“วันสืบพยาน” หมายความว่า วันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน
โดยหลัก วันสืบพยานต้องเป็นวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยานคดีนั้นจริงๆ ครั้งแรก ตามที่นัดไว้ไม่ว่าจะเป็นการสืบพยานโจทก์หรือจำเลยหรือฝ่ายใด วันที่นัดไว้ถ้ามีการเลื่อนไปก็ไม่ถือว่าวันที่นัดไว้เดิมนั้นเป็นวันสืบพยาน
คำว่า “ทำการสืบพยาน” นั้น มีความหมายเพียงใด ในความเข้าใจน่าจะ หมายถึง การที่ศาลออกนั่งพิจารณาและมีการบันทึกข้อเท็จจริงเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน เช่น สืบพยานบุคคลหรือการตรวจสถานที่หรือวัตถุพยานแต่การอ้างเอกสารเข้ามาเป็นพยาน นั้นน่าจะมิใช่อยู่ในความหมายของคำว่าทำการสืบพยานในบทวิเคราะห์ศัพท์นี้ แต่ยังไม่มีแนวคำพิพากษาฎีกา คงต้องรอฟังต่อไปว่ามีความหมายอย่างใดแน่
กรณีที่จะถือวันใดเป็นวันสืบพยานนั้นมีความสำคัญเกี่ยวกับการยื่นบัญชีระบุพยาน การขอแก้ไขคำฟ้องและคำให้การ และการขาดนัดพิจารณา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๐๙/๒๕๒๔ เมื่อคดีไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานกลาง ได้ทำการชี้สองสถานหรือทำการสืบพยาน โจทก์ย่อมยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ ก่อนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๐/๒๕๒๙ ในวันนัดชี้สองสถานจำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยนำสืบก่อน โดยนัดสืบพยานวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๖ ศาลชั้นต้นหมายแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบโดยระบุในหมายว่า นัดสืบพยานโจทก์ จึงถือ ไม่ได้ว่าจำเลยทราบว่ามีหน้าที่สืบพยานในวันนั้น ดังนี้ เป็นที่เห็นได้ว่าวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานครั้งแรกนั้นไม่อาจสืบพยานไปได้ เพราะเหตุที่การนัดพิจารณาในรายงานกระบวนพิจารณาที่กำหนดในวันชี้สองสถาน กับหมายนัดที่แจ้งให้จำเลยทราบนั้นขัดแย้งกัน เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๖ นั้นเป็นวันที่ศาลเริ่มต้นทำการสืบพยาน เมื่อจำเลยไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณาตามมาตรา ๑๙๗ วรรคสอง (ปัจจุบันคือ มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง) ไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๗๒/๒๕๓๕ ศาลนัดสืบพยานจำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อน โดยนัดแรกจำเลยขอให้ศาลไปเผชิญสืบที่พิพาทและศาลก็ได้ไปเผชิญสืบในวันที่จำเลยขอถือได้ว่าเป็นการสืบพยานและวันดังกล่าวเป็นวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑๐) ดังนั้น การที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ และโจทก์ที่ ๖ ร่วมไปเผชิญสืบที่พิพาทในวันดังกล่าวย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรา ๑๙๗ วรรคสอง แล้ว แม้โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ และโจทก์ที่ ๖ จะไม่มาศาลในวันสืบพยานจำเลยนัดต่อมาก็ตามก็ไม่เป็นขาดนัดพิจารณา
สรุป ตามหลักฎีกานี้ กรณีที่นัดแรกไปเผชิญสืบที่พิพาทก็ถือว่าวันที่มีการเผชิญสืบครั้งแรกเป็นวันสืบพยาน ซึ่งถ้าพิจารณาตามหลักของฎีกานี้ กรณีที่มีการสืบพยานนัดแรกของคดีนั้นเป็นการส่งประเด็นไปสืบที่ศาลอื่น ก็น่าจะต้องถือวันสืบนัดแรกของศาลที่รับประเด็น เป็นวันสืบพยานของคดีนั้น ตามสภาพของการดำเนินกระบวนพิจารณาในลักษณะดังกล่าว ทำให้มีปัญหาที่ต้องคิดต่อไปก็คือคดีที่มีการส่งประเด็นไปสืบพยานนัดแรกที่ศาลอื่น โดยสภาพไม่น่าจะมีการขาดนัดพิจารณาได้เพราะศาลที่รับประเด็นไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องการขาดนัดพิจารณา และเมื่อคดีกลับมาที่ศาลเดิมก็จะไม่มีวันสืบพยานตามมาตรา ๑ (๑๐) อีก จึงจะมีการขาดนัดที่ศาลเดิมไม่ได้โดยสภาพ และศาลเจ้าของคดีรับสำนวนคืนมา แม้ว่า จะมีการนัดฟังประเด็นกลับ คือ การที่ศาลเจ้าของคดีนัดคู่ความมาเพื่อแจ้งให้ทราบว่าศาลที่รับประเด็นได้ดำเนินการไปตามคำสั่งที่ให้ส่งประเด็นไปแล้ว อย่างไร และนัดพิจารณาในคราวต่อไปก็ตาม ศาลเดิมจะถือเอาวันนัดฟังประเด็นกลับ มาย้อนสั่งเรื่องขาดนัดก็น่าจะไม่ได้ เพราะในการส่งประเด็นนั้น คู่ความฝ่ายที่ไม่ใช่เป็นผู้ขอส่งประเด็นเขาจะตามประเด็นไปหรือไม่ก็ได้ ตามมาตรา ๑๐๒ วรรคสาม หรือถ้าฝ่ายที่ขอส่งประเด็นไม่ไปศาลที่รับประเด็นก็จะส่งประเด็นคืน ซึ่งกรณีนี้มีปัญหาให้คิดว่าวันนัดฟังประเด็นกลับศาลเดิมจะสั่งขาดนัดพิจารณาได้หรือไม่ ก็เห็นว่าน่าจะไม่ได้เพราะเมื่อไม่มีการสืบพยานก็ไม่ถือว่าเป็นวันสืบพยาน ถ้าจะแปลเพื่อให้คดีทุกคดีจะต้องมีการขาดนัดพิจารณาได้ ก็ต้องแปลว่า หมายถึงวันเริ่มต้นสืบพยานเฉพาะที่ศาลเดิมเท่านั้น แต่การแปลกฎหมายวิธีพิจารณานั้นจะแปลในทางที่จะทำให้สิทธิในการดำเนินคดีของคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียไป ด้วยการแปลขยายความตามตัวบทเพื่อให้เกิดผลดังกล่าวมิใช่หลักการที่ถูกต้องของการใช้กฎหมายวิธีพิจารณา แต่ก็ยังไม่มีแนวคำพิพากษากรณีเช่นนี้ต้องรอดูว่าถ้ามีปัญหาเช่นที่กล่าวขึ้นมาศาลฎีกาจะถือหลักอย่างไร
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๓/๒๕๕๗ จำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๑ ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ทิ้งคำร้องให้จำหน่ายคำร้องออกจากสารบบความ อันมีผลทำให้คดีเสร็จไปจากศาล แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องภายหลังอ้างว่า จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้ พ. มายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในวันนัดแล้ว แต่ด้วยความหลงผิดได้ยื่นคำร้องในตอนม่าย ดังนี้ เป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ มาศาลในวันนัดไต่สวน แต่ผิดเวลาที่ศาลชั้นต้นนัดไว้ในเวลาเช้า เพราะ ความผิดหลงที่ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ ๑ มาศาลและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีในช่วงบ่าย หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีแล้วอันเป็นการกล่าวอ้างว่าคดีมีพฤติการณ์พิเศษ และกรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จำเลยที่ ๑ มิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ซึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาคำร้องดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ว่ามีเหตุตามที่จำเลยที่ ๑ อ้าง มาในคำร้องนั้นหรือไม่ หากมีข้อเท็จจริงเช่นว่านั้นศาลชั้นต้นก็มีอำนาจที่จะให้เพิกถอนคำสั่ง จำหน่ายคดีของศาลชั้นต้น แล้วมีคำสั่งใหม่ให้นัดไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ ๑ ตามที่จำเลยที่ ๑ ร้องขอมาได้ และในกรณีนี้วันนัดไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด มิใช่เป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑ (๑๐) การที่จำเลยที่ ๑ ไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาในอันที่จะนำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัด ตาม ป.วิ.พ. ภาค ๒ ลักษณะ ๒ วิธี พิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น หมวด ๒ มาใช้บังคับ
อ้างอิง รวมคำบรรยายเนติ วิ.แพ่ง ภาค1(อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) เล่มที่ 5 สมัยที่ 70
|