ข้อสอบเนติบัณฑิตสมัยที่ ๖๘/๒๕๕๙
***********
นายแดงเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาล จังหวัดระยองว่า ทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธอ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ เพิ่งตรวจพบพยานหลักฐานว่านางเขียวเป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยกระทำความผิด และ เพิ่งทราบจากแพทย์ว่าโจทก์เสียความสามารถสืบพันธ์อันเนื่องมาจากการถูกจำเลยทำร้าย จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยเป็นจำเลยที่ ๑ และนางเขียวเป็นจำเลยที่ ๒ กับขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๒) และขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเป็น ผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ๒๙๗ (๒) ประกอบมาตรา ๘๔
ให้วินิจฉัยว่า
(ก) คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ต้องด้วยหลักเกณฑ์ ตามกฎหมายที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้เพิ่มเติมฟ้องได้หรือไม่
(ข) ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนได้หรือไม่
ธงคำตอบ
(ก) กรณีดังกล่าวถือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเพิ่มนางเขียวเข้ามาเป็นจำเลยอีกคนหนึ่ง ถือว่าไม่มีเหตุอันควรจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓ ที่โจทก์จะขอแก้เพิ่มเติมฟ้องได้ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๑๑๕/๒๕๑๑)
ส่วนที่โจทก์ขอแก้ฟ้องว่า เพิ่งทราบจากแพทย์ว่าโจทก์เสียความสามารถในการสืบพันธุอันเนื่องมาจากถูกจำเลยทำร้าย ถือว่ามีเหตุอันควร เพราะขณะยื่นฟ้องโจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับผลของการที่ถูกจำเลยทำร้ายว่าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส และการแก้ฐานความผิดที่โจทก์ต้องแถลงในฟ้องนั้น ไม่ว่ากระทำเช่นนี้ในระยะเวลาใดระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๔ บัญญัติมิให้ถือว่าจำเลยเสียเปรียบ เว้นแต่จำเลยจะหลงต่อสู้ในข้อที่ผิด เมื่อคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีอ้างเหตุป้องกัน จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยหลงต่อสู้ จึงต้องด้วย หลักเกณฑ์ตาม ๑๖๓, ๑๖๔ ที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องได้
(ข) เมื่อคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยเพิ่มฐานความผิดจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ เป็น มาตรา ๒๙๗ ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๓, ๑๖๔ ที่โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอแก้หรือ เพิ่มเติมฟ้องแล้ว เมื่อมาตรา ๑๖๓ วรรคหนึ่ง ตอนท้ายบัญญัติว่า “...ถ้าศาลเห็นสมควร จะอนุญาตหรือจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนก็ได้...” ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะสั่งอนุญาต ให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ได้ ดังนั้น แม้คดีนี้ราษฎร เป็นโจทก์ซึ่ง ๑๖๒ (๑) บัญญัติให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อนก็ตาม แต่มาตรา ๑๖๒ (๑) ใช้ บังคับเฉพาะกรณีฟ้องเริ่มต้นคดีเท่านั้น กรณีการแก้เพิ่มเติมฟ้องต้องบังคับตาม ๑๖๓ เท่านั้น หาอยู่ในบังคับมาตรา ๑๖๒ (๑) ไม่
ฉะนั้น การแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การต้องยื่นคำร้องก่อนศาลพิพากษา และต้องเป็นกรณีมีเหตุอันควร แต่กรณีใดถือว่ามีเหตุอันควรหรือไม่มีเหตุอันควร
|