จำเลยกล่าวถ้อยคำต่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจว่า “ตำรวจไม่รับแจ้งความ” “ตำรวจไม่รับแจ้งความเหตุปล้นทรัพย์” “ผู้กำกับเหลี่ยมใส่เราแล้ว” ทั้งที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดแจ้งว่ามีการกระทำความผิดอาญาตามที่จำเลยแจ้งเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้อยคำดังกล่าวของจำเลยมิใช่เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควร แต่เป็นถ้อยคำสบประมาทเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๐๘/๒๕๖๔ การดูหมิ่นอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ หมายถึง การด่า ดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูก เหยียดหยาม หรือสบประมาทผู้ที่ถูกกล่าวถึง หรือเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว
ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวว่า “ตำรวจไม่รับแจ้งความ” “ตำรวจไม่รับแจ้งความเหตุปล้นทรัพย์” “ผู้กำกับเหลี่ยมใส่เราแล้ว” จำเลยได้กล่าวขณะที่โจทก์ร่วมเรียกจำเลยกับพวกไปสอบถามถึงเหตุที่แจ้งความให้ดำเนินคดีกับคนร้ายที่ร่วมกันปล้นรถยนต์ ซึ่งได้ความว่ารถยนต์คันดังกล่าวมีชื่อ ส. เป็นผู้ครอบครองมิใช่จำเลย โจทก์ร่วมจึงให้ ส. เป็นผู้ให้ข้อเท็จจริง ส.แจ้งว่าวันเกิดเหตุพนักงานของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อมายึดรถยนต์ของตน เป็นเหตุให้จำเลยเกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วม ทั้งที่การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ร่วมเป็นไปตามขั้นตอนการทำงานตามปกติก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะรับแจ้งความเรื่องใด ย่อมต้องสอบถามข้อเท็จจริงให้ได้ความชัดแจ้งว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นเสียก่อน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนมีให้เกิดการกลั่นแกล้งกัน โดยการนำความเท็จมาแจ้ง ที่จำเลยพูดกับโจทก์ร่วมด้วยถ้อยคำดังกล่าว อันหมายถึงโจทก์ร่วมใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่รับแจ้งความตาม ส.แจ้ง ทำให้ผู้ที่ได้ยินเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่สุจริต ถ้อยคำดังกล่าวเช่นนี้ จึงมิใช่เป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่เป็นการกล่าวถ้อยคำสบประมาทโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่ตามความหมายถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนี้ เป็นการดูหมิ่นโจทก์ร่วมอันเป็นความผิดตามมาตรา ๑๓๖ (เดิม)
|