ฎีกาห้องบรรยายเนติฯ 2 ก.ค.61 วิชาละเมิด (ภาคปกติ) อ.ไสลเกษ สัปดาห์ที่7 สมัยที่71
มาตรา 423 ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้
ผู้ใดส่งข่าวสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
ส่งจดหมายมีข้อความหมิ่นประมาททางไปรษณีย์ลงทะเบียน
คำพิพากษาฎีกาที่ 110/2516 จำเลยส่งจดหมายมีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงโจทก์โดยตรง ณ สำนักงานโจทก์ แสดงเจตนาของจำเลยว่าจะให้โจทก์เท่านั้นทราบข้อความในจดหมาย มิใช่เจตนาเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม แม้เสมียนของโจทก์ทราบข้อความจากจดหมายที่จำเลยส่งไปถึงโจทก์นั้น ก็เป็นเรื่องนอกเหนือเจตนาของจำเลย ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาท
ตัวการ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ป.อ. มาตรา 83, 328
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13025/2557 ข้อความตามเอกสารมีใจความว่า โจทก์ร่วมเป็นนักการเมืองใหญ่มีอิทธิพลใช้กำลังพลและอาวุธปืนข่มขู่ให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ซอยให้ใส่เสื้อกั๊กที่มีชื่อโจทก์ร่วมและเรียกเก็บเงินค่าทำประวัติ ค่าเสื้อกั๊กและค่ารายวัน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ดซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจดังกล่าว เจ้าของพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ และในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีผู้เสียหายที่ 1 ผู้สมัครหมายเลข 1 โจทก์ร่วมเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 สนับสนุน ส. ผู้สมัครหมายเลข 5 โดยมีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมว่า หากคุณเป็นคนจังหวัดนนทบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารดังกล่าว ก็ให้เลือกคนดีเข้ามาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีเพื่อบริหารบ้านเมืองและเพื่อสนองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเลือกคนไม่ดีตามข้อความดังกล่าวให้เข้ามามีอำนาจ อาจก่อความเดือดร้อนและวุ่นวายได้ ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารย่อมเข้าใจข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นใช้อำนาจเก็บผลประโยชน์จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ราษฎรเลือกผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 นำเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมไปฝากส่งทางไปรษณีย์เพื่อส่งให้แก่ราษฎรในจังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา ส่วนจำเลยที่ 2 ทราบข้อความในเอกสารว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม
โจทก์ พนักงานอัยการ จังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม นายสุชาติ บรรดาศักดิ์
จำเลย พันตำรวจเอกประภัสสร์ เนินกร่าง กับพวก
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 326, 328, 332 ริบ ยึดและทำลายของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา พันตำรวจเอกธงชัย ผู้เสียหายที่ 1 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญาในส่วนขอผู้เสียหายที่ 1 จึงระงับไปตามกฎหมาย ส่วนนายสุชาติ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83, 332 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยึดของกลางไปทำลายเสีย
โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม แต่ให้ริบของกลางไปทำลายเสีย
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารที่มีข้อความให้จำเลยที่ 2 ไปฝากส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์นนทบุรีตามที่โจทก์และ
โจทก์ร่วมนำสืบ เมื่อพิจารณาข้อความทั้งสองแผ่นแล้วมีใจความว่าโจทก์ร่วมเป็นนักการเมืองใหญ่มีอิทธิพลใช้กำลังพลและอาวุธปืนข่มขู่ให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ซอยวัดกู้ให้ใส่เสื้อกั๊กที่มีชื่อโจทก์ร่วมและเรียกเก็บเงินค่าทำประวัติ ค่าเสื้อกั๊กและค่ารายวัน อันเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ดซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจดังกล่าวเจ้าของพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าไปจัดการในเรื่องนี้ และในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี มีผู้เสียหายที่ 1 ผู้สมัครหมายเลข 1 โจทก์ร่วมเป็นผู้สนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 1 สนับสนุนนายเกษมสุข ผู้สมัครหมายเลข 5 โดยมีข้อความพาดพิงถึงผู้เสียหายที่ 1 กับโจทก์ร่วมว่า หากคุณเป็นคนจังหวัดนนทบุรีที่มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสารดังกล่าวก็ให้เลือกคนดีเข้ามาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีเพื่อบริหารบ้านเมืองและเพื่อสนองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าเลือกคนไม่ดีตามข้อความดังกล่าวให้เข้ามามีอำนาจอาจก่อนความเดือดร้อนและวุ่นวายได้
ซึ่งเห็นได้ว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับเอกสาร ย่อมเข้าใจข้อความในเอกสารดังกล่าวว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดีเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นใช้อำนาจเก็บผลประโยชน์จากผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้ราษฎรเลือกผู้เสียหายที่ 1 เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
จึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 นำเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมไปฝากส่งทางไปรษณีย์เพื่อส่งให้แก่ราษฎรในจังหวัดนนทบุรีจำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา
ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนว่า เอกสารที่ตนนำไปฝากส่งที่ที่ทำการไปรษณีย์นนทบุรีนั้นบรรจุในกล่องกระดาษโดยไม่ได้ปิดฝา สามารถมองเห็นได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมประกอบกับจำเลยที่ 2 ทำงานอยู่กับจำเลยที่ 1 ในการหาเสียงเลือกตั้งให้แก่นายเกษมสุข จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบข้อความในเอกสารว่าเป็นข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หมิ่นประมาทโจทก์ร่วมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษนั้น เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(เกษม วีรวงศ์ – อภิรัตน์ ลัดพลี – กษิดิ์เดช จีนสลุต)
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์ – ย่อ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล – ตรวจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2118/2553 ข้อมูลเปรียบเทียบศักยภาพของจำเลยในใบแผ่นพับโฆษณา จำเลยแสดงผลการเปรียบเทียบให้เห็นว่าโรงพยาบาลของจำเลยดีกว่า น่าใช้บริการมากกว่า เพราะมีผู้ประกันตนที่รับได้จำนวนมากที่สุด สะดวกสบายกว่า มีจำนวนเครือข่ายหลายแห่งกว่ามีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยมากกว่าเพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการประกันสังคมเป็นจำนวนมากกว่าใคร โรงพยาบาลของจำเลยใหญ่กว่าเพราะมีเตียงจำนวนมากกว่ามีความมั่นคงกว่าเพราะมีประกันอุบัติเหตุให้ด้วย การโฆษณาแผ่นพับของจำเลยดังกล่าวเป็นการจูงใจให้บุคคลมาใช้บริการของจำเลย ซึ่งตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการ โฆษณา หรือประกาศหรือยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆ ซึ่งชื่อ ที่ตั้งหรือกิจการของสถานพยาบาลหรือคุณวุฒิหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพสถานพยาบาลเพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาลของตน โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล" ดังนั้น การที่จำเลยระบุในแผ่นพับในช่องผู้ประกันตนที่รับได้ว่า โจทก์รับได้ 25,000 คน ช่องระยะเวลาเข้าร่วมโครงการประกันสังคมว่า โจทก์เพิ่งเริ่มเข้า ช่องขนาดโรงพยาบาลว่า โจทก์มี 150 เตียง ช่องประสบการณ์การบริหารงานโรงพยาบาลด้านโครงการประกันสังคมว่าโจทก์ไม่มีประสบการณ์เลย ซึ่งความเป็นจริงทางนำสืบของโจทก์ฟังได้ว่า โจทก์มีจำนวนผู้ประกันตนที่รับได้ 50,000 คน โจทก์มีเตียง 400 เตียง และโจทก์เข้าร่วมโครงการประกันสังคมตั้งแต่ปี 2535 โจทก์จึงมีประสบการณ์ตั้งแต่ปีที่เข้าร่วมโครงการเป็นต้นมา จึงเป็นการที่จำเลยเผยแพร่แผ่นพับโฆษณาไม่ตรงกับความจริงโดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า โรงพยาบาลจำเลยมีศักยภาพดีกว่าโรงพยาบาลโจทก์เป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่ามีประสบการณ์มากกว่า จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความจริงเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 38 และเป็นการละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ คำว่า สิทธิ หมายความถึงประโยชน์ของโจทก์ที่มีอยู่ และจำเลยหรือบุคคลอื่นต้องเคารพหรือได้รับการรับรองคุ้มครองตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่สิทธิเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 423
การปรับใช้กฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5391/2551 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ปรากฏว่า ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติในคดีส่วนอาญามีแต่เพียงว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างกระทำโดยประมาท แต่ผู้ใดประมาทมากกว่ากันไม่ปรากฏ ดังนั้น ในการดำเนินคดีแพ่งทั้งโจทก์และจำเลยย่อมสามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าใครประมาทมากกว่ากัน และควรจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งในกรณีต่างฝ่ายต่างประมาททำให้เกิดเป็นมูลหนี้ละเมิดขึ้นนี้ ป.พ.พ. มาตรา 442 ให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 223 วรรคหนึ่ง มีข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยเรื่องค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น การที่จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้จำเป็นที่โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าฝ่ายจำเลยประมาทมากกว่าและโจทก์เสียหายจากการประมาทมากกว่านั้นอย่างไร เพียงใด ศาลชั้นต้นจึงเป็นศาลในคดีส่วนแพ่งมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยใครเป็นฝ่ายประมาทมากกว่ากัน ไม่ขัดต่อคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยประมาทมากกว่า และเปรียบเทียบความร้ายแรงแห่งละเมิดที่โจทก์จำเลยต่างก่อขึ้นแล้วกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินรวม 29,500 บาท เป็นการดำเนินการตามอำนาจที่มีอยู่โดยชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว
|