ในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง จะต้องรู้ว่ากรณีใดบ้างเป็นแก้ไขน้อย หรือแก้ไขมาก เพื่อที่จะทราบว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิฎีกาหรือไม่ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นข้อดังนี้
1. แก้บท แก้โทษ เป็นแก้ไขมาก
2. แก้เรื่องรอการลงโทษ ไม่ว่าจะแก้จากรอเป็นไม่รอ หรือแก้จากไม่รอเป็นรอ
แต่ถ้าแก้จากรอ เป็นไม่รอ เป็นการเพิ่มเติมโทษ
3. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกและให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรม แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรม เป็นการแก้ไขมาก 4816/2543
แต่ปัจจุบันมีคำพิพากษาฎีกา 6517/2552 วินิจฉัยว่า เป็นการแก้ไขเล็กน้อย แต่ฎีกานี้ ศาลอุทธรณ์ให้รอการลงโทษจำเลยด้วย
4.ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับสถานเดียว ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนโทษเป็นจำคุกสถานเดียวและให้กักขังแทน เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษ 2695/2548
5. ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียวโดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งโดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ เป็นการแก้ไขมาก แต่ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ 6744/2544, 5898-5899/2540
ข้อสังเกต
1. กรณีที่ถือว่าเป็นการแก้บท แก้โทษ ที่เป็นการแก้ไขมากนั้นจะต้องทราบก่อนว่าเรื่องใดบ้างเป็นการแก้บท ซึ่งมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแก้บทเรื่องหนึ่งที่ยังสับสนกันอยู่ คือ การแก้ไขวรรค ว่าการแก้ไขวรรคในมาตราใดที่เป็นการแก้ไขมาก มาตราใดที่เป็นการแก้ไขน้อย ซึ่งพอจะจำแนกได้ดังนี้
- กรณีแก้ไขวรรค
ถ้าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยมิได้ระบุว่าเป็นความผิดวรรคใด การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยระบุวรรคให้ชัดเจนขึ้นไม่ถือว่าเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์แก้โทษด้วย ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย D663/2536
แต่ถ้าเป็นกรณีคำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุวรรคมาด้วย และศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้วรรค ดังนี้ ถ้าความผิดแต่ละวรรคมีอัตราโทษขั้นสูงแตกต่างกันมาก หรือลักษณะความผิดแตกต่างกัน เช่น วรรคหนึ่ง เป็นความผิดอันยอมความได้ อีกวรรคเป็นความผิดต่อแผ่นดิน กรณีนี้ถือเป็นการแก้บท เมื่อมีการแก้ไขโทษด้วย เป็นแก้ไขมาก D7511/2547, D2220/2527 (ป), 1751/2543
แต่ถ้าแต่ละวรรคมีอัตราโทษขั้นสูงไม่แตกต่างกันมาก ไม่ถือเป็นการแก้บท เมื่อมีการแก้ไขโทษด้วย ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย 4451/2542, 8524/2544, 3448/2547
โดยคำพิพากษาฎีกา 7511/2547 และ 1751/2543 นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ผู้เขียน จะไม่ขอกล่าวถึง เพราะคิดว่าไม่น่าจะนำมาแต่งเป็นโจทย์ข้อสอบได้ โดยจะขอกล่าวถึงเรื่องข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 และ ป.อ. มาตรา 277 ซึ่งเป็นที่สามารถนำมาออกข้อสอบได้มากกว่า ซึ่งเห็นได้จากคำพิพากษาฎีกาที่ 2220/2527 (ป) และ 8524/2544
คำพิพากษาฎีกา 2220/2527 (ป) ความผิดตามวรรคแรกและวรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม แก้ไขปี 2550) ของ ป.อ. มาตรา 276 มีอัตราโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันมา ประกอบกับความผิดตามวรรคแรกนั้นเป็นความผิดที่อาจยอมความกันได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 281 ส่วนความผิดตามวรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม แก้ไขปี 2550) เป็นอาญาแผ่นดินมิอาจยอมความกันได้ ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้วรรคในกรณีความผิดคาม ป.อ. มาตรา 276 และแก้โทษด้วย จึงเป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามคู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 โจทก์ย่อมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ศาลขั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม แก้ไขปี 2550) ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 แล้ว จำคุก 5 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 276 วรรคแรก ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 แล้วจำคุก 2 ปี ดังนี้ถือว่าศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218
ข้อสังเกต จะเห็นได้ว่า ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก จำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี ส่วนวรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม) จำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต จึงมีอัตราโทษขั้นสูงแตกต่างกันมาก เป็นการแก้ไขมาก ทั้งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก เป็นความผิดอันยอมความได้ ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม) เป็นความผิดต่อแผ่นดิน
คำพิพากษาฎีกาที่ 8524/2544 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (ปัจจุบันเป็นวรรคสี่) ลงโทษจำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม) ลงโทษจำคุก 7 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ลักษณะกระทำผิดจำเลยมีมีดเป็นอาวุธ เป็นความผิดฐานเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ คือขณะกระทำผิดจำเลยไม่มีอาวุธ ทั้งความผิดทั้งสองวรรคต่างก็เป็นความผิดอันยอมความกันไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำเลยเกิน 5 ปี คดีต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง
ข้อสังเกต จะเห็นได้ว่า ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง (ปัจจุบันเป็นวรรคสาม) ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 7 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนวรรคสาม (ปัจจุบันเป็นวรรคสี่) ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต อัตราโทษขั้นสูงเท่ากัน เป็นแก้ไขเล็กน้อย
2. คำพิพากษาฎีกา 4816/2543 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย 2 กระทง จำคุก 1 ปี และให้เปลี่ยนโทษจำคุก เป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท้จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 6
คำพิพากษาฎีกา 6517/2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่เปลี่ยนโทษจำคุก และให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองในแต่ละฐานความผิดอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษกับให้คุมประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ อันเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงเล็กน้อย และมิใช่กรณีพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง
|