หัวข้อ : การไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาของลูกหนี้ ตาม มาตรา ๑๒๒ พ.ร.บ ล้มละลาย
หมวดหมู่ : สกัดหลัก ฎีกา 5ดาว กฎหมายล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ ที่น่าสนใจ







การไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาของลูกหนี้

        มาตรา ๑๒๒ (เน้น*) บัญญัติว่า ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่าทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไม่ยอมรับ ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญานั้นได้

        บุคคลใดได้รับความเสียหายโดยเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับ ดังกล่าวมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายได้

        เนื่องจากพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๒๗ บัญญัติว่า เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาก็ตาม ดังได้กล่าวมาแล้วในบทที่ว่าด้วย การขอรับชำระหนี้ คำว่า วิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ คือ

        ๑. ถ้าเป็นหนี้เงิน เจ้าหนี้ทุกคนก็ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๙๑

        ๒. ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน เจ้าหนี้ก็ต้องไปแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญานั้นแทนลูกหนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา ๒๒ (๑) ที่จะต้องจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้หรือกระทำการที่ จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

        ดังนี้ ถ้าเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น เจ้าหนี้ไปทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากลูกหนี้ เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วก็ต้องไปแจ้งให้เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์เพื่อแจ้งนายทะเบียนยานพาหนะดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่เจ้าหนี้ ในฐานะผู้เช่าซื้อ หรือเจ้าหนี้ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากลูกหนี้ก่อนที่ลูกหนี้จะถูกพิทักษ์ทรัพย์ มีการชำระเงินค่ามัดจำไว้แล้ว เมื่อถึงกำหนดจะมีการโอนกรรมสิทธิ์กัน เจ้าหนี้ต้องนำเงินส่วนที่เหลือไปชำระให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๒๒ (๒) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่เจ้าหนี้ เป็นต้น กรณีอย่างนี้เจ้าหนี้ไม่ต้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๑

        มีปัญหาว่า เมื่อเจ้าหนี้มาแจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาแทนลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จำเป็นต้องปฏิบัติตามสัญญาทุกกรณีหรือไม่ ซึ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกัน ก็คือมาตรา ๑๒๒ ซึ่งวางหลักไว้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาเห็นว่าทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจที่จะไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญานั้นได้ แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องปฏิเสธเสียภายใน ๓ เดือน นับตั้งแต่ทราบเรื่อง ถ้าพ้นกำหนดเวลา ๓ เดือน แล้วก็ไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธ

 

        ปัญหาว่ากรณีอย่างไรที่จะถือว่าทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ต้องศึกษาตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาดังนี้

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๒๔/๒๕๐๔ (เน้น*) จำเลยเช่าที่ดินของผู้ร้องเพื่อปลูกสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้า มีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกลงเพราะเหตุใดๆ บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นทรัพย์สินของผู้ให้เช่า และมีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อผู้เช่าถูกฟ้องคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าได้ ต่อมาจำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลาย ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่ารายนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ปฏิเสธการบอกเลิกสัญญาเช่าของผู้ร้องหาได้ไม่ เพราะความในมาตราดังกล่าวหมายถึงทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป การที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่าบอกเลิกสัญญานั้น เป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ จึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไปเช่นนี้ มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๓/๒๕๔๑ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ ๒ จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามความในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับหาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่

        ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญา แต่ลูกหนี้ ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ เนื่องจากที่ดินติดจำนองไว้แก่ ผู้ร้องเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้อง ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านที่ ๒ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะช่อจะขายโดยยินยอมชำระหนี้ตามสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนอง ผู้คัดค้านที่ ๑ จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ได้โดยปลอด จำนอง ลูกหนี้หามีสิทธิตามสัญญาที่จะเรียกร้องต่อผู้คัดค้านที่ ๑ กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจ ของผู้คัดค้านที่ ๒ ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ ๑ จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ หาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่ ผู้คัดค้านที่ ๒ จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาวางมัด จำจะซื้อจะขายรายนี้ การที่ผู้คัดค้านที่ ๒ มีคำสั่งให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้าน ที่ ๑ ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงชอบแล้ว

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗-๖๔๕/๒๕๔๒ เมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้ว ลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใดที่จะได้รับจากผู้ร้องอีกลูกหนี้ คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อคือการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องต่อไป ผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายมีสิทธิอันจะพึงได้รับตามสัญญาเช่าซื้อ หาใช่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจะมาพิจารณาว่า สิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับไปนี้มีภาระเกินควร กว่าประโยชน์อันจะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๒๒ หรือไม่

        หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗/๒๕๔๒ นี้ เคยนำมาออกข้อสอบความรู้ ชั้นเนติบัณฑิตสมัยที่ ๕๕

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๖๘๔/๒๕๕๘ การก่อสร้างอาคาร รั้ว ห้องอบ - พ่นสี รถยนต์ อาคารที่พักคนงาน ตามสัญญาจนแล้วเสร็จภายใน ๒ ปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นเงิน ๔,๔๐๐,๐๐๐ บาท ของผู้ร้องตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างมิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ในการใช้ทรัพย์ของผู้ร้อง หากแต่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ด้วย มิใช่ว่าไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เลย ทั้งจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ได้แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเช่าที่ดินและอาคารเป็นระยะ เวลา ๑๐ ปี เป็นการตอบแทน ดังนี้ เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้จะเช่ากันเกินกว่า ๓ ปี ก็ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๘ เมื่อผู้ร้องได้ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยก่อสร้างเสร็จแล้ว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ต้องผูกพันตามสัญญาเช่า กรณีไม่ใช่สิทธิตามสัญญาเช่ามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้รับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๒๒ ผู้คัดค้านต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าอาคารและที่ดินกับเช่าปลูกสร้างต่อผู้ร้อง

        ต่อมายังมีคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๓๖-๑๘๓๗/๒๕๕๙ วินิจฉัยไว้ทำนองเดียวกัน โดยสรุปแล้ว ศาลฎีกาได้วางหลักว่าต้องหมายถึงทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับเท่านั้นที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธได้ ถ้าเป็นเรื่องทรัพย์สินหรือสิทธิที่บุคคลอื่นหรือคู่สัญญาจะพึงได้รับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามสัญญา

        ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจไม่ยอมรับ

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๕๑/๒๕๓๘ สัญญาระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็น สัญญาจ้างทำของที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่แก่คู่สัญญาที่จะต้องพึงปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ถ้าพิจารณาในด้านของผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างย่อมมีสิทธิที่จะได้รับผลงานตามสัญญา แต่ในขณะเดียวกันผู้ว่าจ้างก็มีหน้าที่ต้องจ่ายสินจ้างให้แก่ผู้รับจ้างเป็นการตอบแทนด้วย ในทำนองเดียวกันหากพิจารณาในด้านของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างย่อมมีสิทธิที่จะได้รับเงินสินจ้างและในขณะเดียวกันผู้รับจ้างก็ต้องทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาด้วย ดังนั้น สิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างของจำเลยจึงขึ้นอยู่กับผลงานที่จำเลยได้กระทำไปตามสัญญาจ้างทำของอ้นมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน และสัญญาดังกล่าวนี้ย่อมตกอยู่ในบังคับมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ กล่าวคือ หากผู้คัดค้านเห็นว่า สิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ผู้คัดค้านย่อมมีอำนาจไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาได้

        สรุป คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด กรมพัฒนาและล่งเสริมพลังงานผู้ร้องได้มีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งผู้ร้องเป็นผู้ว่าจ้างจำเลย ก่อสร้างคลองล่งน้ำดาดคอนกรีต พร้อมอาคารชลประทาน ณ สถานีสูบน้ำบ้านบางหว้า อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ผู้คัดค้านมีคำสั่งปฏิเสธไม่รับสิทธิตามสัญญา เนื่องจากมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้บังคับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษา ยืน

 

        ในมาตรา ๑๒๒ วรรคสอง กฎหมายบัญญัติว่า บุคคลใดได้รับความเสียหายโดยเหตุที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมรับดังกล่าวมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับค่าเสียหายได้ กรณีนี้ต้องไปดูที่มาตรา ๙๒ การขอรับชำระหนี้ก็ใช้ ๒ เดือน เหมือนกัน แต่ให้นับจากวันที่อาจใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ได้ ถ้ามีข้อโต้เถียงเป็นคดีให้นับจากวันคดีถึงที่สุด

        ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ปฏิเสธหรือปฏิเสธเกินกำหนดก็ต้องผูกพัน ตามภาระนั้น

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๙๐/๒๕๐๙ เดิมผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยกับพวกขอให้โอนที่ดิน ๑ แปลง ให้ผู้ร้อง คดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินให้ผู้ร้อง และให้ผู้ร้องจ่ายเงินให้จำเลยจำนวนหนึ่ง ต่อมาจำเลยถูกโจทก์ฟ้องและศาลพิพากษาให้จำเลย เป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ร้องจึงร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำพิพากษา แทนผู้ล้มละลาย ดังนี้ ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะปฏิเสธ ต้องปฏิเสธภายใน ๓ เดือน นับตั้งแต่ทราบตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๑๒๒ ถ้าปฏิเสธเกินกำหนด หรือไม่ปฏิเสธเลยก็ต้องผูกพันตามภาระนั้น และโดยที่มาตรา ๒๒ (๑) ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะจัดการจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการตามที่จำเป็นเพื่อให้กิจการที่ค้างอยู่เสร็จไป ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามคำบังคับในคดีที่ผู้ร้องชนะความนั้นได้

 

 

        การขอรับชำระหนี้เป็นเรื่องขอรับเงิน และผู้ขอจะได้รับชำระหนี้เงินตามส่วนเฉลี่ยจำนวนหนี้ของเจ้าหนี้ ฉะนั้น จะนำมาใช้แก่กรณีในเรื่องโอนที่ดินตามคำพิพากษา มิได้

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๘๗๓/๒๕๕๓ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุว่า เจ้าหนี้ได้ชำระเงินมัดจำและราคาบางส่วนตามสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกหนี้ไปแล้วเป็นเงิน ๘๑๙,๘๔๐ บาท เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์ได้ดำเนินการนำห้องชุดที่จะซื้อขายออกขายทอดตลาดโดยมีผู้ซื้อไปแล้วการชำระหนี้ของลูกหนี้จึงตกเป็นพ้นวิสัยทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายจึงขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ เป็นการขอรับชำระหนี้ในหนี้เงินโดยไม่มีเจตนาที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขาย เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ ภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราช บัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๙๑ เมื่อเจ้าหนี้มิได้ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะช่อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดก่อน จึงไม่ต้องด้วยกรณีเจ้าหนี้ซึ่งได้รับความเสียหายมีสิทธิขอรับชำระหนี้สำหรับ ค่าเสียหายตามมาตรา ๑๒๒ เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันทีในเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าว

อ้างอิง วิชา กฏหมายล้มละลาย(อ.ชีพ จุลมนต์) เล่มที่15 การบรรยายครั้งที่14 สมัยที่ 69





การไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาของลูกหนี้ ตาม มาตรา ๑๒๒ พ.ร.บ ล้มละลาย | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1655 ครั้ง
ลงวันที่ 13/03/2017 14:53:36





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน