คำพิพากษาฎีกาที่ 296-297/2552
ป.พ.พ. มาตรา 680, 686, 698
สัญญาค้ำประกันข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 รับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยยอมชำระเงินแทนภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว แต่โจทก์จะต้องแจ้งเหตุแห่งการปฏิบัติผิดสัญญาให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่เหตุการณ์นั้น ๆ ได้เกิดขึ้น ข้อความดังกล่าวเป็นการค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไข แม้ข้อความตอนท้ายระบุให้โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบภายในกำหนด 15 วัน ก็เป็นเพียงกำหนดเวลาที่จะต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันรู้ตัวว่าจะต้องรับผิดเท่านั้น หาใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิดของผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดไม่เพราะข้อความในสัญญาข้อ 2 ดังกล่าวมิได้ระบุไว้เช่นนั้นโดยชัดแจ้ง การที่โจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงการปฏิบัติผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญา จึงไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด
ที่มา สำนักวิชาการ เล่ม 10 หน้า 1
ข้อสังเกต
1. คำพิพากษาฎีกาดังกล่าวมีประเด็นเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การอยู่ในย่อสั้นด้วย และมีประเด็นเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานอยู่ในย่อยาวด้วย
2. มีประเด็นที่น่าสนใจตอนท้ายของย่อยาวเกี่ยวกับการทำคำพิพากษาว่า
อนึ่ง ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 มิได้กำหนดให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,981,827.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนในวงเงิน 670,890 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้แทนในทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 แพ้คดี
|