หัวข้อ : สรุป ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘

*******************

 

        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) และมาตรา ๒๔๐ แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่ม เติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกข้อกำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

        ข้อ ๑ ข้อกำหนดนี้เรียกว่า “ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขอ อนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘”

        ข้อ ๒ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

        ข้อ ๓ ในข้อกำหนดนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

        “คำร้อง” หมายความว่า คำร้องขออนุญาตฎีกาตามมาตรา ๒๔๗

        “ผู้ร้อง” หมายความว่า คู่ความผู้ยื่นคำร้อง

        “ศาลชั้นต้น” หมายความว่า ศาลซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในชั้นต้น

        “องค์คณะผู้พิพากษา” หมายความว่า องค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและวินิจฉัยคำร้อง

        ข้อ ๔ ในกรณีจำเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อ กำหนดนี้เป็นไปโดยเรียบร้อย ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้กำหนดวิธีการนั้น

        ข้อ ๕ ให้ประธานศาลฎีการักษาการและมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติรวมทั้งออกระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือคำแนะนำเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้

 

หมวด ๑ การยื่นคำร้อง

        ข้อ ๖ การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยต้องแสดงถึง

        (๑) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ

        (๒) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดนี้ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย

 

        ข้อ ๗ ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและ ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

        ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกา กรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมี ให้แก่ผู้ร้อง

        ข้อ ๘ ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตาม มาตรา ๑๘ หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกา ดังกล่าวพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป

        กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าองค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นถูกต้องให้มีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา หรือถ้าไม่มีคำร้องก็ให้สั่งไม่รับฎีกาและสั่งคืน ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมีให้แก่ผู้ร้อง

        ข้อ ๙ ในกรณีมีการขอขยายระยะเวลาใดๆ เช่น การยื่นคำร้องหรือคำฟ้อง ฎีกาหรือการชำระหรือวางเงินตามข้อ ๗ หากศาลชั้นต้นเห็นสมควรอนุญาตให้ขยายให้ศาลชั้นต้นสั่งตามที่เห็นสมควร หากจะไม่อนุญาต ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องขอขยาย ระยะเวลาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็วต่อไป

        ข้อ ๑๐ เมื่อศาลชั้นต้นได้ตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาตามข้อ ๔ แล้ว ให้รีบส่ง สำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกานั้นให้คู่ความอีกฝ่ายแล้วส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและสำนวนความไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว ทั้งนี้ ไม่จำต้องรอคำคัดค้านของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวแก่คำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาของคู่ความทุกฝ่าย ไปยังศาลฎีกาในคราวเดียวกัน

ถ้ามีการยื่นคำคัดค้านภายหลังที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ก็ให้ส่ง คำคัดค้านนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย

        ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้น รีบล่งคำร้องนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและห้ามมิให้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงอำนาจในการสั่งงดการบังคับคดีหรือถอนการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

 

หมวด ๒

การพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง การรับฎีกาและการแก้ฎีกา

        ข้อ ๑๑ การขอแก้ไขคำร้องหรือคำฟ้องฎีกาให้กระทำได้ภายในกำหนดระยะ เวลาตามมาตรา ๒๔๗ วรรคสองหรือตามที่ศาลมีคำสั่งให้ขยายออกไป

        ข้อ ๑๒ การพิจารณาคำร้องตามมาตรา ๒๔๘ องค์คณะผู้พิพากษาพึง พิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับสำนวนหรือ ตามระเบียบของประธานศาลฎีกา

        ข้อ ๑๓ ปัญหาสำคัญอื่นตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๖) ได้แก่ กรณี ดังต่อไปนี้

        (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ

        (๒) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่ สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย

        ข้อ ๑๔ ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า ปัญหาตามคำร้องทั้งหมดหรือ บางข้อเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกา ทั้งหมดหรือบางข้อไว้พิจารณาแล้วส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟัง

        จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ฎีกาต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วัน ฟังคำสั่งและภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยฎีกายื่นคำแก้ฎีกาหรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำแก้ฎีกาได้สิ้นสุดลง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำแก้ฎีกาไปยังศาลฎีกาหรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้ฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้รับคำแก้ฎีกาหรือแจ้งความ เช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความโดยพลัน

        การขอขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกา ให้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตาม วรรคสอง และให้นำความในข้อ ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

