หัวข้อ : ฎีกาที่น่าสนใจที่ 14737/2551 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367
หมวดหมู่ : รวมคำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ (ฎีกา 5ดาว)







คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2512/2549 (ถูกกลับโดย คำพิพากษาฎีกาที่ 14737/2551)

 

ป.พ.พ. มาตรา 1299

 

          จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำเลยที่ 1 ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ส. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ส. ขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ครั้นครบกำหนดจำเลยที่1 ไม่ใช้สิทธิไถ่คืน แต่หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) มิใช่หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์บุคคลจะพึงมีสิทธิเหนือที่ดินพิพาทคงมีแต่สิทธิครอบครอง แม้โจทก์จะได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่การได้มาของโจทก์ก็เป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมซึ่งถ้ายังมิได้จดทะเบียน โจทก์จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 14737/2551 (เดินตาม คำพิพากษาฎีกาที่ 4001-4002/2548, 523/2535)

 

ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1373, 1378

 

          โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อ อ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ. จึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 จึงเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์ กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด

 

ย่อยาว

 

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2379 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

          จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

          จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

          ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

          โจทก์อุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง

          โจทก์ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2383 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นของนายอะหวัง หมะเระ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา ต่อมาถูกทางหลวงสายหาดใหญ่ - จะนะ ตัดผ่านและมีการรังวัดแบ่งหักเป็นทางสาธารณะเนื้อที่ 6 ไร่ 51 ตารางวา คงเหลือที่ดินเพียง 1 งาน 27 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้นายอะหวังทำสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวกับโจทก์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี และไม่ได้ไถ่คืน ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทแต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ของที่ดินพิพาทกับที่ดินของจำเลยอีก 9 แปลง ตั้งแต่ปี 2539

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และนายอะหวังมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กว้านซื้อที่ดินในบริเวณเดียวกันรวม 9 แปลง และขอรังวัดรวมเนื้อที่ของที่ดินพิพาทกับที่ดินของจำเลยอีก 9 แปลง ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า นายอะหวังได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 และมอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีไปแล้ว ต่อมาปี 2536 นายลอมลีขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และได้มอบการครอบครองที่ดินให้แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทรวมกับที่ดินของจำเลยที่ 1 อีก 9 แปลง นายอะหวังและนายลอมลีไปดูการถมดินในที่ดินพิพาทด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน หลังจากถมดินเสร็จจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ที่ดินทั้ง 9 แปลง กับที่ดินพิพาทซึ่งนายลอมลีอ้างว่าเป็นที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้แล้วโดยมีการบันทึกถ้อยคำไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของตนโดยมีนายอะหวังซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนแรกเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า นายอะหวังได้ขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกทางหลวงตัดผ่านให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่นายลอมลีแล้ว หลังจากนั้นได้มีการถมดินในที่ดินดังกล่าว นายอะหวังไปดูการถมดินในที่ดินดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 สนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ ประกอบกับโจทก์เบิกความว่าโจทก์รับซื้อฝากหลังจากที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้มีการรวบรวมที่ดินทั้ง 9 แปลง แล้ว และโจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้เนื่องจากมีที่ดินของจำเลยครอบอยู่ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์รับซื้อฝากเพราะต้องการดอกเบี้ยที่ได้จากการรับซื้อฝาก ไม่ต้องการที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามความเป็นจริงไม่ จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2536 แม้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อนายอะหวังเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่นายอะหวังขายที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีเป็นการสละการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 นายอะหวังจึงหมดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตามมาตรา 1378 เมื่อนายลอมลีขายและมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินในที่ดินพิพาทเป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และเมื่อนายอะหวังหมดสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์กับนายอะหวังจะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ และสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4001 - 4002/2548

 

ป.พ.พ. มาตรา 1367, 1373

ป.วิ.พ. มาตรา 167

 

          จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยยอมให้โจทก์ที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทนับเป็นการสละเจตนาครอบครองและไม่ยึดถือที่ดินพิพาทต่อไป การที่โจทก์ที่ 1 ครอบครองต่อมาและชำระภาษีบำรุงท้องที่มาตลอดจึงเป็นการยึดถือโดยเจตนาจะยึดเพื่อตน โจทก์ที่ 1 ย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะทำนิติกรรมจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2 ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในฐานะผู้รับโอน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

          เมื่อคดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยไม่แยกเป็นรายสำนวนนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่ความในสำนวนหลัง

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  523/2535

 

ป.พ.พ. มาตรา 453, 1378

 

          ป. ขายที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่จำเลยก่อนแล้ว โดยให้จำเลยเข้าครอบครองและมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาทให้จำเลย จึงเป็นการโอนการครอบครองให้แก่จำเลยไปแล้ว ป. ไม่มีสิทธินำที่ดินไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่พิพาท จำเลยมีสิทธิดีกว่า

 

ที่มา อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร บรรยายวันที่ 5 มิถุนายน 2554





ฎีกาที่น่าสนใจที่ 14737/2551 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2447 ครั้ง
ลงวันที่ 26/01/2014 16:03:20





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน