การพิจารณาคำถามต้องพิจารณาเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. พิจารณาว่าการกระทำครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ กล่าวคือ
1.1 พิจารณาว่าครบองค์ประกอบภายนอกหรือไม่ เช่น ผู้ใด ฆ่า ผู้อื่น หรือ ผู้ใด เอาไปซึ่งทรัพย์ ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย อธิบายได้ดังนี้ การฆ่าผู้อื่น ผู้อื่นต้องมีสภาพบุคคลหรือมีชีวิตอยู่ในขณะกระทำการฆ่า การยิงศพถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนั้น การกระทำจึงไม่เป็นความผิด ส่วนการเอาทรัพย์ของตนเองไปโดยคิดว่าเป็นทรัพย์ของผู้อื่น ก็ถือว่าขาดองค์ประกอบภายนอกเช่นเดียวกัน
> keyword ผู้กระทำความผิดรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
1.2 พิจารณาว่าครบองค์ประกอบภายในหรือไม่ กล่าวคือ
> ก. ต้องการฆ่า ข. จึงยิง ข. ตาย ก. กระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำของตนว่าเป็นการฆ่า ข. เป็นการกระทำโดยเจตนา..
> กระทำโดยเจตนา ให้ตอบด้วยว่า เป็นเจตนาประเภทประสงค์ต่อผล หรือประเภทเล็งเห็นผล ถ้ากรณีไม่เป็นเจตนาประเภทประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผล ให้พิจารณาว่าเป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่ ถ้าไม่เป็นพลาดถือว่าผู้กระทำมิได้กระทำโดยเจตนา
> kw ผู้กระทำเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น
>ให้พิจารณาประเด็นว่าการกระทำเป็นประมาทหรือไม่ โดยส่วนใหญ่จะมีคำว่า “ไม่ดูให้ดี”
> kw เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่
1.3 พิจารณาว่าการกระทำสัมพันธ์กับผลหรือไม่ กล่าวคือ
> เป็นผลโดยตรงหรือไม่
> เมื่อเป็นผลโดยตรงแล้ว พิจารณาต่อว่าเป็นผลธรรมดาที่เป็นเหตุให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่ เช่น ทำร้ายร่างกาย แต่เกิดตาบอด กรณีถือว่าเป็นความผิดฐานทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นต้น
> ถ้าเป็นผลโดยตรงแล้ว แต่พิจารณาแล้วไม่เป็นผลธรรมดา ให้พิจารณาต่อว่าเป็นเหตุแทรกแซงหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายได้ ผู้กระทำก็ต้องรับผิดในความผิดฐานนั้นๆ แต่ถ้าเป็นเหตุแทรกแซงที่วิญญูชนคาดหมายไม่ได้ ผู้กระทำก็ไม่ต้องรับผิดในความผิดฐานนั้นๆ
2. เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ให้พิจารณาต่อว่ากระทำนั้นเกิดเพราะความสำคัญผิดในตัวบุคคลหรือสำคัญผิดในข้อเท็จจริงหรือไม่
2.1 สำคัญผิดในตัวบุคคล กล่าวคือ เจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่กระทำต่อบุคคลอีกคนหนึ่งโดยสำคัญผิด
> kw ผู้กระทำโดยสำคัญผิดจะยกข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่ (ห้ามตอบว่า เจตนาฆ่าโดยสำคัญผิด)
> ก ต้องการฆ่า ข. ซึ่งเป็นบิดา ก. เห็น ค. เดินมาคิดว่าเป็น ก. จึงยิง ค. ตาย กรณีนี้ ก. ไม่ต้องรับผิดต่อ ข. เพราะฉะนั้น ก. จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่าบุพการีตามมาตรา 289 (1) ประกอบ 80 หรือแม้ตามมาตรา 81 และถือได้ว่า ก. ได้กระทำโดยเจตนาต่อ ค. จนหมดสิ้นแล้ว หรือเจตนาที่ ก. มีต่อ ข. ได้แปรเปลี่ยนไปยัง ค. เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความผิดใด ๆ เหลืออยู่ระหว่าง ก. กับ ข.
2.2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามมาตรา 62 วรรคแรก เป็นกรณีที่ทำให้ผู้กระทำไม่มีความผิด หรือไม่ต้องได้รับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง ซึ่งมีข้อพิจารณาว่า จะนำมาใช้ต่อเมื่อความจริงเป็นผลร้าย แต่ความเข้าใจเป็นผลดี
3. เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ให้พิจารณาต่อว่า ผู้กระทำสามารถอ้างเหตุอะไรได้บ้าง กล่าว อ้างป้องกัน เหตุที่ไม่มีความผิด หรืออ้างจำเป็น ไม่ต้องรับโทษ หรืออ้างบันดาลโทสะ ได้รับโทษน้อยลงหรือไม่
> ซึ่งผู้กระทำต้องมีเจตนาและเจตนาพิเศษด้วย ป้องกัน เจตนาพิเศษคือ เพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น จำเป็น เจตนาพิเศษคือ 67 (1) อยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ 67 (2) เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง บันดาลโทสะ เจตนาพิเศษ คือ ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
4. เมื่อการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้พิจารณาวาการกระทำนั้นสำเร็จลงตามความประสงค์ของผู้กระทำหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จก็เป็นพยายาม ซึ่งต้องพิจารณาตามมาตรา 80 พยายามกระทำความผิด, 81 พยายามกระทำความผิดที่เป็นไม่ได้อย่างแน่แท้, 82 พยายามกระทำความผิดโดยการยับยั้งหรือกลับใจ
> 80 พยายามกระทำความผิด ต้องตอบด้วย เป็นการกระทำไปไม่ตลอด หรือเป็นการกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล
> 81 พยายามกระทำความผิดที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่แท้ ให้ตอบด้วยว่า เป็นเพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำต่อ หรือวัตถุที่ใช้ในการกระทำต่อ
> 82 ยับยั้งหรือกลับใจ เป็นการที่ผู้กระทำกระทำไปไม่ตลอด เป็นยับยั้ง ส่วนการกระทำไปตลอดแล้วแต่กลับใจไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล (ให้ดู 82 ตอนท้ายให้ดี)
5. เมื่อพิจารณาผู้ลงมือกระทำความผิดแล้ว ว่าเป็นผู้มีเจตนากระทำความผิดฐานนั้นๆ ให้พิจารณาต่อว่า การกระทำความผิดดังกล่าวนั้นมีตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุนหรือไม่ ถ้ามีผู้ลงมือได้กระทำไปในขอบเขตหรือไม่
> ตัวการ 83 ต้องเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้กระทำความผิดด้วยนั้นถือว่าเป็นตัวการ โดยพิจารณาว่าผู้ที่กระทำด้วยกับผู้ลงมือนั้น มีการร่วมใจและร่วมกระทำหรือไม่ โดยอาจจะมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เป็นต้น
> ผู้ใช้ 84 เป็นผู้ที่ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด และผู้ลงมือกระทำความผิดก็ต้องมีเจตนากระทำความผิดด้วย ถ้าผู้ลงมือไม่มีเจตนากระทำความ แต่กระทำความผิดเพราะถูกหลอกลวงให้กระทำ กรณีถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดโดยอ้อม ผู้ลงมือไม่มีความผิด แต่ผู้ใช้ที่หลอกลวงเป็นผู้กระทำความผิดเอง
> ผู้สนับสนุน 86 ต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดนั้น และผู้กระทำความผิดต้องได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือเช่นนั้นด้วย และต้องเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก็ตาม
> พิจารณาว่าผู้ลงมือกระทำความผิดอยู่ในขอบเขตของการใช้กับการสนับสนุนหรือไม่
โดย Deka-law
|