ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้ว่า “หากผู้กระทำมิได้รู้ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด จะถือว่า ผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้”
จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว สามารถตีความได้ว่า ในการกระทำความผิดในทางอาญาและจะต้องรับโทษตามกฎหมายนั้นนอกจากผู้กระทำจะต้องมีการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดแล้ว ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะกระทำความผิดด้วย ดังนั้น หากผู้กระทำได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปโดยที่ผู้กระทำไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวของตนนั้นเป็นความผิด เช่นนี้ก็จะถือว่าผู้กระประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
“องค์ประกอบภายนอก” ของความผิดอาญาแต่ละฐาน สามารถแบ่งแยกออกมาได้โดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1. ผู้กระทำความผิด
2. ลักษณะในการกระทำความผิด
3. วัตถุเเห่งการกระทำความผิด
ซึ่งหากขาดหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งไป ถือได้ว่าเป็นการกระทำอันถือได้ว่าขาดองค์ประกอบความผิดภายนอกหรือไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดนั่นเอง เช่น
ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายมาตรา 288 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1. ผู้กระทำความผิด = ผู้ใด คำว่า “ผู้ใด” ในที่นี้ หมายถึงผู้ใด หรือ ใครก็ได้ ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล แต่กรณีนี้ไม่รวมถึง นิติบุคคล
2. ลักษณะในการกระทำความผิด = ฆ่า คำว่า “ฆ่า”ในที่นี้หมายถึง เป็นการทำให้ผู้อื่นตาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ
3. วัตถุแห่งการกระทำความผิด = ผู้อื่น คำว่าผู้อื่นในที่นี้ หมายถึง บุคคลอื่นทั่วไป ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล ไม่รวมถึงนิติบุคคล หรือหากเป็นการฆ่าตัวตาย หรือ ฆ่าสัตว์ตาย ก็ถื่อได้ว่าขาดองค์ประกอบความตามมาตรา 288 นี้ เพราะการฆ่านั้น มิไช่การฆ่าผู้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
หรือเช่น ในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 สามารถแยกองค์ประกอบความผิดได้ดังนี้
1. ผู้กระทำความผิด = ผู้ใด หมายถึงผู้ใด หรือ ใครก็ได้ ซึ่งมีสภาพเป็นบุคคล
2. ลักษณะในการกระทำความผิด = เอา หมายถึง เป็นการเอาไปหรือ หยิบไป , ถือไป หรือไม่ว่าจะด้วยวิธีอื่นใด อันถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองเพื่อตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริง
3. วัตถุแห่งการกระทำความผิด = ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย หมายถึง ทรัพย์ที่ผู้กระทำความผิดได้เอาไปหรือลักไปนั้น เป็นของผู้อื่นหรือเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และทรัพย์นั้นมิใช่ของตนเองหรือที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
ในความผิดฐานลักทรัพย์นั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาทุจริตด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 (1) คำว่า โดยทุจริต หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นต้น
เช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2552 การนำเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินปลอมเข้าบัญชีของตนเพื่อเรียกเก็บเงินแทนผู้อื่นโดยไม่ทราบว่าเป็นตั๋วเงินปลอม จึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด เป็นการขาดเจตนากระทำผิด จึงไม่มีความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอม
หรือเช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2545 จำเลยข่มขืนผู้ตาย โดยจำเลยคิดว่าผู้ตายนั้นเพียงแค่สลบไป กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดในเรื่องวัตถุแห่งการกระทำความผิด ดังนั้นจะถือว่าจำเลยประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 ประกอบมาตรา 59 วรรคสาม
อย่างไรก็ตาม ความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา มาตรา 59 วรรคสามนั้น ก็มีข้อยกเว้น ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 62 วรรคสอง ว่า “ถ้าความไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามความในวรรคสามแห่งมาตรา 59 หรือความสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงตามความในวรรคแรก ได้เกิดขึ้นด้วยความประมาทของผู้กระทำความผิด ให้ผู้กระทำรับผิดฐานกระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะว่า การกระทำนั้นผู้กระทำจะต้องรับผิดแม้จะกระทำโดยประมาท
เช่น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2154/2534 จำเลยที่ 2 สำคัญผิดว่า บุตรแรกเกิดของตนถึงแก่ความตายแล้วจึงโยนลงมาจากหน้าต่างโรงแรม แม้โจทก์จะไม่มี พยานรู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมลงมือกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 แต่การที่ จำเลยที่ 1 อยู่ร่วมห้องเดียวกับจำเลยที่ 2 ตามลำพัง ในขณะที่จำเลยที่ 2 คลอดบุตร จำเลยที่ 2 ย่อมต้องมีความเจ็บปวด ซึ่งจะต้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ช่วยเหลือตน ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นในการคลอดบุตรของจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นการคลอดก่อนกำหนดประมาณ 2 เดือนเศษก็หาใช่ว่าเด็กทารกจะไม่มีชีวิต รอดอยู่เสมอไปไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะบิดาย่อมมีหน้าที่ต้องเอาใจใส่ดูแล บุตรด้วยการใช้ความระมัดระวังตรวจดู ให้ถ้วนถี่เสียก่อนว่าบุตรที่เกิดมา ยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ มิใช่ปล่อยให้จำเลยที่ 2 โยนบุตรทิ้งไปโดยมิได้ห้ามปรามทั้ง ๆ ที่ จำเลยที่ 1สามารถใช้ความระมัดระวังในกรณีเช่นนี้ได้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390
อ้างอิง/เรียงพิมพ์ นิติพัฒน์
|