การพิจารณาคดีของนายแมนจึงชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีตามข้อ (ก) เมื่อนายแมนซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีพ้นจาก ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ เนื่องจากเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุหลังเสร็จการพิจารณาคดี แต่ก่อนทำคำพิพากษา ถือได้ว่ามีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๐ จำต้องแก้ปัญหาตามวิถีทางในมาตรา ๒๙ (๓) กล่าวคือ นายมิตรผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงดุสิต อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ รองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑ หรือผู้ทำการแทน ต้องตรวจสำนวนแล้วทำคำพิพากษาด้วยตนเอง จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลเดียวกันทำคำพิพากษาแทนไม่ได้ เพราะ มาตรา ๒๙ (๓) ไม่ได้ให้อำนาจไว้ ซึ่งนายมิตรได้ปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้ว โดยนายมิตรตรวจสำนวนแล้วทำคำพิพากษาลงโทษความผิดฐานลักทรัพย์ในคดีหลังให้จำคุก ๖ เดือน และกำหนดโทษความผิดฐานยักยอกในคดีก่อนให้จำคุก ๕ เดือน รวมเป็นจำคุก ๑๑ เดือน เท่ากับศาลแขวงดุสิตลงโทษจำคุกคดีละไม่เกิน ๖ เดือน กับให้นายดำเกิงคืนเงิน ๙๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการพิพากษาคดีที่ชอบด้วย มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) และ (๕) แล้ว
กรณีตามข้อ (ข) การที่นายมิตรมีภารกิจสำคัญจนไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เป็นเหตุให้ทำคำพิพากษาด้วยตนเองไม่ได้ นายมิตรก็จะมอบหมายให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลเดียวกันทำคำพิพากษาแทนไม่ได้ ตามเหตุผลดังกล่าวแล้วข้างต้น ดังนั้น การที่นายมิตรมอบหมายให้นายสมชายผู้พิพากษาอาวุโสของศาลแขวงดุสิตทำคำพิพากษาแทน จึงไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แม้นายสมชายจะทำคำพิพากษาเหมือน นายมิตรตามข้อ (ก) ทุกประการก็ตาม (ข้อสอบเนติบัณฑิต สมัย ๖๔ ปีการศึกษา ๒๕๕๔)
อ้างอิง วิชา ระบบศาลและพระธรรมนูญศาลยุติธรรม(อ.อนันต์ ชุมวิสูตร) เล่มที่12 การบรรยายครั้งที่5 สมัยที่ 69
|