        ข้อ ๑๔ ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า คำร้องมิได้ปฏิบัติตามข้อ ๖ หรือ ปัญหาตามคำร้องทั้งหมดมิใช่ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งยกคำร้อง และไม่รับฎีกาแล้วส่งสำนวนความคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบโดยเร็ว

        คำสั่งที่ไม่อนุญาตตามวรรคหนึ่งให้แสดงเหตุผลโดยย่อและให้องค์คณะผู้พิพากษา มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร

        ข้อ ๑๖ ในกรณีที่มีคู่ความหลายฝ่ายต่างยื่นคำร้อง ให้วินิจฉัยโดยทำเป็นคำสั่ง ฉบับเดียวกันก็ได้

 

หมวด ๓

การพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลฎีกา

        ข้อ ๑๗ องค์คณะผู้พิพากษาที่พิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกาคดีใด อาจเป็นองค์ คณะผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๔

วีระพล ตั้งสุวรรณ

ประธานศาลฎีกา

 

        ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกากำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมาตรา ๒๕๒ ที่บัญญัติใหม่ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดย อนุโลม ซึ่งบัญญัติคล้ายคลึงกับมาตรา ๒๔๗ เดิม

        ตามบทกฎหมายใหม่และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาการขออนุญาตฎีกาจึง มีขั้นตอนดังนี้

        ๑. คดีแพ่งจะฎีกาได้เมื่อได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา (มาตรา ๒๔๗) ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับหรือไม่รับฎีกา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๒๔๔/๑ ที่กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกา

        มีข้อสังเกตว่าคดีไม่ว่าจะมีทุนทรัพย์เท่าใดหรือไม่มีทุนทรัพย์ คู่ความก็มีสิทธิยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้ และไม่จำกัดว่าต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นที่จะขออนุญาตได้ ปัญหาข้อเท็จจริงก็อาจขออนุญาตฎีกาได้ แต่ที่จะได้รับอนุญาตต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย

 

        ๒. คู่ความที่จะขออนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่าน คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและต้องนำเงิน ค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาล พร้อมกับคำฟ้องฎีกานั้นด้วย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล (มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๗ วรรคหนึ่ง)

        ถ้าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามที่กล่าวข้างต้น ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกา กรณีเช่นว่านี้ ให้องค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยคำร้องมีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา โดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ทั้งหมด หากมีให้แก่ผู้ร้อง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาข้อ ๗ วรรคสอง)

        ๓. คำร้องขออนุญาตฎีกาต้องแสดงถึง (ก) ปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อ กฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง และ (ข) ปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหา สำคัญดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๓ ซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๖)

        ๔. ศาลชั้นต้นมีอำนาจตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาและมีคำสั่งตามมาตรา ๑๔ หากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กล่าวคือสั่งให้คู่ความแกไข แต่คู่ความไม่แก้ไข ให้ศาลชั้นต้น รีบส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๔ วรรคหนึ่ง)

        ถ้าองค์คณะผู้พิพากษาตามมาตรา ๒๔๘ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัย คำร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นข้างต้นถูกต้อง ให้มีคำสั่งไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกา และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมด หากมีให้แก่ผู้ร้อง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๔ วรรคสอง)

        ๕. ในกรณีที่มีการขอขยายระยะเวลาใดๆ เช่น ขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องหรือ คำฟ้องฎีกา หรือขอขยายระยะเวลาชำระหนี้หรือวางเงินค่าขึ้นศาลหรือเงินค่าธรรมเนียม ซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หากศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ขยาย ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งตามที่เห็นสมควร แต่หากจะไม่อนุญาต ให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องขอขยายระยะเวลาพร้อมสำนวนความไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยเร็ว (ข้อกำหนดของ ประธานศาลฎีกา ข้อ ๙)

        ๖. เมื่อศาลชั้นต้นได้ตรวจคำร้องและคำฟ้องฎีกาตามมาตรา ๑๘ แล้ว ให้รีบ ส่งสำเนาคำร้องและคำฟ้องฎีกาให้คู่ความอีกฝ่ายแล้วส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและ สำนวนความไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว ทั้งนี้ไม่จำต้องรอคำคัดค้านของคู่ความฝ่ายนั้น แต่ในกรณีที่คู่ความอีกฝ่ายได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาด้วย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเกี่ยวแก่คำร้องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วจึงส่งคำร้องและคำฟ้องฎีกาของคู่ความทุกฝ่ายไป ยังศาลฎีกาในคราวเดียวกัน ถ้ามีการยื่นคำคัดค้านภายหลังที่ได้ดำเนินการส่งคำร้อง คำฟ้อง และสำนวนความไปยังศาลฎีกาแล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งคำคัดค้านไปยังศาลฎีกา เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัย (มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และข้อกำหนดของประธาน ศาลฎีกา ข้อ ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง)

        ๗. คำร้องและคำฟ้องฎีกาอาจแก้ไขได้ แต่ต้องขอแก้ไขภายในกำหนดเวลาหนึ่ง เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ หรือตามที่ศาลมีคำสั่งให้ขยายออกไป (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๑)

        ๘. ถ้าคู่ความยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นต้องรีบส่งคำร้องนั้นไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาและห้ามมิให้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นจนกว่า ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา แต่ศาลชั้นต้นยังคงมีอำนาจในการสั่งงดการบังคับคดี หรือถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๐ วรรคสาม)

 

การพิจารณาวินิจฉัยคำร้อง การรับฎีกา และการแก้ฎีกา

        เมื่อมีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามมาตรา ๒๔๗ และศาลชั้นต้นส่งคำร้อง มายังศาลฎีกาแล้ว ชั้นตอนการดำเนินการมีดังนี้

        ๑. คำร้องขออนุญาตฎีกาให้พิจารณาและวินิจฉัยโดยองค์คณะผู้พิพากษาที่ ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ตากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อยสามคน (มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง)

        ๒. การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็นของฝ่ายที่เห็นควรอนุญาตให้ฎีกา (มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง)

        ๓. ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้เมื่อปัญหาตามฎีกาเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ซึ่งปัญหาสำคัญให้รวมถึงกรณีดังที่กล่าวไว้ในมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง (๑) - (๖) ได้แก่

        (๑) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน

        (๒) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญ ขัดกัน หรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา

        (๓) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน

         (๔) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ขัดกับคำพิพากษาหรือคำสั่งอัน ถึงที่สุดของศาลอื่น

        (๕) เพื่อเป็นการพัฒนาการตีความกฎหมาย

        (๖) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

        ส่วนปัญหาสำคัญอื่นตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ (๖) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ วรรคสาม ข้อ กำหนดนั้นได้แก่ (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๓)

        (๑) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์มีความเห็นแย้งในสาระสำคัญ

        (๒) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายสำคัญที่ไม่สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย

        ๔. ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าปัญหาตามคำร้องทั้งหมดหรือบางข้อเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกาทั้งหมด หรือบางข้อไว้พิจารณาแล้วส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าวให้คู่ความฟัง (ข้อกำหนด ของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๔ วรรคหนึ่ง)

        มีข้อสังเกตว่าคำว่า ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามมาตรา ๒๔๙ ที่ บัญญัติใหม่ มีลักษณะคล้ายกับคำว่า เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามมาตรา ๒๔๙ เดิม กล่าวคือนอกจากจะเป็นปัญหาสำคัญแล้วยังจะต้องควรวินิจฉัยด้วย มิใช่เป็นปัญหาสำคัญแล้วจะต้องอนุญาตและรับวินิจฉัยทุกกรณี

        ๕. จำเลยฎีกาอาจยื่นคำแก้ต่อศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยฎีกายื่นคำแก้ฎีกาหรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำแก้ฎีกาได้สิ้นสุดลง ให้ศาลชั้นต้นส่งคำแก้ฎีกาไปยังศาลฎีกาหรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้ฎีกา เมื่อศาลฎีกาได้รับคำแก้ฎีกาหรือแจ้งความ เช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความโดยพลัน (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๔ วรรคสอง) ซึ่งคล้ายกับมาตรา ๒๓๗ ในลักษณะอุทธรณ์

        ๖. ในกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่าคำร้องมิได้แสดงถึงปัญหาข้อเท็จจริง หรือปัญหาข้อกฎหมายที่ขออนุญาตฎีกาโดยชัดแจ้ง หรือมิได้แสดงว่าปัญหาที่ขออนุญาตฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาซึ่งศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย หรือเห็นว่าปัญหาตามคำร้องทั้งหมดมิใช่ปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ให้องค์คณะผู้พิพากษามีคำสั่งยกคำร้องและไม่รับฎีกา แล้วส่งสำนวนความคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งให้คู่ความทราบโดยเร็ว (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๖ และข้อ ๑๕)

        ๗. คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ฎีกาต้องแสดงเหตุผลโดยย่อและให้องค์คณะผู้พิพากษา มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่ผู้ร้องได้ตามที่เห็นสมควร (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๕ วรรคสอง)

        ๘. ในกรณีที่มีคู่ความหลายฝ่ายต่างยื่นคำร้อง องค์คณะผู้พิพากษาอาจวินิจฉัย โดยทำเป็นคำสั่งฉบับเดียวกันก็ได้ (ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ข้อ ๑๖)

 

การพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลฎีกา

        การพิจารณาพิพากษาคดีในศาลฎีกาให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา (มาตรา ๒๕๐) และในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกากำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม (มาตรา ๒๔๒) ซึ่งในปัจจุบันมีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาเพียงประการเดียวในข้อ ๑๗ ที่กำหนดให้องค์คณะผู้พิพากษาที่พิจารณาสั่งอนุญาตให้ฎีกาคดีใด องค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ดังนั้นการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาจึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาตรา ๒๒๓ ถึงมาตรา ๒๔๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

        นอกจากนี้ในลักษณะ ๒ ฎีกา มาตรา ๒๕๑ ได้บัญญัติว่า “ในคดีที่ได้รับ อนุญาตให้ฎีกาที่มีแต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย หากศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาหรือ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายนั้นและยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้น แล้วมีคำสั่งให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้น แล้วแต่กรณี ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ภายใต้ กรอบคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ได้” ซึ่งเป็นบทบัญญัติคล้ายกับมาตรา ๒๔๐ และ ๒๔๓ เดิม

 

        สำนักวิชาการ สำนักงานศาลยุติธรรมได้เผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับเรื่องการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาและการทำความเข้าใจจึงได้ นำมาลงให้ทราบ ดังต่อไปนี้

        พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ เรื่อง การขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง

        ๑. ระบบอนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับใหม่มี หลักการคล้ายคลึงกับระบบอนุญาตฎีกาที่ใช้ในคดีผู้บริโภคเดิม กล่าวคือ คำพิพากษา ของศาลชั้นอุทธรณ์จะถือเป็นที่สุด และคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาเท่านั้น คงมีข้อแตกต่างจากคดีผู้บริโภคเดิมตรงที่ไม่มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดว่า คดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จะขออนุญาตฎีกาไม่ได้ ดังนั้น คดีไม่ว่าจะมีทุนทรัพย์เท่าใดหรือไม่มีทุนทรัพย์เลยคู่ความอาจยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้ทั้งสิ้น และ ไม่จำกัดว่าปัญหาที่ขออนุญาตต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ปัญหาข้อเท็จจริงก็อาจขออนุญาตฎีกาได้ แต่ที่จะได้รับอนุญาตต้องเป็นปัญหาสำคัญดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๙ หรือในข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาที่ออกตามมาตรา ๒๔๙ (๖) และเป็นปัญหาซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรรับไว้วินิจฉัยเท่านั้น

 

        ๒. ระบบอนุญาตฎีกานี้ใช้กับคดีแพ่งทุกประเภท สำหรับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๐ บัญญัติว่า การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งก็น่าจะรวมถึงหลักเกณฑ์ในการฎีกาคดีแพ่งด้วย ดังนั้น การฎีกาคดีส่วนแพ่งจึงต้องขออนุญาตจากศาลฎีกาตามกฎหมายใหม่เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคดีส่วนอาญาไม่ต้องห้ามฎีกาและมีการยื่นฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาอาจอนุญาตให้ฎีกาคดี ส่วนแพ่งโดยอาศัยอนุมาตราใดอนุมาตราหนึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ หรือถึงแม้จะไม่มีฎีกาคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาก็อาจพิพากษาไปถึงคดี ส่วนแพ่งด้วยก็เป็นได้ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลฎีกา

        ๓. ระบบอนุญาตฎีกาใหม่ใช้บังคับแก่คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นก่อนวันดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในชั้นใดและถึงแม้ว่าคดีนั้นศาลชั้นต้นจะยังไม่มีคำสั่งรับฟ้องไว้ก็ตามต้องใช้กฎหมายเดิม บังคับทั้งสิ้น คู่ความมีสิทธิยื่นฎีกาภายใต้หลักเกณฑ์เดิมโดยไม่ต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกา ส่วนคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ถึงแม้ว่าคดีอาญายื่นฟ้องก่อนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ แต่ถ้าคำขอส่วนแพ่งยื่นภายหลังวันดังกล่าว การฎีกาคดีส่วนแพ่งก็ต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกาเพราะต้องถือว่าคดีส่วนแพ่งได้ยื่นฟ้องภายหลังกฎหมาย ใหม่ใช้บังคับแล้ว

        ๔. คดีแพ่งที่ยื่นฟ้องในปี ๒๕๕๘ จึงต้องแยกเป็นลองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นคดี ที่ยื่นฟ้องก่อนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ การฎีกาใช้ “ระบบสิทธิ” ตามกฎหมายเดิม ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจในการสั่งรับฎีกา กลุ่มที่สองเป็นคดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นต้นไป การฎีกาใช้ “ระบบอนุญาต” ตามกฎหมายใหม่ซึ่งอำนาจในการอนุญาตและสั่งรับฎีกาเป็นของศาลฎีกาเท่านั้น

        ๕. คดีชำนัญพิเศษ เช่น คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร คดีแรงงานและคดีล้มละลายเฉพาะในส่วนที่เป็นคดีแพ่ง ซึ่งเดิมกฎหมายกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ตรงไปยังศาลฎีกาโดยไม่ผ่านศาลชั้นอุทธรณ์ แต่ได้มีกฎหมายใหม่ที่ ประกาศใช้บังคับไปเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ แก้ไขเป็นให้จัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขึ้นและให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก่อน หลังจากนั้น หากจะยื่นฎีกาก็ให้นำระบบอนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ นี้มาใช้เช่นเดียวกับคดีแพ่งสามัญ แต่ตราบใด ที่ยังไม่ได้เปิดทำการศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ การอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ๔ ประเภท นี้ยังคงยื่นตรงไปยังศาลฎีกาเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อเมื่อได้มีการเปิดทำการศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว การอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชำนัญพิเศษเหล่านี้ที่ตัดสิน ตั้งแต่วันเปิดทำการเป็นต้นไปต้องอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและหากจะมีการยื่นฎีกาต่อไปก็ต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกาตามหลักการใหม่

        ๖. สำหรับคดีเยาวชนและครอบครัวในส่วนที่เป็นคดีแพ่ง ถึงแม้ว่าพระราช บัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ จะกำหนดหลักการใหม่ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและการยื่นฎีกาให้ใช้ระบบอนุญาต เช่นเดียวกับคดีชำนัญพิเศษอื่น แต่ระบบดังกล่าวจะเริ่มใช้ต่อเมื่อได้มีการเปิดทำการศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษแล้ว ในระหว่างนี้จึงต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันไปก่อน คือ ยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคและยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เหมือนคดีแพ่งธรรมดา (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนฯ มาตรา ๑๘๐ และ ๑๘๓ เดิม) ดังนั้น เมื่อคดีแพ่งธรรมดาที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ใช้ระบบอนุญาตฎีกา คดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งเป็นคดีแพ่ง ที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันดังกล่าว ก็ต้องใช้ระบบอนุญาตฎีกาเช่นเดียวกันแม้จะยังไม่ได้เปิดทำการศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

        ๗. ส่วนคดีผู้บริโภค พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๘ คดีผู้บริโภค ที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป จึงจะเปลี่ยนไปใช้ระบบอนุญาต ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเหมือนกับคดีแพ่งอื่น ๆ

        หากเป็นคดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่ก่อนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ต้องพิจารณา ว่าคำพิพากษาที่จะฎีกานั้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคมีคำ พิพากษาก่อนหรือหลังวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ หากศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค แผนกคดีผู้บริโภคมีคำพิพากษาก่อนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ มาตรา ๖ บัญญัติให้การฎีกาคดีผู้บริโภคที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคมีคำพิพากษา หรือคำสั่งก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะเสร็จการพิจารณาจากศาลฎีกา ดังนั้น การฎีกาคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ในคดีผู้บริโภคดังกล่าวจะใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเดิมที่มีข้อจำกัดเรื่องทุนทรัพย์ในการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่หากศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีผู้บริโภคมีคำพิพากษาตั้งแต่ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ กรณีต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งให้นำบทบัญญัติ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา ๑๔๐ วรรคท้าย ให้ถือว่าวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็น วันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่ง

         จึงสรุปได้ว่า ในคดีผู้บริโภคหากศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาศาลชั้นอุทธรณ์ก่อนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ ก็ต้องใช้ระบบอนุญาต ฎีกาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคเดิม แต่หากอ่านตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ เป็นต้นไป ให้ใช้ระบบอนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง

        นอกจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะกำหนดหลักการในการขออนุญาตฎีกาไว้แล้วยังมีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่งซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมาในเบื้องต้น ขออธิบายสาระสำคัญของข้อกำหนดดังกล่าวไว้ดังนี้

        ๑) การขออนุญาตฎีกาเป็นเรื่องระหว่างศาลฎีกากับผู้ร้อง โดยศาลฎีกาจะพิจารณาคำร้องของผู้ร้องเป็นหลักว่าปัญหาที่ผู้ร้องประสงค์จะฎีกาเป็นปัญหาสำคัญ ที่ศาลฎีกาควรรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ ดังนั้น การส่งสำเนาคำร้องและฎีกาให้คู่ความอีกฝ่าย จึงเป็นเพียงการส่งเพื่อแจ้งให้ทราบว่าคดีมีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเท่านั้น เช่นนี้แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นได้รับคำร้องและฎีกาของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพึงส่งคำร้องและฎีกาดังกล่าวไป ยังศาลฎีกาทันที โดยไม่จำต้องรอผลการส่งสำเนาให้อีกฝ่าย และหากมีคำคัดค้าน ให้ศาลชั้นต้นส่งตามไปภายหลังตามข้อกำหนดฯ ข้อ ๑๐

        ๒) ศาลชั้นต้นยังคงมีอำนาจพิจารณาและมีคำสั่งในกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา โดยไต่สวนและมีคำสั่งก่อนส่งคำร้องและฎีกาไปยังศาลฎีกา เนื่องจากข้อกำหนดฯ ให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาและนำเงินค่าธรรมเนียม ที่จะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายมาวางศาลพร้อมคำร้องและฎีกา

        ๓) ศาลชั้นต้นสามารถสั่งให้ผู้ร้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนแก่คู่ความ อีกฝ่ายมาวางศาลภายในเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้หาก เห็นว่าผู้ร้องไม่ได้วางเงินเพราะหลงลืมหรือผู้ร้องไม่ได้จงใจฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

        ๔) หากมีการยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกามาพร้อมกับคำร้อง และฎีกาศาลชั้นต้นจะเพียงมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไปให้ศาลฎีกาพิจารณาพร้อมกับคำร้องและฎีกา โดยไม่ต้องสั่งรับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีเพราะ ศาลฎีกายังไม่รับฎีกาของผู้ร้อง และศาลชั้นต้นไม'มีอำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อนในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๑ วรรคสอง ทั้งนี้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา

        ๕) หากศาลฎีกาอนุญาตตามคำร้อง จำเลยฎีกาสามารถยื่นคำแก้ฎีกาได้ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันฟังคำสั่ง ดังนั้นคู่ความอีกฝ่ายไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำแก้ฎีกา ตั้งแต่ตอนที่ได้รับสำเนาคำร้องและฎีกา เพราะศาลฎีกาอาจไม่อนุญาตให้ฎีกาทุกประเด็น ที่ผู้ร้องขออนุญาตก็ได้

        ๖) สำหรับคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญากรณีผู้เสียหายในคดีอาญายื่นคำร้อง ขอค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑

        ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ หากผู้เสียหายประสงค์จะฎีกาในส่วนคดีแพ่งก็จะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้คดีอาญา จะไม่ต้องห้ามให้คู่ความฎีกาก็ตาม หากเกิดกรณีที่คดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแต่คดีแพ่ง ถึงที่สุด ในชั้นศาลอุทธรณ์โดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาก็สามารถพิพากษา ไปถึงคดีแพ่งได้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ เพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกัน

 

อ้างอิง : วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3(ศอ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) เล่มที่14 การบรรยายครั้งที่14 สมัยที่ 69





สรุป ข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. 2558 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6110 ครั้ง
ลงวันที่ 09/03/2017 10:00:01





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน