ฎีกาเด่น ปิดคอร์ส* ความผิดเกี่ยวกับเพศ กฎหมายอาญา มาตรา 209-287,367-398
อ.วีระวัฒน์ ปวราจารย์ (ภาคปกติ) 8 ก.ย 60 1/70
..........
คำถาม ผู้กระทำความผิดเข้าใจว่าผู้ถูกกระทำมีอายุความกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีจึงได้พรากไปเสียจากบิดามารดาและได้กระทำชำเราโดยผู้ถูกกระทำยินยอมจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือพรากผู้เยาว์หรือไม่?
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3617/2555 รูปร่างและลักษณะของผู้เสียหายที่1 ย่อมมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา277 และมาตรา 317 วรรคสามการกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดเป็นการขาดเจตนากระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) และมาตรา 317วรรคสาม และเมื่อผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ.มาตรา 276 (เดิม)เช่นกัน ส่วนความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเสียจากบิดาเพื่อการอนาจารจำเลยกระทำโดยเข้าใจผิดคิดว่าผู้เสียหายที่ 1 มีอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีจำเลยกระทำไปโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารตามป.อ. มาตรา 31117 วรรคสามรวมการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีตาม ป.อ.มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4547/2552 การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 3 อายุ 16 ปีเศษ ไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวงแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 ในขณะเดียวกันนั้น เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวที่จะกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 3 การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ต้องลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดหาใช่เป็นความผิดคนละกรรมต่างกันไม่ แม้โจทก์จะแยกบรรยายการกระทำความผิดของจำเลยมาในฟ้องเป็นข้อ ข. และข้อ ค. เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นความผิดคนละกรรมต่างกัน และจำเลยให้การรับสารภาพก็ตาม ศาลก็จะลงโทษจำเลยหลายกรรมเป็นกระทงความผิดหาได้ไม่
|