ฎีกาใหม่ ติดดาว* ปี 2559 (เนติ ตอน 3)
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาใหม่ล่าสุด ( ผู้เสียหายและพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2679/2559 แม้โจทก์ร่วม ทำสัญญาในนามบริษัท อ. มิใช่กระทำในนามส่วนตัว แต่เป็นไปเพื่อกิจการของบริษัท อ. ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของ และโจทก์ร่วมอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาหลอกลวง ให้โอนเงินชำระค่าข้าว แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการจัดส่งข้าวสารให้ตามสัญญา โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนบริษัท อ.จึงได้รับความเสียหาย จากการกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญา และมีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้
โจทก์ร่วมดำเนินการติดต่อซื้อขายข้าวสารจากจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย และมีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ และจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในขณะที่โจทก์ร่วมอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 อยู่ในประเทศไทย การที่จำเลยที่ 1 พูดหลอกลวงโจทก์ร่วมให้หลงเชื่อและมีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ที่ประเทศไทย แม้จะมีการส่งมอบเงินจำนวนหนึ่งในต่างประเทศก็ตาม แต่มีการกระทำส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศไทย จึงไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งพนักงานอัยการต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20
ข้อสังเกต คดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเอาไว้ชัดว่า “ถือว่ามีการกระทำส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย” กรณีจึงน่าจะต้องด้วย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 5 วรรคหนึ่ง และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 ในกรณีที่ ความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรนั้น หมายถึง กรณีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 4 วรรค 2 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 นั่นเอง ซึ่งกรณีนี้ เมื่อถือว่าการกระทำส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ในเรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ จึงน่าจะต้องปรับเข้ามาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งตามตำราของท่านอาจารย์ธานิศ เกศวพิทักษ์ ท่านก็ได้อธิบายเอาไว้ชัดเจน
คำพิพากษาฎีกาที่ 3419/2559 (พรากเด็ก , การสอบสวน) บ้านที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากบ้านของผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 30 เมตร ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 1 เล่นขายของอยู่กับเพื่อนในบริเวณนั้น จำเลยดึงแขนผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้าน และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือได้ว่าขณะนั้น ผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่ในความปกครองและการดูแลของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นยาย การกระทำของจำเลยเป็นการแยกสิทธิในการปกครองและดูแลผู้เสียหาที่ 1 ไปจากผู้เสียที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม
พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 133 วรรคสี่ ที่ต้องให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงยินยอม หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นและให้บันทึกความยินยอมและเหตุจำเป็นนั้นไว้ แม้เป็นการไม่ชอบ แต่ก็ไม่มีผลทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมด และถือเท่ากับไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน อันจะทำให้พนักงานอัยการ ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 3426/2559 (อำนาจศาล มาตรา 22) แม้เรือนจำกลางราชบุรี เป็นภูมิลำเนาของจำเลยในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 47 ถือได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาในเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดราชบุรี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 22 (1) แต่บทกฎหมายดังกล่าว ไม่เป็นบทบังคับ ให้ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ ในเขตอำนาจ ต้องรับชำระคดีที่โจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นชอบที่จะใช้ดุลพินิจรับชำระคดีเช่นว่านั้นหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความสะดวกในการพิจารณาคดี
เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรสงคราม และพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดใหญ่ จังหวัดสมุทรสงครามเป็นผู้สอบสวนคดี แสดงว่าพยานหลักฐานของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจศาลจังหวัดสมุทรสงคราม ประกอบกับโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า หากมีการชำระคดี
ที่ศาลชั้นต้นจะสะดวกยิ่งกว่าการชำระคดี ที่ศาลจังหวัดสมุทรสงครามอย่างไร คงกล่าวอ้างเพียงว่า ไม่อาจโอนตัวจำเลยไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรสงครามได้ เนื่องจากกำหนดโทษตามคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5126/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นเพียงปัญหาในทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ ที่อาจดำเนินการแก้ไขได้ กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นรับคดีนี้ไว้พิจารณา
คำพิพากษาฎีกาที่ 3528/2559 (พิพากษาไม่เกินคำขอ มาตรา 192) จำเลยถืออาวุธสีดำปลายแหลมตามเข้าไปแทงผู้ตายภายในห้องพักของผู้ตาย ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่น โดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 มิใช่เป็นความผิดฐานบุกรุกเพื่อเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362
แม้คำฟ้องโจทก์ บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 ก็ตาม แต่คำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 364 มาด้วย ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลย ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ทั้งไม่อาจลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2)(3) ได้ด้วย
ฎีกาใหม่ ( การถามปากคำเด็ก , พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์)
คำพิพากษาฎีกาที่ 2512/2559 ในชั้นพิจารณาแม้โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างเพียงบันทึกคำให้การของเด็กชาย ว.และเด็กชาย ศ. เป็นพยาน ไม่ได้ส่งบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำเป็นพยานหลักฐาน ก็ตาม เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 133 ทวิวรรคสอง มิได้บัญญัติให้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองส่งบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำเป็นพยานหลักฐานต่อศาล โจทก์ก็มีสิทธินำเด็กชาย ว. เด็กชาย ศ.มาเป็นพยานเบิกความต่อศาลได้สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจให้ทำการตรวจพิสูจน์บุคคลวัตถุหรือเอกสารใดๆโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 131/1 ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบว่าวิธีการที่พนักงานสอบสวนให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจหาดีเอ็นเอที่ขวดน้ำส้มของกลางโดยการใช้ไม้พันสำลีเช็ดขวดน้ำส้มของกลางส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจนั้น ไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ผลการตรวจของผู้เชี่ยวชาญเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว
|