หัวข้อ : หลัก "การพิจารณา” วิ.แพ่ง ภาค1(อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) สมัยที่ 70
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







“การพิจารณา” หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดสัดสินคดีหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง

        การพิจารณานั้นเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนพิจารณา โดยเริ่มตั้งแต่การยื่น คำฟ้องไปถึงเวลาที่ศาลมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ดังนั้น ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจำหน่ายคดีแล้วก็ถือว่าคดี อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลนั้นๆ

        พิจารณานั้นมีความสำคัญในเรื่องที่จะถือว่าคำสั่งของศาลนั้นเป็นคำสั่ง ระหว่างพิจารณาหรือไม่ ถ้ามิใช่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

        ในเรื่องการพิจารณานี้มีข้อที่น่าสังเกต คือ การจดรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว มักจะจดรายงานว่า คดีเสร็จการพิจารณาให้นัดฟังคำพิพากษา อย่างนี้น่าจะไม่ถูกต้องตามความหมายของการใช้คำว่าการพิจารณา เพราะ ว่าตราบใดที่ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษาก็ถือว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาที่มาจดรายงานว่าคดีเสร็จการพิจารณาตั้งแต่สืบพยานเสร็จ จึงน่าจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ถ้าจะจดว่าเสร็จ การนั่งพิจารณาน่าจะใกล้เคียงกบความถูกต้องมากว่า

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๑๘/๒๕๐๙ ศาลเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยที่นำสืบมาในสำนวน การตรวจพิจารณาลายเซ็นชื่อของโจทก์ในสัญญากู้เปรียบเทียบกับลายเซ็นชื่อของโจทก์ในเอกสารต่างๆ ตามที่ปรากฏในสำนวน เป็นการพิจารณาอย่างหนึ่งศาลมีอำนาจกระทำได้

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๘๗/๒๕๑๔ (ประชุมใหญ่) ตราบใดที่ศาลยังมิได้พิพากษาถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑/๒๕๒๔ การที่คู่ความร้องขอให้ศาลชั้นต้นรอฟังผลคำพิพากษาในคดีอื่น เพื่ออาศัยเป็นหลักในการชี้ขาดตัดสินคดีนี้ เป็นการร้องขอให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๙ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว มีผลเท่ากับคำสั่งเลื่อนการนั่งพิจารณาไปนั่นเอง หาใช่เป็นการสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความตามมาตรา ๑๓๒ ไม่ คดีจึงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้เริ่มการนั่งพิจารณาต่อไปในวันใดๆ ตามที่เห็นสมควร ก็ได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอในเวลาใดๆ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองอย่างใดๆ ตาม มาตรา ๒๕๔ และมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา ๒๖๔ ได้ด้วย

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๐๑๗/๒๕๔๐ การที่ศาลถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใดตามความในมาตรา ๒๐ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ถือเป็นการพิจารณาคดีในชั้นศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๘) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕  ด้วยเหตุนี้ก่อนเริ่มพิจารณาหรือก่อนเริ่มการ พิจารณาสอบถามผู้ต้องหาหรือจำเลยว่าจะให้การประการใด ศาลจะกระทำการอื่นมิได้ เว้นแต่เฉพาะการสอบถามเรื่องทนายความจำเลยเสียก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง ประกอบกับ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา ๔ หากศาลมิได้สอบถามเรื่องทนายจำเลย แต่ก้าวล่วงไปถึงการสอบถามคำให้การของจำเลยนั้นเป็นการมิชอบ

 

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๙๙๕/๒๕๔๒ กรณีผู้ร้องยื่นคำฟ้องต่อศาลก็เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาและเป็นการพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๘) เมื่อคดีอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสองแล้ว โดยไม่ต้องรอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคน อนาถาก่อน

        การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีโดยอ้างสิทธิว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาท ที่จำเลยนำไปขายฝากโจทก์ทั้งสี่เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องกับจำเลยได้ร่วมกันซื้อมา ผู้ร้อง จึงมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยไม่มีสิทธินำที่ดินและบ้านพิพาทไปขายฝาก โจทก์ทั้งสี่นั้นเป็นการตั้งสิทธิของผู้ร้องเข้ามาในคดีในฐานะคู่ความฝ่ายที่สามและเป็นปฏิปักษ์แก่โจทก์ทั้งสี่และจำเลย หาใช่เข้ามาเพียงเป็นจำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์ทั้งสี่โดยเฉพาะไม่ ซึ่งถ้าศาลรับคำร้องสอดของผู้ร้องไว้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยก็ต้องให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้อง คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นคำฟ้อง และผู้ร้องอยู่ในฐานะเป็นโจทก์หาใช่เป็นจำเลยไม่ เมื่อสิทธิที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยโต้แย้งนี้ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์ทั้งสี่เป็นคดีต่อศาลไว้แล้ว และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา คำร้องสอดของผู้ร้องจึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)

        การพิจารณาที่ต้องทำความเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง คือ ขณะนั้นคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลใด อำนาจในการฟังคำร้องคำขอใดเป็นอำนาจของศาลนั้น คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลใดต่างกับสำนวนอยู่ที่ศาลใด เช่น ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ฎีกาแล้ว แม้สำนวนอยู่ศาลชั้นต้นก็ถือว่าคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรอฎีกา หรือกรณีศาลอุทธรณ์ฎีกาส่งสำนวนพร้อมซองคำพิพากษามาถ้ายังไม่อ่านให้คู่ความฟังก็ถือคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา ถ้ามีกรณีที่ดำเนินกระบวนพิจารณาเกิดขึ้นระหว่างนั้นก็เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ดำเนินการโดยศาลชั้นต้น เช่น การบังคับคดีหรือการส่งสำเนาหรือสอบถามข้อมูลเพื่อส่งศาลที่มีอำนาจสั่งการนั่งพิจารณาต้องกระทำต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่การพิจารณานั้นอาจกระทำต่อหน้าคู่ความหรือไม่ก็ได้ การพิจารณาคดีเพื่อทำคำพิพากษาหรือคำสั่ง เป็นต้น

 

อ้างอิง:  รวมคำบรรยายเนติ เล่มที่ 5 วิ.แพ่ง ภาค1(อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) สมัยที่ 70





หลัก "การพิจารณา” วิ.แพ่ง ภาค1(อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) สมัยที่ 70 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1283 ครั้ง
ลงวันที่ 01/01/2018 14:22:21





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน