หัวข้อ : สรุปหลักกฎหมาย จับ ค้น อ.เกียรติขจร
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







การจับ การค้น

 

 

      โดยหลักแล้ว ผู้มีอำนาจในการจับ คือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ( ดู ปวิ.อ. มาตรา 78 เป็นต้น) ราษฎรจะจับราษฎรด้วยกันเองถือเป็นข้อยกเว้น (ดู ป.วิ.อ.มาตรา 79) ส่วนการค้น ไม่ว่าจะเป็นในที่รโหฐานเพื่อหาตัวคนหรือสิ่งของหรือค้นตัวบุคคลในที่สาธารณสถานจะทำได้โดยพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเท่านั้น (ดู ป.วิ.อ. มาตรา 92  มาตรา 93) ราษฎรจะค้นที่รโหฐานหรือค้นราษฎรด้วยกันเองในที่สาธารณสถานไม่ได้

 

 

      พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ  มาตรา 2(16) หมายความถึง

 

ก) เจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน

      พนักงานฝ่ายปกครอง        เช่น นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

      ตำรวจ                            ไม่จำกัดยศและตำแหน่งหน้าที่ คือ ตั้งแต่พลตำรวจขึ้นไป

      กฎหมายซึ่งบัญญัติให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ป.วิ.อ.มาตรา 17 ให้อำนาจทำการ “สืบสวน” คดีอาญาได้ ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (10) อธิบายว่า การคือ การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่เพื่อ “รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด”

 

ข) พัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าพนักงานอื่น ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายซึ่งตนมีหน้าที่จะต้องจับกุมหรือปราบปราม

 

เขตอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ

      พนักงานฝ่ายปกครอง เช่น นายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีเขตอำนาจเฉพาะในท้องที่ซึ่งตนรับผิดชอบ ส่วนตำรวจนั้น D1259/42 วินิจฉัยว่า มีเขตอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ทั่วราชอาณาจักรโดยไม่ต้องคำนึงถึงยศหรือตำแหน่งของตำรวจนั้น

 

 

จับ

      การจับ เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมากที่สุดอย่างหนึ่ง การจับก่อให้เกิดอำนาจในการควบคุมผู้ถูกจับ (ป.วิ.อ. มาตรา 83 , 84, 84/1 และ 87) ผู้จับมีอำนาจค้นตัวผู้ถูกจับ (มาตรา 85 วรรคหนึ่ง) และอำนาจอื่นอีกหลายประการ

      เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้พ้นจากการถูกจับโดยอำเภอใจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยหลักแล้ว การจับต้องเป็นการจับโดยมีหมายจับ จะจับโดยไม่มีหมายก็แต่เฉพาะตามที่กฎหมายบัญญติไว้เท่านั้น

 

 

เหตุออกหมายจับ (ป.วิ.อ. มาตรา 66)

      ป.วิ.อ. มาตรา 66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้

      (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือ

      (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น

      ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

      ข้อสังเกต มาตรา 66 (1) ได้กำหนดอัตราโทษของความผิดอาญา ซึ่งเป็นเหตุออกหมายจับ คือ “จำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี” ด้วยเหตุนี้ หากความผิดอาญานั้นมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงสามปีหรือต่ำกว่านั้น ก็ยังไม่เป็นเหตุออกหมายจับผู้กระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการออกหมายเรียกเสียก่อน หากไม่มาตามหมายเรียกโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร มาตรา 66 วรรคสอง ให้สันนิษฐานว่า บุคคลนั้นจะหลบหนี ซึ่งมีผลคือเป็นเหตุให้ออกหมายจับตามมาตรา 66(2) ได้

      ในกรณีที่ความผิดอาญานั้นมีโทษจำคุกอย่างสูงสามปีหรือต่ำกว่านั้น แม้จะไม่เป็นเหตุออกหมายจับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 66(1) แต่ก็อาจเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) ได้ หากมีหลักฐานว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด และมีเหตุอันควรหรือเชื่อว่าจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น 

      ข้อสังเกต เหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(1) คำนึงถึงอัตราโทษ กล่าวคือ “จำคุกอย่างสูงเกินสามปี” ทั้งนี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะหลบหนีหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้ความผิดนั้นจะมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หากศาลเห็นว่าพนักงานสอบสวนเพียงแต่นัดหมาย หรือออก “หมายเรียก” ก็ได้ (ดู ป.วิ.อ. มาตรา 52 วรรคหนึ่ง) ศาลก็อาจไม่ออก “หมายจับ” ตามที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจร้องขอก็ได้

 

 

      เหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) โดยหลักก็น่าจะหมายถึง กรณีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีลงมา ซึ่งจะออกหมายจับได้ต้องเป็นกรณี “หลบหนี” หรือจะไป “ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน” หรือ “ก่อเหตุอันตรายประการอื่น” แต่มีข้อสังเกตว่ามาตรา 66 วรรคสอง ให้สันนิษฐานว่า “ผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” หรือ “ไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้อันสมควร” เป็นบุคคลที่ “จะหลบหนี” อันเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) นั้น ความผิดจะมีอัตราโทษจำคุกเท่าใดก็ได้ ข้อสำคัญไม่ได้อยู่ตรงอัตราโทษ แต่อยู่ตรงที่ว่าจะ “หลบหนี” หรือ “ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน” หรือ “ก่อเหตุอันตราบประการอื่น” หรือไม่ กรณีตามมาตรา 66(2) อัตราโทษจำคุกจะเท่าใดก็ได้ กล่าวคือ ตั้งแต่ประหารชีวิตลงมา

      ตัวอย่าง พนักงานสอบสวน “ร้องขอ” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 59 ให้ศาลออกหมายจับนายแดงในความผิดฐานทำร้ายร่างกายนายดำรับอันตรายสาหัส อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี ศาลย่อมมีอำนาจที่จะไม่ออกหมายจับนายแดงตามคำร้องขอดังกล่าวได้ หากศาลเห็นว่านายแดงไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ทั้งนี้ แม้ว่าความผิดที่กล่าวหาว่า นายแดงกระทำนั้นจะมีอัตราโทษ “จำคุกอย่างสูงเกินสามปี” ซึ่งเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(1) ก็ตาม ในกรณีเช่นนี้พนักงานสอบสวนต้อง “นัดหมาย” หรือออก “หมายเรียก” ให้นายแดงมาที่พนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็มีอำนาจออก “หมายเรียก” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 52

      หากปรากฏว่า พนักงานสอบสวนจะดำเนินการออกหมายเรียกนายแดงปรากฏชัดเจนว่านายแดงกำลังจะหลบหนีออกนอกประเทศโดยเดินทางไปยังต่างประเทศ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับนายแดงได้ ซึ่งหากศาลเห็นว่านายแดงกำลังจะหลบหนีจริง ๆ ศาลก็ออกหมายจับนายแดงตามมาตรา 66(2) ได้ เพราะกรณีตามมาตรา 66 (2) นั้นความผิดอาญาจะมีโทษจำคุกเท่าใดก็ได้ ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีลงมาเท่านั้น เพราะตัวบทมิได้ระบุไว้ตรง ๆ เช่นนั้น กรณีตามตัวอย่างที่ยกมานี้โทษจำคุกในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 ฐานทำร้ายร่างกายอันตรายสาหัส คือ “หกเดือนถึงสิบปี” ศาลก็ออกหมายจับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 66(2) ได้เช่นกัน

ข้อสังเกต

      1. กรณีตามมาตรา 66 (2) นี้ จะเกี่ยวข้องกับกรณีจับโดยไม่มีหมายจับตามมาตรา 72 (3) ด้วย เพราะมาตรา 78 (3) โยง มาหามาตรา 66 (2) ดังนั้น จึงต้องเข้าใจว่ามาตรา 66(2) หมายถึงกรณีใด

      2. “เหตุออกหมายจับ” ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 66 ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ ไม่มีกฎหมายมาตราใดบังคับว่า หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน ศาลอาจไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้อง “นัดหมาย” หรือออก “หมายเรียก” บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือหมายเรียก พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองของพนักงานสอบสวนหรือไม่

 

 

การจับโดยไม่มีหมายจับ (มาตรา 78)

      มาตรา 78 ให้อำนาจ “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” จับบุคคลโดยไม่มีหมายจับได้ ซึ่งต้องถือว่าเป็น “ข้อยกเว้น” เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจรอให้มีการออกหมายจับได้

      คำอธิบาย

      1) มาตรา 78 อนุมาตรา 1 เมื่อบุคคลนั้น (ผู้ถูกจับ) ได้กระทำ “ความผิดซึ่งหน้า” ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ มาตรา 80

      ความหมายของ “ความผิดซึ่งหน้า”

 

ป.วิ.อ. มาตรา 80 โดยแยกความผิดซึ่งหน้าออกเป็น 2 ประเภท คือ

      1) ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง และ

      2) ให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า

 

ความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง

      ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ได้แก่ความผิดซึ่ง

 

ก) เห็นกำลังกระทำ (ความผิด) หรือ

ข) พบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ

      ตัวอย่าง ส.ต.ต. เห็นนายแดงขณะกำลังยิงนายดำ เป็นกรณี “เห็นกำลังกระทำ” หรือได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งมาตรงที่ได้ยินเสียงปืนและเห็นนายดำนอนฟุบจมกองเลือด และมีปืนอยู่ในมือของนายแดง เป็นกรณี “พบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่า เขา (นายแดง) ได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ

      กรณีเหล่านี้ ส.ต.ต. ขาว มีอำนาจจับนายแดงได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ เพราะ “เห็น” หรือ “พบ” ด้วยตาของตนเอง

      ข้อสังเกต ตามตัวอย่างข้างต้น หาก ส.ต.ต. ขาวจะจับนายแดง แต่นายแดงวิ่งหนี ส.ต.ต. ขาวจึงวิ่งไล่จับนายแดงแต่จับไม่ทัน จึงยุติการจับ หากวันรุ่งขึ้นพบนายแดงก็จะจับนายแดงโดยไม่มีหมายจับโดยถือว่ากระทำความผิดซึ่งหน้าไม่ได้ การจับโดยไม่มีหมายจับเพราะการกระทำความผิดซึ่งหน้านั้น จะต้องทำการจับโดยทันทีต่อเนื่องจากการกระทำความผิดซึ่งหน้า และการจับนั้นจะต้องยังไม่ขาดตอน กล่าวคือ ไล่ติดตามจับไปโดยตลอดให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า

 

 

      ความผิดต่อเนื่อง

      ความผิด “ซึ่งเห็นกำลังกระทำ” อาจจะเป็น “ความผิดต่อเนื่อง” ก็ได้ เช่น ความผิดฐานพาไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 D1974/39

      ข้อสังเกต

      มี D2535/50 วินิจฉัยว่า บ. พบกองไม้กระยาเลยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายอันเป็นไม้ผิดกฎหมายวางกองอยู่ข้างบ้าน ว. และ ว. รับว่าไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง การกระทำของ ว. ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะไม่ใช่ความผิดที่เห็นกำลังกระทำหรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ ไม่เข้าข้อยกเว้นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้าย ป.วิ.อ. หรือเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคสอง (1) (2) ดังนั้น บ. ไม่มีอำนาจที่จะจับ ว.โดยไม่มีหมายจับได้ ข้อสังเกต หากการที่ ว. มีไม้หวงห้ามยังไม่ได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความผิดดังกล่าวน่าจะถือว่าเป็น “ความผิดต่อเนื่อง” ดุจเดียวกับความผิดฐานมีปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมี D888/07 ได้วินิจฉัยว่า ความผิดดังกล่าว จำเลย “ย่อมกระทำผิดนับแต่วาระแรกที่ได้ปืนนั้นมาไว้ในครองครอง และเป็นความผิดอยู่เรื่อยไปจนกระทั่งจำเลยถูกจับได้พร้อมอาวุธปืน” ด้วยเหตุนี้ เมื่อความผิดนั้น กำลังเกิดขึ้นอยู่ เช่น จำเลยกำลังครอบครองสิ่งนั้น ๆ อยู่ ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงาน “เห็น (จำเลย) กำลังกระทำ (ความผิดนั้น ๆ )” จึงน่าจะเป็นความผิดซึ่งหน้า และจับได้โดยไม่มีหมายจับ ประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่า (2) เจ้าพนักงานเห็นจำเลยกำลังกระทำความผิดต่อเนื่องนั้น ๆ อยู่หรือไม่ ข้อเท็จจริง ตาม D2535/50 ข้างต้นนี้ หากการครอบครองไม้หวงห้ามดังกล่าว เป็นความผิดฐาน “ครอบครอง” ความผิดก็เกิดขึ้นตลอดเวลาที่จำเลยยังครอบครองอยู่ ตราบเท่าที่จำเลยยังไม่ถูกจับ การที่ไม้อยู่ที่จำเลย ถือว่าจำเลยกำลังกระทำความผิดนั้นอยู่ตลอดเวลา กรณีนี้ไม่ใช่ “ผลของการกระทำความผิด” จึงต่างจากการกระทำความผิดฐานบุกรุกซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง

 

 

      ให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 80 วรรคสอง ได้แก่ กรณีที่ผู้จับมิได้ “เห็น” หรือ “พบ” ซึ่งหน้า แต่เป็นกรณีที่

      1) เป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ

      2) มีบุคคลถูกไล่จับดั่งผู้กระทำ (ความผิด) โดยมีเสียงร้องเอะอะ หรือ

      3) เมื่อพบบุคคล   (ก) แทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิด

                              (ข) ในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้น และ

 

                              (ค) มีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือ

                              (ง) มีเครื่องมือ อาวุธ หรือ วัตถุประสงค์อย่างอื่นสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือ

                              (จ) มีร่องรอยหรือพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น

      ตัวอย่าง ส.ต.ต.ขาว เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามนายแดงและร้องว่า “ขโมย ๆ” เช่นนี้ ย่อมจับนายแดงได้เพราะนายแดง “ถูกไล่จับดั่งผู้กระทำ (ความผิด) โดยมีเสียงร้องเอะอะ” เป็นกรณีตามมาตรา 80 วรรคสอง (1) โดยให้ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า เพราะเป็นการจับผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งระบุอยู่ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเข้าตามอนุมาตรา 1 กล่าวคือ บุคคลหนึ่งถูกไล่จับดั่งผู้กระทำ (ความผิด) โดยมีเสียงร้องเอะอะ

      ข้อสังเกต หากชาวบ้านร้องบอกตำรวจให้จับนายแดงซึ่งกำลังวิ่งหนีไปและชาวบ้านวิ่งไล่จับโดยชาวบ้านร้องว่า “จับด้วย ๆ คนขายยาบ้า” ตำรวจไม่มีอำนาจจับตามมาตรา 78(1) เพราะแม้จะเข้าตามมาตรา 80 วรรคสอง (1) แต่การขายยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) ไม่ใช่ความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

 

 

2) มาตรา 78 (2)

      บัญญัติว่า “เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด”

      ถ้อยคำดังกล่าวนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจับผู้ที่ “ตระเตรียม” กระทำความผิดได้โดยไม่ต้องมีหมาย แม้ว่าการตระเตรียมจะไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดก็ตาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการระทำความผิดเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการจำกัดการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ กฎหมายจึงได้ระบุเงื่อนไขไว้ด้วยว่า ผู้ที่จะถูกจับนั้นต้องมี เครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำผิด

      ตัวอย่าง นายดำแจ้งต่อ ส.ต.ต.ขาว ว่านายแดงกำลังเดินทางมาทำร้ายตนโดยมีอาวุธติดตัวมาด้วย คือ มีดดาบ ส.ต.ต. ขาวจึงไปดักซุ่มรอตรงที่นายแดงจะเดินมา เมื่อพบนายแดงจึงจับนายแดง มีกรณีที่จะต้องพิจารณาดังนี้

      ก) ส.ต.ต. ขาวจับแดงได้ โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (2)

      ข) เมื่อจับแล้วพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวได้ 48 ช.ม. โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 (ใช้อำนาจควบคุม ป.วิ.อ. มาตรา 87 ไม่ได้ เพราะมาตรา 87 เป็นอำนาจควบคุมเมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นแล้ว)

      ค) เมื่อใกล้จะครบ 48 ช.ม. ให้พนักงานสอบสวนนำด้วยนายแดงไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลสั่ง “เรียกประกันทัณฑ์บน” ตาม ป.อ. มาตรา 46 อันเป็น “วิธีการเพื่อความปลอดภัย        

      ง) พนักงานอัยการขอให้ศาลสั่งริบ “มีด” ของนายแดงได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) เพราะเป็นทรัพย์ที่ “มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด” และศาลมีอำนาจสั่งริบได้

 

 

3) มาตรา 78 (3)

      บัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้”

      การจับโดยไม่มีหมายจับตามมาตรา 78(3) นี้ หมายถึงกรณีดังนี้

      1) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น (ถ้อยคำจากมาตรา 66 (2)) และ

      2) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลหมายจับบุคคลนั้นได้

      ข้อสังเกต มาตรา 78(3) โยงไปถึงมาตรา 66(2) ซึ่งมาตรามาตรา 66(2) มีถ้อยว่า “และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีซึ่งวรรคสองของมาตรา 66 บัญญัติไว้ด้วยว่า ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้สันนิษฐานไว้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี

      ตัวอย่าง นายแดงถูกนายขาวชิงทรัพย์แล้วนายขาวหลบหนีไป นายแดงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้แล้วภายหลังต่อมา นายแดงพบนายขาวอยู่ในสาธารณสถานแห่งหนึ่ง นายแดงจึงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ใกล้เคียงจับกุมโดยแจ้งด้วยว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว ในกรณีเช่นนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับแจ้งจะจับนายขาวโดยไม่มีหมายจับได้ก็ต่อเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามที่มาตรา 78 (3) ได้บัญญัติไว้ ซึ่งมาตรา 78(3) ได้โยงไปใช้มาตรา 66(2) ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับนายขาวโดยไม่มีหมายจับได้ก็ต่อมีหลักฐานตามสมควรว่านายขาวน่าจะได้กระทำผิด และ มีเหตุอันควรเชื่อว่านายขาวจะหลบหนีหรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายขาวได้ ดังนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่า

      1) มีหลักฐานตามสมควรว่านายขาวน่าจะได้กระทำความผิด (โดยอาจพิจารณาจากคำยืนยันของนายแดงผู้เสียหายประกอบกับคำกล่าวของนายแดงผู้เสียหายว่าได้ร้องทุกข์ไว้แล้ว) และ

      2) มีเหตุอันสมควรเชื่อว่านายขาวจะหลบหนี (การที่นายขาวไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมาตรา 66 วรรคสอง ก็ให้สันนิษฐานว่านายขาวจะหลบหนี)

      3) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับนายขาวได้

ข้อสังเกต

      หากนายขาวไม่มีท่าทีว่าจะหลบหนี ประกอบกับมีอยู่เป็นหลักแหล่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับนายขาวโดยไม่มีหมายจับตามมาตรา 78(3) ไม่ได้ หรือหากนายขาวรู้ตัวว่าจะถูกจับก็จะเดินทำท่าเข้าบ้านตนซึ่งอยู่บริเวณนั้น ก็จะจับนายขาวโดยไม่มีหมายจับไม่ได้เช่นกัน เพราะแม้จะมีเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2)  แต่จะจับโดยไม่มีหมายจับตามมาตรา 78(3) ได้จะต้องเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ด้วย ซึ่งกรณีที่ผู้ต้องหากำลังจะเดินทางกลับเข้าบ้านของตน ไม่น่าจะถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ กรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจคงจะต้องขอให้ศาลออกหมายจับนายขาวตามมาตรา 66(1) เสียก่อนจึงจะจับนายขาวตามหมายจับได้

 

 

      กรณีที่ผู้เสียหายชี้ให้จับหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับเองโดยไม่มีหมายจับ จะต้องครบหลักเกณฑ์ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

 

1) มีหลักฐานตามสมควรว่าผู้จะถูกจับน่าจะได้กระทำความผิดอาญา และ

2) มีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้จะถูกจับ “จะหลบหนี” หรือ “จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน” หรือ จะก่อเหตุอันตรายประการอื่น”

      หากบุคคลที่จะถูกจับไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งมาตรา 66 วรรคสอง “สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี” และ

 

3) ต้อง “มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้

      หากไม่ครบทั้ง 3 ประการ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องขอให้ศาลออกหมายจับ (หากมีเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(1) หรือ (2)) หากยังไม่มีเหตุออกหมายจับ ควรนัดหมายหรือออกหมายเรียก หากไม่มาตามนัดหรือตามหมายเรียกก็ให้สันนิษฐานไว้ว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี ซึ่งเป็นเหตุออกหมายจับตามมาตรา 66(2) ได้

 

 

4.มาตรา 78 อนุมาตรา 4

      เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างที่ถูกปล่อยชั่วคราว ตามมาตรา 117

 

 

การจับโดยไม่มีหมายจับในกรณี ป.วิ.อ.มาตรา 65

      ป.วิ.อ. มาตรา 65 ให้อำนาจเจ้าพนักงานที่จะจับบุคคลโดยไม่ต้องมีหมายในกรณีที่ได้ถูกจับตามหมายจับแล้วได้หลบหนีหรือมีผู้ช่วยให้หนี ผู้มีอำนาจในการจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 65 โดยไม่มีหมายจับ ก็คือ เจ้าพนักงานผู้ที่ได้เคยจับบุคคลนั้นตามหมายมาก่อนนั่นเอง

 

ตัวอย่าง ร.ต.อ. ขาวจับนายแดงตามหมายจับ ระหว่างที่นำตัวนายแดงไปที่สถานีตำรวจเพื่อส่งมอบตัวให้แก่พนักงานสอบสวน นายแดงได้แอบหลบหนีไปจากรถยนต์ที่ใช้ในการควบคุมตัว โดยขณะหลบหนี ร.ต.อ. ขาวไม่ทราบเรื่อง การหลบหนีเป็นการหลบหนีที่คุมขังตาม ป.อ. มาตรา 190 แต่ก็มิใช่ความผิดซึ่งหน้า เพราะ ร.ต.อ. ขาวไม่เห็นในขณะที่นายแดงหลบหนี ดังนี้ หากวันรุ่งขึ้น ร.ต.อ. ขาวกำลังติดตามจับกุมนายแดงไปพบนายแดงโดยบังเอิญ ร.ต.อ.ขาวมีอำนาจจับนายแดงได้อีกโดยไม่ต้องมีหมายจับ เป็นการจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 65 ซึ่งบัญญัติไว้เพื่อตัดความสงสัยว่า ร.ต.อ. ขาวจะจับนายแดงโดยไม่มีหมายได้หรือไม่ เพราะในตอนแรกเป็นการจับโดยไม่มีหมายจับ ซึ่งเมื่อจับนายแดงได้แล้ว ก็ดำเนินคดีได้ในความผิดเดิมตามหมายจับและในความผิดใหม่คือฐานหลบหนีที่คุมขัง

      ข้อสังเกต

      หากนายแดงซึ่งถูกควบคุมอยู่วิ่งหนีไปซึ่งหน้า ส.ต.ต. ขาวก็จับได้โดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 78 อนุ 1 ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นการกระทำความผิดฐานหลบหนีจากที่คุมขังตาม ป.อ. 190 อันเป็น “ความผิดซึ่งหน้า” หมายจับเดิมนั้นใช้ไม่ได้แล้ว เพราะ ป.วิ.อ.มาตรา 68 บัญญัติว่า “หมายจับคงใช้ได้อยู่จนกว่าจะจับได้” ป.วิ.อ.มาตรา 65 จึงต้องให้อำนาจผู้จับตามหมายจับเดิมทำการจับได้โดยไม่ต้องมีการออกหมายจับใหม่อีก

 

 

การจับโดยไม่มีหมายจับในกรณีตามมาตรา 134 วรรค 5

 

      พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับได้ หากเป็นกรณีที่แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ผู้ต้องหายังไม่ได้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนเห็นว่ามี่เหตุออกหมายขังผู้ต้องหาได้ และพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหานั้นไปศาลเพื่อให้ศาลออกหมายขัง แต่ผู้ต้องหาไม่ยอมไปศาลตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน

      ข้อสังเกต มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติถึงกรณีที่ผู้ต้องหายังไม่ได้ถูกจับ เช่น ผู้ต้องหาที่ถูกเรียกมา (โดยหมายเรียก) หรือปรากฏว่าผู้ใดซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา เช่น พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนบุคคลนั้นเป็นพยาน แต่ปรากฏต่อมาว่าเขาเป็นผู้ต้องหา ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนยังไม่มีอำนาจควบคุม เพราะอำนาจจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจับผู้ต้องหาแล้วเท่านั้น

 

      ในกรณีที่ยังมิได้มีการจับผู้ต้องหา แต่ผู้ต้องหาถูกหมายเรียกให้พบพนักงานสอบสวน เมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว หากพนักงานเห็นว่ามีเหตุออกหมายขังผู้ต้องหานั้นได้ตามมาตรา 71 โดยมาตรา 71 โยงไปหามาตรา 66 กล่าวคือ

      หากพนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุตามมาตรา 66 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาล เมื่อเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลมีอำนาจ “สั่งขัง” โดยนำ ป.วิ.อมาตรา 87 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่โดยไม่ต้องมีการจับผู้ต้องหา

      ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นนี้พนักงานสอบสวนจะควบคุมผู้ต้องหาไม่ได้เพราะยังไม่ได้มีการจับกุมผู้ต้องหานั้น พนักสอบสวนจะต้องปล่อยผู้ต้องหาไปและสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่เปิดทำการ และการปล่อยผู้ต้องหาไปนั้นมิใช่การปล่อยชั่วคราว เพราะยังไม่มีอำนาจควบคุมเนื่องจากยังไม่มีการจับผู้ต้องหานั้น

      หากผู้ต้องหาไม่ยอมไปศาลตามที่พนักงานสอบสวนสั่ง มาตรา 134 วรรคห้า ให้อำนาจพนักงานสอบสวนจับผู้ต้องหานั้นได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ โดยมาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติให้ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ





สรุปหลักกฎหมาย จับ ค้น อ.เกียรติขจร | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2438 ครั้ง
ลงวันที่ 26/01/2014 23:31:20





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน