ในกรณีที่มีคำขอมีทุนทรัพย์กับคำขอไม่มีทุนทรัพย์รวมมาด้วยกัน แต่มีการอุทธรณ์เฉพาะคำขอที่มีทุนทรัพย์ ต้องพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ในคำขอที่มีทุนทรัพย์อย่างคดีมีทุนทรัพย์
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๓๗ คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกันนั้น ในชั้นฎีกา จำเลยฎีกาเฉพาะค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ ไม่ได้เสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาซึ่งเป็นค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ แต่ละคนมีสิทธิได้รับไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง (วินิจฉัยคำขอมีทุนทรัพย์กับคำขอไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ด้วยกัน แต่อุทธรณ์ฎีกาเฉพาะคำขอที่มีทุนทรัพย์) (คำขอประธานขอให้รั้วประตูที่ปิดกั้นและคำขอต่อเนื่องเรียกค่าเสียหาย)
คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๒๔/๒๕๕๗ โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ให้รื้อถอนรั้วและห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นค่าเสียหาย ในชั้นฎีกาจึงไม่มีประเด็นเรื่องกรรมสิทธิ์อีกต่อไป และย่อมไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่จะพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล กรณีจึงถือเป็นคดีฟ้องขับไล่ ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
ข้อสังเกต มีหมายเหตุ ท้ายฎีกาว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วไม่กลับมาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อีก
อ้างอิง หนังสือรวมคำบรรยายเนติบัณฑิต 2/70 วิชา กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค3 (อ.อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ) เล่มที่6 การบรรยายครั้งที่5
|