เหตุบรรเทาโทษ
มาตรา ๗๘ บัญญัติว่า เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควร จะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นได้
เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัสมีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้นลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน
มาตรา ๗๘ ได้ระบุกรณีที่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษไว้หลายประการ ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น
ก.พฤติการณ์ก่อนการกระทำความผิด และ
ข. พฤติการณ์หลักการกระทำความผิด
พฤติการณ์ “ก่อน” การกระทำความผิด ได้แก่ กรณีผู้กระทำความผิด
๑.เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา หมายความถึง กระทำผิดไปเพราะความโง่เขลา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกหลอก ถูกเสี้ยมสอนให้กระทำความผิด เป็นต้น
๒.ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส เช่น แดงเป็นคนพิการหาเลี้ยงชีพไม่ได้เพราะยากจนมาก ไม่มีเงินซื้ออาหารให้ลูกเล็กๆ หลายคนซึ่งกำลังจะอดตาย จึงขโมยนาฬิกาเรือนทองราคา ๑ หมื่นบาทของดำ และเอาไปขายเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารให้ลูกกิน เช่นนี้ เนื่องจากทรัพย์มีราคาแพง กรณีไม่เข้าตามมาตรา ๓๓๕ วรรคท้าย แต่ยังอาจถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้
๓.มีคุณความดีมาแต่ก่อน เช่น ฎีกาที่ ๖๙๙/๒๕๒๐ “จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ได้รับราชการมาตั้งแต่ชั้นประทวนจนถึงนายทหารสัญญาบัตร และเคยประจำอยู่ชายแดนเสี่ยงอันตรายจากภัยผู้ก่อการร้าย นับได้ว่ามีความดีมาก่อน ทั้งกระทำความผิดครั้งนี้ด้วยความกดดันทางจิตใจโดยผู้ตายคุกคามจะเอาเงินที่ร่วมกันสร้างโรงเรียนคืน ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ.มาตรา ๗๘ ได้”
พฤติการณ์ “ภายหลัง” การกระทำความผิด ได้แก่ กรณีผู้กระทำความผิด
๑.รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น เช่น ลักทรัพย์แล้วนำทรัพย์ไปคืนเจ้าของ
๒.ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เช่น มอบตัวแก่ตำรวจ พร้อมปืนที่ใช้ยิง (ฎีกาที่ ๑๔๙๙/๒๕๑๓) เข้ามอบตัวแก่ตำรวจเมื่อหนีไป ๙ เดือน (ฎีกาที่ ๑๔๖๕/๒๕๒๒) ยอมให้ตำรวจจับโดยดีและนำมีดของกลางมามอบให้ตำรวจ (ฎีกาที่ ๔๗๙/๒๕๒๐) ให้การรับสารภาพต่อตำรวจในชั้นสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาล (ฎีกาที่ ๕๖๔/๒๕๐๙) เป็นต้น
๓.ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เช่นให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดจริงดังฟ้อง (ฎีกาที่ ๑๐๐๑/๒๕๑๒) การให้ความรู้แก่ศาลนั้นไม่จำต้องเป็นคำรับสารภาพเสมอไป หากเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลแล้ว แม้เป็นเพียงคำเบิกความของจำเลย ก็ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้เช่น ข้อเท็จจริงจากฏีกาที่ ๒๐๔๒/๒๕๑๕ ดังนี้ “ผู้เสียหายกับจำเลยเกิดโต้เถียงและชกต่อยกันจนเสร็จแล้วต่างก็แยกกัน มีเสียงปืนดังขึ้น ๑ นัด กระสุนปืนถูกผู้เสียหาย ผู้เสียหายและพยานโจทก์ไม่มีใครเห็นว่าจำเลยเป็นคนยิง ผู้เสียหายเบิกความว่าเมื่อปืนดังขึ้นแล้ว ผู้เสียหายหันไปดูจำเลยถือปืนสั้นอยู่ในมือ แต่พยานโจทก์คนอื่นๆ มิได้เบิกความว่าเห็นเช่นนั้นด้วย จำเลยเบิกความรับว่าจำเลยกับผู้ตายชกต่อยกันแล้วจำเลยยิงปืนในขณะที่จำเลยอยู่ห่างผู้ตายราว ๑ วา กระสุนปืนจำถูกผู้เสียหาย คำเบิกความของจำเลยในข้อนี้เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาให้รับฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยยิงปืนถูกผู้เสียหายตามฟ้อง นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษซึ่งศาลลดโทษให้จำเลยได้ตาม ป.อ.มาตรา ๗๘”
ข้อสังเกตุ
หากเป็นการรับสารภาพต่อศาล เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานก็ไม่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ เช่น ฎีกาที่ ๑๖๑๔/๒๕๑๓ “เหตุเกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แก่คนหมู่มาก และยากแก่การที่จำเลยจะหลบหนีไปได้พ้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพผิดโดยดีก็ยังไม่เป็นเหตุพอที่จะลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ แต่เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่จะได้คำนึงถึงเมื่อกำหนดโทษจำเลย” อย่างไรก็ตามหากจำเลยให้การรับสารภาพโดยโจทก์มิได้นำสืบพยานจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าจำเลยจำนนต่อพยานหลักฐาน ย่อมีเหตุบรรเทาโทษ ฎีกาที่ ๓๓๕๓/๒๕๔๑)
๔.เหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน ตามถ้อยคำในตัวบท เหตุอื่นนี้ต้องมีลักษณะทำนองเดียวกับเหตุอื่นๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๗๘ แต่อย่างไรก็ตามในบางครั้งศาลก็มิได้วินิจคดีโดยยึดหลักนี้มากนัก เช่น ฎีกาที่ ๑๓๓๗/๒๕๑๗ “จำเลยเป็นตำรวจเข้าจับกุมคนร้าย คนร้ายหนีจำเลยใช้ปืนยิงกระสุนไปถูกผู้อื่นตาม การกระทำของจำเลยนับได้ว่าเป็นการกระทำอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ในการจับกุมคนร้าย โดยใช้วิธีการเกินสมควรแก่พฤติการณ์แห่งการจับกุน และเป็นการตัดสินใจผิดในขณะที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เข้าลักษณะในเหตุอื่นอันเป็นเหตุบรรเทาโทษประการหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘”
กรณีไม่ถือว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ
(๑) ฎีกาที่ ๓๑๒/๒๕๒๐ “จำเลยกับพวกปล้นทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์ถึงแก่ความตาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ลงมือทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตาย ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ.มาตรา ๗๘ เพราะมิใช่เหตุตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว หรือเหตุอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน
(๒) การกระทำความผิดครั้งแรกมิใช่เหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษได้
ผลของการมีเหตุบรรเทาโทษ
มาตรา ๗๘ วรรคแรก ระบุว่า “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นได้”
ข้อสังเกต
๑. การลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา ๗๘ เป็นดุลพินิจของศาล แม้มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลอาจไม่ลดโทษให้ก็ได้
๒.โทษที่จะลดตามมาตรา ๗๘ คือ โทษประหารชีวิต จำคุก หรือปรับ ส่วนโทษกักขังเป็นโทษที่เปลี่ยนมาจากโทษจำคุกตามมาตรา ๒๗ หรือเป็นการบังคับแทนค่าปรับตามมาตรา ๒๗ ถ้าหากมีเหตุบรรเทาโทษก็คงจะลดโดยการลดจากโทษจำคุกหรือโทษปรับมาก่อนอยู่แล้ว ส่วนโทษริบทรัพย์สินไม่มีอัตรา ไม่มีกำหนดที่จะลงว่าจะริบมากหรือน้อยเพียงใด เพียงแต่จะริบหรือไม่เท่านั้น จึงไม่มีการลด ๓.หากศาลลงโทษจำคุกจำเลย ๒๕ ปี แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ถือว่ามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา ๗๘ ศาลจำคุกจำเลย ๑๖ ปี ๘ เดือน (ฎีกา ๓๖๑๑/๒๕๒๘) โทษจำคุก ๒๕ ปี เท่ากับ ๓๐๐ เดือนลดหนึ่งในสามคือ ลด ๑๐๐ เดือน เหลือลงโทษ ๒๐๐ เดือน ซึ่งเท่ากับ ๑๖ ปี ๘ เดือน
เรียงพิมพ์/อ้างอิง นายธวัชชัย ค.บ.(เกียรตินิยม ๒) ,น.บ.,พธ.ม.
|