หัวข้อ : สรุปถอดเทปเนติ สัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคปกติ) ครั้งที่ ๑ อ.ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ๒๒ พ.ย ๖๐ สมัยที่ ๗๐
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







สรุปถอดเทปเนติฯ วิชาสัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคปกติ)

ครั้งที่ ๑ อ.ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ๒๒ พ.ย ๖๐ สมัยที่ ๗๐

-------------

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

        ประเด็นแรก คดีแพ่งขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลได้อย่างไรบ้าง หรือ คดีแพ่งแบ่งออกเป็นกี่ประเภท คำตอบอยู่ใน วิ.แพ่ง มาตรา ๕๕

        มาตรา ๕๕ ที่บัญญัติว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ ดังนั้น คดีแพ่งจะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลได้วิธีแรกก็คือเมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง เรียกว่า “คดีมีข้อพิพาท”

        นอกจากนี้บางกรณีแม้ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่เลยแต่ก็เป็นเรื่องซึ่งจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยกฎหมายรับรองได้ต่อเมื่อบุคคลนั้นได้ขอสิทธิจากศาลเสียก่อน กล่าวคือมีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล ก็มีบทบัญญัติของกฎหมายรับรองสิทธิให้บุคคลนั้นสามารถนำคดีมาสู่ศาลได้เช่นกัน

 

        กล่าวโดยสรุปในเบื้องต้นก่อนก็คือการเสนอคดีต่อศาลกระทำได้ ๒ วิธี

        วิธีแรก เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม กฎหมายแพ่งก็เสนอเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำฟ้องยื่นต่อศาลตามมาตรา ๕๕ และ มาตรา ๑๗๒ คดีแพ่งที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลวิธีแรกนี้เรียกว่าคดีมีข้อพิพาทก็คือ คดีที่มีโจทก์จำเลยนั้นเอง บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องเรียกว่า โจทก์ บุคคลผู้ถูกฟ้องต่อศาลเรียกว่า จำเลย

        วิธีที่สอง บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล ก็เสนอเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอยื่นต่อศาลตามมาตรา ๕๕ ประกอบกับมาตรา ๑๘๘ (๑) คดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลในวิธีที่สองนี้เรียกว่าคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ก็คือคดีที่ไม่ได้ฟ้องบุคคลใดเป็นจำเลยนั่นเอง กฎหมายจึงให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล บุคคลผู้ยื่นคำร้องขอเรียกว่า “ผู้ร้อง” กรณีที่จะเสนอคดีต่อศาลเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทโดยทำเป็นคำร้องขอนั้นหมายถึงกรณีที่ไม่มีบุคคลใดโต้แย้งสิทธิแต่มีเหตุที่ผู้เสนอคดีจำต้องใช้สิทธิทางศาล

 

        คดีสามัญ หมายความถึงคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ (ป.วิ.พ. มาตรา๑๙๒)

 

        ลำดับขั้นตอนวิธีพิจารณาสามัญในศาลชั้นต้น

คดีมีข้อพิพาท

        ๑. ให้โจทก์เสนอข้อหาโดยทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๐, ๑๗๒)

        ๑.๑ โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเมื่อยื่นคำฟ้อง (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๙ วรรคสอง, ๑๕๐ วรรคหนึ่ง และตาราง ๑ ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) ท้าย ป.วิ.พ.)

        ๑.๒ ถ้าโจทก์ไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในการฟ้องในศาลชั้นต้นตาม (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๕)

 

        ๒. ภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายเรียกให้แก้คดีแก่จำเลย (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคหนึ่ง)

        โดยคำฟ้องนั้นให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมในการส่ง ส่วนการนำส่งนั้นโจทก์จะนำส่งหรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ศาลจะสั่งให้โจทก์มีหน้าที่จัดการนำส่ง (ป.วิ.พ. มาตรา ๗๐ วรรคสอง) มิฉะนั้น ถือว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๑), ๑๓๒ (๑))

        ในกรณีที่มีการทิ้งฟ้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งคืนค่าขึ้นศาล บางส่วนได้ตามที่เห็นสมควร (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑ วรรคสาม) แต่โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๖)

 

        ๓. เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การ เป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคหนึ่ง)

        คำให้การนั้น ให้ฝ่ายที่ให้การนำต้นฉบับยื่นไว้ต่อศาลพร้อมด้วยสำเนาสำหรับให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือคู่ความอื่นๆ รับไปโดยทางเจ้าพนักงานศาล (ป.วิ.พ. มาตรา ๗๑ วรรคหนึ่ง)

         จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม, ๑๗๙ วรรคท้าย)

        ถ้าจำเลยฟ้องแย้งรวมมาในคำให้การ ให้โจทก์ทำคำให้การแก้ฟ้องแย้งยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ส่งคำให้การถึงโจทก์ (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๘)

        ถ้าจำเลยมิได้ยื่นคำให้การหรือโจทก์มิได้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือโจทก์ ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา ดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๗, ๑๙๙ ฉ)

 

        ๔. ให้ศาลทำการชี้สองสถาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๒, ๑๘๓, ๑๘๓ ทวิ การชี้สองสถานหมายความถึงการที่ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาท กำหนดภาระการพิสูจน์ และกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบก่อนหรือหลัง โดยศาลจะกำหนดวันสืบพยานซึ่งมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบวันนับแต่วันชี้สองสถาน

        แต่การชี้สองสถานไม่จำเป็นต้องมีในคดีแพ่งสามัญทุกคดี ในกรณีที่ไม่มีการ ชี้สองสถาน ศาลจะกำหนดวันสืบพยานสั่งให้แก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบวัน (ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๔)

 

        ๕. กำหนดวันสืบพยาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๔ สืบพยานตามประเด็น ในข้อพิพาท (ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔, ๑๘๕)

 

        ๖. มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๑ (๒), ๑๓๓

 

        ๗. ให้ศาลมีคำบังคับ ถ้าศาลได้พิพากษาหรือมีคำสั่งอย่างใดซึ่งจะต้องมีการบังคับคดี ก็ให้ศาลมีคำบังคับกำหนดวิธีที่จะปฏิบัติตามคำบังคับในวันที่อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๒, ๒๗๓ แต่กรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องและสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ หรือศาลพิพากษาตามยอมซึ่งคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใด ต่อกันและค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ก็ไม่ต้องออกคำบังคับ

 

        ๘. เมื่อระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำบังคับนั้นได้ล่วงพ้นไปแล้ว ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดี ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๕, ๒๗๖

 

        ๙. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ (นับจากวันที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุดในคดีนั้น)

         

คดีมโนสาเร่

มาตรา ๑๘๙ คดีมโนสาเร่ คือ

         (๑) คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่เกิน สามแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

        (๒) คดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจ ให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสามหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดใน พระราชกฤษฎีกา

 

        มาตรา ๑๙๐ ทวิ   ในคดีมโนสาเร่  ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติในหมวดนี้ (หมายถึง หมวด ๑ วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่)

        (ข) คดีสามัญ หมายความถึงคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ (ป.วิ.พ. มาตรา๑๙๒)

        (ค) คดีไม่มีข้อยุ่งยาก หมายความถึงคดีสามัญซึ่งมีลักษณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๖

        มาตรา ๑๙๖ ในคดีสามัญซึ่งโจทก์ฟ้องเพียงขอให้ชำระเงินจำนวนแน่นอน ตามตั๋วเงิน ซึ่งการรับรองหรือการชำระเงินตามตั๋วเงินนั้นได้ถูกปฏิเสธ หรือตามสัญญา เป็นหนังสือซึ่งปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นสัญญาอันแท้จริงมีความสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จะยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องขอให้ศาลพิจารณา คดีนั้นโดยรวบรัดก็ได้

        ถ้าศาลเห็นว่าคดีตามวรรคหนึ่งนั้นปรากฏในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือไม่ให้ศาลมีคำสั่งให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เว้นแต่มาตรา ๑๙๐ จัตวา มาใช้บังคับแก่คดีเช่นว่า นั้นได้

        ถ้าในระหว่างการพิจารณาปรากฏว่าคดีไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรานี้ ศาล อาจมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมแล้วดำเนินการพิจารณาต่อไปตามข้อบังคับแห่งคดีสามัญได้





สรุปถอดเทปเนติ สัมมนา วิ.แพ่ง (ภาคปกติ) ครั้งที่ ๑ อ.ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ ๒๒ พ.ย ๖๐ สมัยที่ ๗๐ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1400 ครั้ง
ลงวันที่ 27/11/2017 12:32:01





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน