หัวข้อ : สิทธิร้องขอกันส่วน วิ.แพ่ง ภาค4 กรณี มรดก
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







สิทธิร้องขอกันส่วน กรณี มรดก

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๑/๒๕๑๔ จำเลยและผู้ร้องเป็นผู้รับมรดกในที่ดินร่วมกันจำเลยไปโอนรับมรดกที่ดินใส่ชื่อตนแต่ผู้เดียว ครั้นแล้วจำเลยนำไปจำนองไว้แก่ธนาคารโจทก์ผู้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ดังนี้ นิติกรรมการจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์ ธนาคารโจทก์มีสิทธิบังคับจำนองได้เต็มตามสัญญา ผู้ร้องจะขอกันส่วนของผู้ร้องจากจำนวนเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินจากการบังคับจำนองหาได้ไม่

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๔๕/๒๕๔๕ ผู้ร้องได้ที่ดินของ ห. โดยการรับมรดกแทนที่ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ผู้ร้องกับ ซ. ผู้จัดการมรดกของ ห. มีคดีฟ้องร้องกัน แม้ต่อมา ซ. และจำเลยที่ ๑ ผู้รับโอนที่ดินจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงจะไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากโจทก์นำมาแบ่งแยกและโอนให้แก่ผู้ร้องบางส่วน แต่ก็เป็นการตกลงหลังจากที่จำเลยที่ ๑ รับโอนที่ดินจาก ซ. และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์แล้ว โดยโจทก์เป็นบุคคล ภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖ ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ไม่สุจริตเพื่อหักล้าง ข้อสันนิษฐานแต่ผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้าง จึงฟังได้ว่าโจทก์สุจริต เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลย ที่ ๑ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์สิทธิของผู้ร้องผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมยังมิได้จดทะเบียนผู้ร้องจึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้ผู้ร้องจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่อยู่แล้ว แต่ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนที่ดิน ของตนจากที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๖๑/๒๕๕๕ ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๑ บัญญัติว่า “เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ แต่ตัวทรัพย์สินนั้นจะจำหน่าย จำนำ จำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันได้ ก็แต่ด้วย ความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน” แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาททั้งสอง แปลง ๑ ใน ๗ ส่วน แต่จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบเอก บ. จดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ทั้งสองแปลงเพียงคนเดียว และนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและบรรดาทายาทอื่นของจ่าสิบเอก บ. โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งผู้ร้องและพี่น้องคนอื่นซึ่งเป็นบุตรของจำเลยยังเคยเจรจากับโจทก์ว่าไม่คิดจะโกงโจทก์ และภายหลังโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ผู้ร้องยังมีส่วนเจรจากับโจทก็โดยขอให้โจทก์ยอมลดยอดหนี้ให้แก่จำเลย จนจำเลยและโจทก็ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและเมื่อมีการยึดที่ดินตังกล่าวออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยังได้ไปดูแลการขาย ทอดตลาดแทนจำเลยอีกด้วยแสดงว่าตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี นับแต่จำเลยนำ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองไว้แก่โจทก็ผู้ร้องรู้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยโต้แย้งหรือ คัดค้าน แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาให้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวและยินยอมให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไปจำนองไว้แก่โจทก์ผู้ร้องมาโดยตลอด แต่ไม่เคยโต้แย้งหรือคัดค้าน แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาให้จำเลยแสดงตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแต่ผู้เดียวและยินยอมให้จำเลยจำนองที่ดินพิพาทได้ การจำนองผูกพันผู้ร้องตามป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ออกจากการขายทอดตลาดได้

       

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๑๑/๒๕๕๖ ผู้ร้องทั้งสองได้ที่ดินและบ้านพิพาทโดยการรับมรดกของ ว. ซึ่งศาลพิพากษาให้ บ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. จดทะเบียน โอนที่ดินและบ้านเฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งสองให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง หาก บ. ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้ต่อมาคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้เพิกถอนการขายที่ดินและบ้านพิพาท ระหว่าง บ. กับ ส. เฉพาะส่วนของผู้ร้องทั้งสอง หลักจาก ส. ถึงแก่ความตายและ ข. ผู้จัดการมรดกของ ส. ได้ขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๑ และได้มีการจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว เมื่อระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ร้องทั้งสองมิได้ขออายัดที่ดินไว้ โจทก์ได้รับจดทะเบียนจำนองที่ดินและบ้านพิพาท จากจำเลยที่ ๑ โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การจำนองย่อมสมบูรณ์ ผู้ร้องทั้งสอง ย่อมไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผู้ได้สิทธิ จำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคลอง แม้ผู้ร้องทั้งสองจะได้รับสิทธิมาตามคำพิพากษาของศาล ผู้ร้องทั้งสองก็ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนของผู้ร้องทั้งสอง จากโจทก์

 

อ้างอิง วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค4 (อ.สมชาย จุลนิติ์) เล่มที่14 การบรรยายครั้งที่13 สมัยที่ 69





สิทธิร้องขอกันส่วน วิ.แพ่ง ภาค4 กรณี มรดก | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1449 ครั้ง
ลงวันที่ 08/03/2017 20:39:18





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน