หัวข้อ : การเข้าร่วมเป็นโจทก์
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ





การเข้าร่วมเป็นโจทก์

 

1.กรณีผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ปวิอ. ม.30
2.กรณีพนักงานอัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับผู้เสียหาตาม ปวิอ .ม. 31

1. กรณีผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ปวิอ. ม.30
ผู้เสีหายหรือผู้จัดการแทนผู้เสียหายตาม ปวิอ . ม. 2(4) ม.3(2) ม.4 ม. 5(1)(2)(3) ม.6 มีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล
(ฎ.892/2516, ฎ.3252/2545, ฎ.6306/2545, ฎ. 1734-1735/2532)
ฎ.892/2516
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ป.ในข้อหาฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายว่า ป. ขับรถยนต์มาด้วยความเร็วปกติและได้ลดความเร็วลงเมื่อถึงทางโค้ง พอรถแฉลบผู้ตายสะดุ้งตื่นร้องโวยวาย และคว้ามือ ป. เป็นเหตุให้รถแฉลบจากถนนพลิกคว่ำ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมอ้างว่าเป็นบุตรผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องป. เป็นคดีแพ่ง เรียกค่าเสียหายเนื่องจาก ป. ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มารดาผู้ร้องถึงแก่ความตาย และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่ ป.เป็นจำเลยดังกล่าวเช่นนี้ ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีนี้โดยตรงและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ เพราะผู้ร้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาดังกล่าว และคำเบิกความเท็จในข้อสำคัญของจำเลยนี้ในคดีอาญาดังกล่าว ย่อมกระทบกระเทือนถึงผลของคดีแพ่งที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องป. โดยศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวนั้น

ฎ.6306/2545 ผู้เสียหายอายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรของโจทก์ร่วมกับ ส. แต่โจทก์ร่วมกับ ส. มิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้เสียหายจึงมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ร่วมเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนว่าผู้เสียหายเป็นบุตรตาม ป.พ.พ. ม.1547 โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง และมิใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่จะมีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(1) ม. 3(2) จึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ปวิอ. ม.30 และไม่มีฐานะเป็นโจทก์ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาได้ตาม ปวิอ. ม.193

ความผิดต่อ พรบ. อาวุธปืนฯ และความผิดตาม ป.อ. ม. 371 (ฐานพาอาวุธปืน) ความผิดฐานทำลายพยานเกี่ยวกับศพตาม ป.อ. ม.199 ความผิดต่อ พรบ. จราจรทางบก ความผิดตามพรบ. ศุลกากร ความต่อ พรบ.ให้บำเหน็จฯ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ (ฎ.2643/2550 ,ฎ. 1141/2531, ฎ. 191/2531, ฎ. 3797/2540, ฎ. 7395/2554)
ในกรณีเช่นหากศาลมีคำสัางอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วม โดยไม่ได้ระบุชัดว่าให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในความผิดฐานใด ก็ย่อมหมายถึงศาลอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะฐานความผิดที่เข้าเป็นโจทก?ร่วมได้เท่านั้น (ฎ. 2110/2548, ฎ. 6744/2544, ฎ. 9299/2539, ฎ. 7530/2555)
ฎ. 2110/2548 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ โดยมิได้ระบุว่าอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานใดต้องถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและฐานลักทรัพย์ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ส่วนความผิดเกี่ยวกับการทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง แม้จำเลยจะย้ายศพ จ. ผู้ตายเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตายก็ตามโจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาผู้ตายก็ไม่ได้เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย พนักงานอัยการโจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาทำลายพยานหลักฐานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักในข้อหาทำลายพยานหลักฐาน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาดังกล่าวแล้วพิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลล่างให้จำคุกจำเลยเกินห้าปีโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง ข้อห้ามฎีกาดังกล่าวนี้ย่อมใช้บังคับโจทก์ร่วมด้วย เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 2 (14) ได้นิยามศัพท์คำว่า "โจทก์" ไว้ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการ หรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน

ผู้มีส่วนกระทำความผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ปวิอ. ม. 2(4) ขอเข้าเป็นโจทก์รวมไม่ได้ตาม ม. 30 แม้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อมา ก็เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ ถือเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตาม ม. 195 วรรค 2 ศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นเนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั่นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตาม ม. 208 (ฎ. 3100/2547, ฎ. 2794/2516, ฎ.2970/2526)

ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. ม.277 วรรคแรก เป็นความผิดที่มิได้คำนึงว่าเด็กนั่นจะยินยอมหรือไม่ ดังนี้ แม้เด็กหญิงจะยินยอมก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กหญิงมีส่วนในการกระทำความปิด เด็กหญิงนั่นจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ตาม ปวิอ. ม. 2(4) ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจจัดการแทนโดยเข้าเป็นร่วมกับพนักงานอัยการได้ตาม ปวิอ. ม. 3(2), ม. 5(1) ม. 30 (ฎ. 4147/2550)

เมื่อผู้เสียหายที่แท้จริงำม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ปวิอ ม. 2(4) ผู้จัดการแทนตาม ปวิอ. ม. 4,5,6 ก็ไม่มีอำนาจร้องข เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ม. 3(2), ม. 30
เมื่อปรากฏคำฟ้องของโจทก์ระบุว่าผู้นั้นมีส่วนผิดอยู่ด้วย แม้ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่ามี่วนผิดหรือไม่ ก็ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ตาม ปวิอ. ม. 30 (ฎ.7395/2554) แต่ถ้าเป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวน ยังไม่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหรือผูจัดการแทนขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ (ฎ.2172/2554)
เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบตาม ปวิอ. ม. 120 คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้เสียหายตาม ปวิอ. ม.30 ย่อมตกไปด้วย (ฎ.2600-2602/2550)
ถ้าศาลอนุญาตใหเผู้เสีหายเข้าร่วมเป็นโจทก?แล้วตาม ปวิอ . 30 แม้ต่อมาศาลจะสั่งยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ก็ตาม ก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ร่วมเสียไป (186/2514, ฎ.1281/2503)
เมื่อโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสีหายตาม ปวิอ. ม. 2(4) จึงไม่ใช่คู่ความในคดีนี้ตาม ปวิอ. ม. 2(15) ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาตาม ม.193, ม. 216 การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั่นต้น ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตาม ม. 195 วรรค 2 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิพากษาสั่งให้ศาลชั่นต่นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดีตาม ม. 208(2)
ถ้าสิทธิของผู้เสียหายระงับไปแล้ว ผู้เสีหายจะเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ (ฎ. 816/2523)
โจทก์ร่วมเคยขอเข้าเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแล้วตาม ปวิอ. ม. 30 และได้ขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมไปแล้ว ย่อมมีผลเท่ากับขอถอนฟ้องในส่วยโจทก์ร่วมตาม ม. 35, 36 ดังนี้ ต่อมาโจทก์ร่วมจะหวนกลับมาขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกไม่ได้ต้องห้ามตาม ม.36 (ฎ. 7241/2544)
กำหนดเวลาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม
ตาม ปวิอ. ม. 30 ผู้เสียหายมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ผู้เสียจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาหาได้ไม่ (ฎ.392/2512)

โจทก์ร่วมต้องถือคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก เมื่อศาลอนุญาตให้เข้าโจทก์แล้วต้องถือคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นหลัก ดังนี้ ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ปวิอ. ม. 30 ย่อมตกไปด้วย (ฎ.1583/2513, ฎ.1974/2539)
โจทก์ร่วมจะใช้สิทธินอกเหนือไปจากสิทธิของพนักงานอัยการไม่ได้จึงไม่มีอำนาจแก้และเพิ่มเติมฟ้องตาม ปวิอ. ม. 163,164 (ฎ. 3833/2525/,ฎ.1370/2522)
อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ร่วมจะแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้ แต่มีสิทธระบุพยานหรือขอสือพยานเพิ่มเติมตาม ปวิอ. ม. 229/1 (ฎ.568/2513, ฎ. 7572/2542)
ในคดีที่พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหาย ตาม ปวิอ ม. 43 คำขอของโจทก์ร่วมที่ขอให้ถือเอาตามคำฟ้องของพนักงานอัยการย่อมตกไปด้วย (ฎ.3667/2542)
สิทธิในการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกาตาม ปวิพ. ม. 23 ประกอบ ปวิอ. ม. 15 เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความแต่ละคน การที่ศาลชั่นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกา จะถือว่าขยายระยะเวลาฎีกาให้แก่โจทก์ร่วมด้วยไม่ได้ (ฎ.8698/2554)
ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงและมีคำขอส่วนแพ่งด้วย แม้คำขอในส่วนแพ่งนั้น จะมีทุนทรัพย์เกินอำนาจของศาลแขวง พนักงานอัยการก็มีคำขอในส่วนแพ่งตาม ปวิอ. ม. 43 ประกอบ พระธรรทนูญศาลยุติธรรม ม.17 ประกอบ ม.25(4) ต่อศาลแขวงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่อาจถือเอาคำขอส่วนแพ่งนั้น เป็นคำขอของตนได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้ (ฎ.4419/2528)
พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกันตาม ปวิอ. ม. 2(14) ดังนี้ หากพนักงานอัยการไม่มาในวันนัดพิจารณาตาม ปวิอ. 181 ประกอบ ม. 166 แต่โจทก์ร่วมมา จะถือว่าโจทก์ขาดนัดและยกฟ้องตาม ปวิอ. ม. 181 ประกอบ ม. 166 วรรค 2 ไม่ได้ (ฎ.1519/2497)
สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ฎีกาตาม ปวิอ. ม. 193, ม. 216 เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ โจทก์ร่วมจะขอถือเอาฎีกาของพนักงานอัยการเป็นฎีกาของโจทก์ร่วมและขอแก้ไขเพิ่มฎีกาของพนักงานอัยการไม่ได้ (ฎ. 3292/2532)
ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายอื่นฟ้องไม่ได้
กรณีตาม ปวิอ. ม. 30,31 บัญญัติให้ผู้เสียหายและพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับคดีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ฟ้องเท่านั้น แสดงว่ากฎหมาย ปวิอ. ประสงค?ให้มีการเข้าเป็นโจทก์ร่วมไว้เฉพาะในกรณีดังกล่าวเท่านั้น ผู้เสียหายจึงจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีทร่ผู้เสียหายด้วยกันเป็นโจทก์ฟ้องไม่ได้ (ฎ.3320/2528) ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ผู้เสียหายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยอาศัย ปวิพ. ม. 57 ประกอบ ปวิอ. ม. 15 มาใช้บังคับก็ไม่ได้ (ฎ. 3935/2529)
เมื่อผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้วตาม ปวิอ. ม. 30 ผู้เสียหายย่อมมีฐานะเป็นโจทก์ตาม ม. 2(14) ผู้เสียหายจะนำเรื่องเดียวกันฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ไม่ได้ ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนตาม ปวิพ. ม. 173 วรรค 2 (1) ประกอบ ปวิอ. ม. 15 (ฎ.728/2494, ฎ. 298-299/2510(ป))
การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตาม ปวิอ. ม. 30 แม้ถือว่าโจทก์ร่วมฟ้องคดรเอง แต่เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ทำเป็นคำร้อง ทนายความจึงสิทธิลงชื่อแทนโจทก์ร่วมในคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตาม ม. 158(7) (ฎ.629/2501)
ผู้เยาว์จะฟ้องคดีเองหรือขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผูแทนโดยชอบธรรมก็ตาม เนื่องจาก ปวิอ. ม. 3(2), ม. 5(1) ได้กำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมมีสิทธิจัดการแทนผู้เยาว์เมื่อความผิดได้กระทำลงที่อยู่ในความดูแลไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แต่เมื่อผู้เยาว์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลจะสั่งไม่รับคำร้องเสียทีเดียวไม่ได้ ศาลชอบที่จะสั่งแด้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม ปวิพ. ม. 56 วรรค 2, 4 ประกอบ ปวิอ. ม. 15 ได้ (ฎ.563/2517)
เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินคดีแล้ว แม้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์ โจทก์ร่วมก็มีสิทธิอุทธรณ์โดยลำพัง (ฎ. 2381/2542)
แต่ถ้าพนักงานอัยการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกา ถือว่าคดีระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ย่อมต้องห้ามตาม ปวิพ. ม. 249 (เดิม) ประกอบ ปวิอ. ม. 15 (ฎ. 3380/2537, ฎ. 7100/2540, ฎ. 745/2534)
เมื่อพนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนั้น แม้โจทก์ร่วมเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ฝ่ายเดียว และศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ตาม ปวิอ. ม. 228 พนักงานอัยการก็มีสิทธิสืบพยานต่อไปได้ (ฎ. 1000/2512)

2.พนักงานอัยการเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหาย ปวิอ. ม. 31
มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. คดีอาญาที่มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว (คดีอาญาแผ่นดิน)
2. ผู้เสีหายได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดก่อนคดีเสร็ดขาดก็ได้ ซึ่งหมายความว่า แม้ว่าศาลชั้นต้นจะตัดสินไปแล้วหากคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดก็คือ คดียังไม่ถึงที่สุดตาม ปวิพ. ม. 147 ประกอบ ปวิอ
ม. 15 พนักงานอัยการก็มีสิทธิมายื่นคำร้องเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับผู้เสียหายตาม ม. 31ได้





การเข้าร่วมเป็นโจทก์ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 4656 ครั้ง
ลงวันที่ 04/12/2019 10:31:27





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน