หัวข้อ : สรุปหลักกฎหมาย จับ ค้น (อำนาจจับ) อ.เกียรติขจร
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







อำนาจจับของราษฎรมาตรา 79

 

     ได้แก่กรณีดังต่อไปนี้

1. เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 และความผิดซึ่งหน้านั้น ต้องได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 79)

    ได้แก่ ความผิดต่อเจ้าพนักงาน, หลบหนีจากที่คุมขัง, ความผิดต่อศาสนา, ก่อจลาจล, ปลอมแปลงเงินตรา, ข่มขืนกระทำชำเรา, ประทุษร้านแก่ชีวิต, ประทุษร้ายแก่ร่างกาย, ความผิดฐานทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ, ลักทรัพย์, วิ่งราวทรัพย์, ชิงทรัพย์, ปล้นทรัพย์, กรรโชก

    ข้อสังเกต

    อำนาจในการจับของราษฎรนั้นเป็นข้อยกเว้นจึงมีน้อยกว่าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าอย่างแท้จริง (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคหนึ่ง) หรือในกรณีที่ถือว่าเป็นความผิดซึ่งหน้า (มาตรา 80 วรรคสอง) ราษฎรจะจับได้เฉพาะกรณีความผิดนั้นระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานี้เท่านั้น

 

 

    ตัวอย่าง นายราษฎรเห็นนายแดงขณะกำลังลักทรัพย์นายดำ นายขาวจับกุมนายแดงได้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 ประกอบกับมาตรา 80 เป็นกรณีที่นายขาวเห็นนายแดงกำลังกระทำ (ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคหนึ่ง) และความผิดฐานลักทรัพย์นั้นระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลฯ ด้วย

    ตัวอย่าง นายขาวราษฎรเห็นนายดำวิ่งไล่ตามหลังนายแดงพร้อมกับร้องว่า “ขโมย” นายขาวจับนายแดงได้ โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 ประกอบกับมาตรา 80 เป็นกรณีที่นายขาวเห็นนายแดง “ถูกไล่จับดั่งผู้กระทำ (ความผิด) โดยมีเสียงร้องเอะอะ” (ป.วิ.อ. มาตรา 80 วรรคสอง (1)) และความผิดฐานลักทรัพย์นั้นก็ระบุอยู่ในบัญชีท้ายประมวลฯ ด้วย

    ข้อสังเกต

    หากความผิดนั้นไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวล ราษฎรก็ไม่มีอำนาจจับแม้จะเห็นกำลังกระทำก็ตาม เช่น ยาเสพติด เป็นต้น

 

 

2.เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับขอความช่วยเหลือให้จับ (ป.วิ.อ. มาตรา 82) *จะบังคับโดยอาจเกิดอันตรายแก่เขาไม่ได้

    ตัวอย่าง ส.ต.ต. ขาวจะจับนายแดงตามหมายจับ นายแดงที่วิ่งหนี ส.ต.ต. ขาวจึงขอความช่วยเหลือจากนายเหลืองให้ช่วยจับ นายเหลืองจับนายแดงได้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 82 ทั้งนี้แม้ว่าในตอนแรก ส.ต.ต.ขาวจะจับนายแดงในความผิดที่ไม่อยู่ในบัญชีท้ายประมวล ฯ ก็ตาม

    ข้อสังเกต

    1) ถ้า ส.ต.ต. ขาวจับนายแดงขณะกำลังขายยาเสพติด (ความผิดซึ่งหน้า) และ ส.ต.ต.ขาวขอความช่วยเหลือให้นายเหลืองช่วยจับ นายเหลืองก็ไม่มีอำนาจจับ เพราะ ส.ต.ต. ขาวไม่ได้จัดการตาม “หมายจับ” และความผิดตาม “พ.ร.บ.ยาเสพติด ไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวล

    2) การที่เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ “ขอความช่วยเหลือ” ต้องถือว่าเป็น “หน้าที่” ของราษฎรที่จะต้องช่วย โดย ป.วิ.อ. มาตรา 82 ใช้คำว่า “บังคับ” ซึ่งก็หมายความว่า หากไม่เกิดอันตรายแก่ราษฎรแล้ว ราษฎรต้องช่วย หากไม่ช่วยก็มีความผิดฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 368 และเมื่อ “ต้องช่วย” แล้วก็ได้รับการคุ้มครองทันที กล่าวคือ ผู้ที่ต่อสู้หรือขัดขวาง ก็มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 เพราะเป็นการต่อสู้ขัดขวาง “ผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่” ผู้ที่ทำร้ายร่างกาย ก็มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 296 (ประกอบกับมาตรา 289 (3)) ผู้ที่ฆ่าก็ผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (3) เพราะเป็นการกระทำต่อ “ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน”

    หมายเหตุ “ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน” ตาม ป.อ. มาตรา 289 (3) รวมถึงอาสาสมัครด้วย แต่ “ผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงาน” ตาม ป.อ. มาตรา 138 หมายถึง เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ต้องช่วย เช่น กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 82

 

 

3. นายประกันหรือผู้เป็นหลักประกันจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีและจะหลบหนี ตามเงื่อนไขใน ป.วิ.อ.มาตรา 117

    สังเกตจากถ้อยคำในมาตรา 117 ที่ว่า ถ้าไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพนักงานได้ทันท่วงทีก็ให้มีอำนาจจับผู้ต้องหาหรือจำเลยได้เอง แล้วส่งไปพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่ใกล้ที่สุด และให้เจ้าพนักงานนั้นรีบจัดส่งผู้ต้องหาหรือจำเลยไปยังเจ้าพนักงานหรือศาล โดยคิดค่าพาหนะจากบุคคลซึ่งทำสัญญาประกันหรือหลักประกันนั้น

 

 

สถานที่ซึ่งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีข้อจำกัดในการจับ

    ป.วิ.อ. มาตรา 81 ได้จำกัดอำนาจในการจับไม่ว่าจะมีหมายหรือไม่มีหมายจับก็ตาม โดยห้ามจับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการ “ค้น” ในที่รโหฐาน

    “ที่รโหฐาน” หมายความถึง “ที่ต่าง ๆ ซึ่งมิใช่ที่สาธารณสถานดั่งบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา” (มาตรา 2 (13)) ซึ่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ในมาตรา 1 อนุมาตรา 3 ว่า “สาธารณสถาน” หมายความว่า “สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้” ดังนั้น “ที่รโหฐาน” จึงหมายความว่า “สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนไม่มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้” นั่นเอง

    เหตุผลที่มาตรา 81 บัญญัติห้ามจับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติใน ป.วิ.อ. อันว่าด้วยการค้นในที่รโหฐาน ทั้งนี้เพราะ กฎหมายถือว่าการเข้าไปในที่รโหฐานนั้นเท่ากับการ “ค้น” ไปด้วยในตัวจึงต้องพิจารณาว่ามีอำนาจในการค้นด้วยหรือไม่ ควบคู่ไปด้วย จะพิจารณาเฉพาะอำนาจในการ “จับ” ตามหมายจับหรือจับได้โดยไม่มีหมายตามมาตรา 78 อย่างเดียวไม่เพียงพอ

    อำนาจในการค้นนั้น โดยหลัก คือ ต้องมีหมายค้น ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 69 ระบุ “เหตุในการออกหมายค้นไว้ แต่ในบางกรณีก็สามารถค้นได้โดยไม่ต้องมี “หมายค้น” (ป.วิ.อ. มาตรา 92)

    ตัวอย่าง ส.ต.ต.ขาวได้รับมอบหมายให้จัดการจับนายแดงตามหมายจับ ส.ต.ต.ขาวพบนายแดงกำลังนั่งเล่นอยู่ที่สนามหญ้า ภายในบ้านของนายแดงในเวลากลางวัน ส.ต.ต.ขาวมีอำนาจเข้าไปจับนายแดงภายในบ้านนั้นได้ เพราะเหตุผลดังนี้

    ก) เป็นการจับตามหมายจับ

    ข) ไม่ขัดต่อมาตรา 81 เพราะการเข้าไปในบ้านของนายแดง แม้จะเป็นการ “ค้น” ไปด้วยในตัว ก็เป็นการ “ค้น” โดยชอบ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 92(5) ให้อำนาจค้น (เข้าไปในบ้าน) โดยไม่ต้องมีหมายค้นได้ เนื่องจากเป็นบ้านของนายแดงและผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน

    ข้อสังเกต หาก ส.ต.ต.ขาวพบนายแดงกำลังนั่งคุยอยู่กับนายเหลืองในบ้านของนายเหลือง ส.ต.ต.ขาวจะเข้าไปจับทันทีไม่ได้ เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 81 ห้ามไว้ เว้นแต่จะมีอำนาจ “ค้น” อำนาจค้นโดยไม่มีหมายมีระบุไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 92 (1) ถึง (5) ซึ่งตามตัวอย่างที่ยกไม่มีกรณีที่เข้ามาตรา 92 (1) ถึง (5) เลย เช่นนี้ ส.ต.ต.ขาวต้องไปขอให้มีการออกหมายค้นเสียก่อนซึ่งมีเหตุที่จะออกหมายค้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 69 (4) กล่าวคือ “เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ” หากมีหมายค้นแล้วก็เข้าไปจับนายแดงในบ้านของนายเหลืองได้

    พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปัจจุบันไม่มีอำนาจในการออกหมายค้นได้เองแล้ว หากไปทำการค้นด้วยตนเอง ในกรณีที่ต้องหมายค้น ก็ไม่สามารถค้นได้โดยไม่มีหมายได้อีกต่อไปแล้ว ต้องขอให้ศาลออก “หมาย” ด้วย หากมีหมายจับและผู้จะถูกจับอยู่ในที่รโหฐาน หากไม่มีอำนาจในการเข้าไปค้นได้โดยไม่มีหมาย (กล่าวคือ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา 92 (1) ถึง (5)) ก็ต้องขอให้ศาลออกหมายค้นเสียก่อน จึงจะมีอำนาจเข้าไปจับบุคคลตามหมายจับในที่รโหฐานนั้นได้

    ตัวอย่าง พ.ต.อ. ขาวเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ กำลังติดตามจับนายแดงผู้ต้องหาในคดีชิงทรัพย์ตามหมายจับ พ.ต.อ. ขาวเห็นนายแดงนั่งอยู่ในบ้านนายเหลือง แม้ พ.ต.อ.ขาวจะมีอำนาจจับนายแดงตามหมายจับ แต่ในขณะนั้นนายแดงอยู่ในที่รโหฐาน คือ บ้านของนายเหลือง ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 81 ห้ามทำการจับ เว้นแต่จะมีอำนาจค้นบ้านนั้นได้ อำนาจค้นบ้านโดยไม่มีหมายคือ กรณีตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (1) ถึง (5) เมื่อไม่มีเหตุที่จะค้นโดยไม่มีหมายตามมาตรา 92 (1) ถึง (5) จึงต้องเป็นการค้นโดยมีหมายค้นซึ่งเป็นกรณีที่มีเหตุออกหมายค้นได้ตามมาตรา 69 (4) อันเป็นกรณี “เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายในจับ”

    เนื่องจาก ป.วิ.อ. มาตรา 57 ให้อำนาจ “ศาล” เท่านั้นที่จะออก “หมายค้น” ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไม่มีอำนาจออกหมายค้นได้อีกต่อไปแล้ว พ.ตอ.ขาวจึงต้องไปขอให้ศาลออกหมายค้นเสียก่อนโดยอ้าง “เหตุ” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 69 (4) “เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายจับ”

    ข้อสังเกต

    ถ้าหาก พ.ต.อ.ขาวเข้าไปในบ้านนายเหลืองโดยชอบ เช่น นายเหลืองเชิญให้เข้าไป เมื่อพบนายแดงหลบซ่อนตัวอยู่ พ.ต.อ.ขาวสามารถจับนายแดงได้ตามหมายจับ การจับไม่ต้องห้ามตามมาตรา 81 เพราะเข้าไปอันถือเสมือนหนึ่งเป็นการค้นในที่รโหฐานนั้น เป็นการเข้าไปโดยชอบเสียแล้ว เนื่องจากผู้ครอบครองที่รโหฐานนั้นเชื้อเชิญ

    สรุปมาตรา 81 มีความหมายอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

 

1. เว้นแต่เป็นการค้นโดยมีหมายค้น หรือ

2. เว้นแต่มีอำนาจค้นโดยไม่มีหมายค้น กล่าวคือ กรณีค้นตามมาตรา 92 (1) ถึง (5)

    (การค้นโดยมีหมายค้น หรือโดยไม่มีหมายค้นในกรณีตามมาตรา 92 นั้น หากกระทำการค้นในเวลากลางคืนก็จะต้องมีอำนาจค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 96 อีกด้วย เช่น เป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามมาตรา 96 (2)

 

3. เว้นแต่จะได้เข้าไปในที่รโหฐานนั้น โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้ความยินยอมโดยสมัครใจ D1164/46 ได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าไม่ถือว่าเป็นการค้นโดยมิชอบ

    D1259/42 จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดฐานขายเมทแอมเฟตามีน การที่จำเลยที่ 2 ขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จ่าสิบตำรวจ ส.เป็นความผิดซึ่งหน้า เมื่อจำเลยที่ 2 ถูกจับกุมแล้วได้นำจ่าสิบตำรวจส.ไปจับกุมจำเลยที่ 1 เป็นการต่อเนื่องกันทันที ถือได้ว่าจ่าสิบตำรวจ ส.จับกุมจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดซึ่งหน้าด้วยเช่นกัน เพราะหากล่าช้า จำเลยที่ 1 ก็อาจหลบหนีไปได้ และการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 ยังพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอีก 95เม็ด ดังนั้น แม้จ่าสิบตำรวจ ส.เข้าไปจับจำเลยที่ 1 ในห้องพักของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นที่รโหฐานก็ตาม จ่าสิบตำรวจ ส.ก็ย่อมมีอำนาจที่จะจับกุมจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบตาม ป.วิ.อ.มาตรา 81 (1), 92 (2)

    การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนและสถานีตำรวจนครบาลวัดพระยาไกร ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยที่ 2 ผู้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามป.วิ.อ.มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสาม (ก) พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

 

 

ราษฎรไม่มีอำนาจเข้าไปจับในที่รโหฐานแม้ว่ากำลังพบเห็นความผิดซึ่งหน้าและเป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวล

    ตัวอย่าง นายแดงเห็นนายดำทำร้ายร่างกายนายขาวในบ้านของนายดำ “อันเป็นความผิดซึ่งหน้า” และเป็นความผิดที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลฯ นายแดงไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายดำในบ้านของนายดำ เพราะเป็นการจับที่รโหฐานซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 81 ห้ามมิให้จับ เว้นแต่จะได้ทำตามบทบัญญัติว่าด้วยการค้น ซึ่งราษฎรไม่มีอำนาจค้นที่รโหฐาน ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ราษฎรจึงไม่มีอำนาจเข้าไปจับผู้อื่นในที่รโหฐาน

    อย่างไรก็ตาม หากราษฎรเข้าไปในที่รโหฐานนั้นโดยชอบแล้ว เช่น นายดำเชิญนายแดงเข้าไปนั่งเล่นในบ้านของนายดำ เมื่อนายแดงเห็นนายดำกำลังทำร้ายร่างกายนายขาวในบ้านของนายดำ นายแดงสามารถจับนายดำได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 79 ไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 81 เพราะมาตรา 81 บัญญัติห้ามจับในที่รโหฐาน เว้นแต่จะมีอำนาจเข้าไป “ค้น” ในที่รโหฐาน ซึ่งหมายความว่า หากเข้าไปอยู่ในที่รโหฐานนั้นแล้วโดยชอบ ก็ไม่มีการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ครอบครองที่รโหฐานนั้นอีก เมื่อพบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าก็ย่อมทำการจับได้ มาตรา 81 มุ่งหมายแต่เพียงว่าจะเข้าไป “จับ” ในที่รโหฐานได้ต้องมีอำนาจที่จะเข้าไปในที่รโหฐานนั้นด้วย การเข้าไปในที่รโหฐานก็คือการ “ค้น” ที่รโหฐาน ซึ่งหากมีอำนาจในการ “ค้น” (ไม่ว่าจะโดยมีหมายหรือไม่มีหมาย) หรือมีอำนาจในการเข้าไป เช่น เพราะเจ้าของบ้านเชื้อเชิญ ก็ถือว่าเข้าไปโดยชอบและย่อมจับบุคคลในที่รโหฐานนั้นได้ 

    ข้อสังเกต

    1) กรณีนายแดงเห็นนายดำกำลังทำร้ายร่างกายนายขาวในบ้านของนายดำนั้น หากนายแดงเข้าไปจับนายดำ ได้กล่าวแล้วว่าเป็นการจับไม่ชอบ เพราะนายแดงไม่มีอำนาจเข้าไปค้น อย่างไรก็ตาม หากนายแดงเข้าไปเพื่อช่วยนายขาว นายแดงทำร้ายนายดำเพื่อให้นายดำหยุดทำร้ายนายขาว นายแดงอาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยป้องกันตาม ป.อ. มาตรา 68 ซึ่งผลก็คือ การเข้าไปก็ไม่เป็นความผิดความผิดฐานบุกรุก และไม่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เพราะ ป.อ. มาตรา 68 ยกเว้นความผิด ให้หมดทุกฐานความผิด เมื่อการเข้าไปของนายแดงชอบด้วยกฎหมาย การจับก็อาจจะชอบด้วย (เทียบเคียงจากการที่ได้รับเชื้อเชิญเข้าไปในบ้าน)

    2) หากเป็นกรณีนายดำทำร้ายร่างกายนายขาวในบ้านของนายขาวและนายขาวร้องให้นายแดงช่วย นายแดงเข้าไปในบ้านของนายขาวและจับนายดำได้เป็นการจับโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 แม้จะจับในที่รโหฐานก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 81 เนื่องจากนายขาวขอร้องให้นายแดงช่วยเท่ากับเป็นการ “เชื้อเชิญ” ให้นายแดงเข้าไปในบ้านโดยชอบ เมื่อการ “เข้าไป” เป็นการกระทำโดยชอบ การจับก็ชอบตามไปด้วย ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 81

    ม.81 นั้น ข้อสำคัญอยู่ตรงที่ว่า การ “เข้าไป” อันถือว่าเป็น “ค้น” ในที่รโหฐานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากชอบด้วยกฎหมาย (เพราะมีหมายค้นหรือไม่มีหมายค้น แต่ค้นได้ตามมาตรา 92 หรือเพราะผู้ครอบครอง “เชื้อเชิญเข้าไป” ให้เข้าไป) การจับก็ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย หากมีอำนาจในการจับ

 

 

ขั้นตอนในการจับ

    มาตรา 83 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้เปลี่ยนแปลงหลักการที่เกี่ยวกับขั้นตอนในชั้นจับกุม ดังนี้

 

1) สั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ ในกรณีที่นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ก็ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบโดยหลักก็คือ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ความผิดอาญา “ได้เกิด” (มาตรา 18 วรรคสาม) นั้นเอง

2) เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้ง “ข้อกล่าวหา” ให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ

3) เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งด้วยว่า

    ก) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และ

    ข) ถ้อยคำของผู้ถูกจับนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และ

    ค) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบทนายและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ

 

4) เจ้าพนักงานผู้จับต้องอนุญาตให้ผู้ถูกจับแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งถูกจับไว้วางใจทราบถึงการจับกุม ตามสมควรแก่กรณีหากผู้จับประสงค์เช่นนั้น เว้นแต่

    ก) ไม่สามารถดำเนินการได้สะดวก หรือ

    ข) เป็นการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผู้ถูกจับ หรือ

    ค) ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด

 

 

ขั้นตอน ณ ที่ทำการของพนักงานสอบสวน (ม.84)

    คำรับสารภาพในชั้นจับกุมหรือในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด “รับฟัง” ไม่ได้โดยเด็ดขาด

    ม.84 วรรคสี่ บัญญัติ “ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน” ซึ่งถ้อยคำใด ๆ ซึ่งเป็น “คำรับสารภาพ” ของผู้ถูกจับ “ว่าตนได้กระทำความผิด” ซึ่งผู้ถูกจับได้ให้ไว้

    ก) ในชั้นจับกุม ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือ

    ข) ในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ

    ข้อสังเกต

    มาตรา 84 วรรคสี่ ไม่ให้รับฟังโดยเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่า (ก) เจ้าพนักงานหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบถึงสิทธิของผู้ถูกจับที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และสิทธิอื่น ๆ แล้วก็ตาม และแม้ว่า (ข) คำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดนั้น ผู้ถูกจับจะให้ถ้อยคำออกมาโดยผู้จับหรือผู้รับมอบตัวผู้จับ จะมิได้จูงใจ ข่มขู่ ฯลฯ ใด ๆ เลยก็ตาม

    จะเห็นได้ว่าการที่มาตรา 84 วรรคสี่ บัญญัติเช่นนี้ เท่ากับเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับที่จะไม่ให้ถ้อยคำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา เพราะเท่ากับว่าคำรับสารภาพของผู้ถุกจับกุม “ว่าตนได้กระทำความผิด” ในชั้นจับกุมหรือในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับนั้น โดยผลของกฎหมาย ถือว่าเป็นถ้อยคำที่ให้ออกมาโดยไม่สมัครใจ จึงรับฟังไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ หากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนว่าตนได้กระทำความผิด แต่ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา ก็จะนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมหรือในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับ “ว่าตนได้กระทำความผิด” มาเป็นพยานหลักฐานส่วนหนึ่งในการลงโทษบบุคคลนั้นมิได้

    ข้อสังเกต สิทธิที่จะ “ไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนถูกฟ้องคดีอาญา” โดยหลักแล้วย่อม “สละสิทธิ” ได้ ดังนั้น คำรับสารภาพโดยสมัครใจว่าตนได้กระทำความผิด ก็คือการสละสิทธินี้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม มาตรา 84 วรรคสี่ ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ก็แสดงว่ากรณีนี้ กฎหมายห้ามมิให้มีการสละสิทธินั่นเอง

 

 

    หากศาลล่าง “รับฟัง” คำรับสารภาพดังกล่าวของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมก่อนมาตรา 84 วรรคสี่ มีผลใช้บังคับ แต่เมื่อคดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาตามมาตรา 84 วรรคสี่ มีผลใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาจะรับฟังคำรับสารภาพดังกล่าวได้หรือไม่

    D2215/48 วางหลักว่า ถ้อยคำซึ่งเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่า “ตนได้กระทำความผิด” นั้น ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ต่อเมื่อเป็นถ้อยคำที่ให้ไว้ ภายหลังจากที่มาตรา 84 (แก้ไขเพิ่มเติม) มีผลใช้บังคับแล้วเท่านั้น กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. 47 เป็นต้นไป

    ข้อสังเกต อย่างไรก็ตาม หากคำรับสารภาพดังกล่าวเกิดจากการข่มขู่ ฯลฯ ของผู้จับถ้อยคำนั้นก็รับฟังไม่ได้ตามมาตรา 226 และถ้อยคำโดยไม่สมัครใจดังกล่าว ก็ไม่อยู่ในเงื่อนไขของมาตรา 226/1 ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรับฟังได้

 

 

หากเป็น “ถ้อยคำอื่น”ในชั้นจับกุมหรือในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับ รับฟังได้ หากมีการแจ้งให้ทราบสิทธิ

    หากเป็น “ถ้อยคำอื่น”มาตรา 84 วรรคสี่ วางเงื่อนไขไว้ว่าจะ “รับฟัง” ได้ ก็ต่อเมื่อ

    ก) มีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง แก่ผู้ถูกจับ หรือ

    ข) มีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ

 

 

การแจ้งสิทธิตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง และการแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสอง คือการแจ้งให้ผู้ถูกจับทราบว่า

    1) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ และ

    2) ถ้อยคำของผู้ถูกจับอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้

    ข้อสังเกต

    การแจ้งตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง คือ การแจ้งสิทธิตาม (2) ของมาตรา 84 โดยแจ้งเมื่อผู้ถูกจับมาถึงยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแล้ว (มาถึงสถานีตำรวจแล้ว) และผู้แจ้งคือ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับ และจะต้องแจ้งก็ต่อเมื่อในชั้นจับกุมนั้นราษฎรเป็นผู้จับเท่านั้น หากในชั้นจับกุมเจ้าพนักงานผู้จับมาตรา 83 วรรคสอง บัญญัติให้เจ้าพนักงานผู้จับต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวอยู่แล้ว ดังนั้น ในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับจึงไม่ต้องแจ้งสิทธิสองประการข้างต้นอีก เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อน (มาตรา 84 วรรคหนึ่ง (2))

    ส่วนการแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสอง หมายถึง การแจ้งสิทธิในชั้นจับกุม ในกรณีที่เจ้าพนักงานเป็นผู้จับ หากราษฎรเป็นผู้จับ ราษฎรไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิ

    การแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสอง นั้นมีการแจ้งสิทธิมากกว่ามาตรา 84 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ

    3) ผู้ถูกจับมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ

    หากไม่มีการแจ้งสิทธิ 2 ประการข้างต้น ((1) และ (2)) “ถ้อยคำอื่น” ซึ่ง “รับฟังไม่ได้” ตามมาตรา 84 วรรคท้ายนั้น จะเข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา 226/1 ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจรับฟังได้หรือไม่

    จะเห็นได้ว่า การไม่แจ้งสิทธิ 2 ประการ น่าจะต้องถือว่า “ถ้อยคำอื่น” นั้นให้ออกมา “โดยไม่สมัครใจ” ด้วยเหตุผลที่ว่า สิทธิ 2 ประการซึ่งกฎหมายบังคับให้แจ้งนี้ มีพื้นฐานมาจาก “สิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง” เมื่อไม่มีการแจ้งสิทธินี้ ก็ถือว่าผู้ถูกจับให้ “ถ้อยคำอื่น” ออกมาโดยไม่สมัครใจ เพราะหากผู้ถูกจับทราบถึงสิทธินี้ตั้งแต่แรกที่ถูกจับ เขาก็อาจจะไม่ให้ “ถ้อยคำอื่น” นั้นออกมาก็ได้ การที่ผู้ถูกจับให้ “ถ้อยคำอื่น” ออกมาอาจเป็นเพราะเข้าเข้าใจผิดไปว่าเขามีหน้าที่ต้องให้ถ้อยคำนั้นออกมาก็ได้

    เมื่อถือว่า “ถ้อยคำอื่น” ผู้ถูกจับให้ออกมาในชั้นจับกุมหรือในชั้นรับมอบตัวผู้ถูกจับโดยไม่มีการแจ้งสิทธิ 2 ประการดังกล่าว เป็นการให้ถ้อยคำออกมาโดยไม่สมัครใจ ก็จะถือว่า “ถ้อยคำอื่น” เป็นพยานหลักฐานที่ “เกิดขึ้นโดยชอบ” ตามความหมายของมาตรา 226/1 ไม่ได้ ดังนั้น ศาลคงไม่อาจใช้ดุลพินิจรับฟัง “ถ้อยคำอื่น” นั้น เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้

 

 

ถ้อยคำอื่นก็รับฟังไม่ได้ แม้มีการแจ้งสิทธิ หากให้ถ้อยคำโดยไม่สมัครใจ

    แม้มีการแจ้งสิทธิครบถ้วนตามมาตรา 83 วรรคสอง หรือตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณีแล้วก็ตามก็มิได้หมายความว่า “ถ้อยคำอื่น” นั้นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้เสมอไป “ถ้อยคำอื่น” นั้นจะอาจจะรับฟังไม่ได้ หากผู้ถูกจับให้ถ้อยคำออกมาโดยไม่สมัครใจ เพราะยังมีหลักทั่วไปบัญญัติในมาตรา 226 มีใจความว่า พยานหลักฐานซึ่งเกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น จะอ้างเป็นพยานหลักฐานไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ หากมีการแจ้งสิทธิครบถ้วน แต่มีการขู่เข็ญผู้ถูกจับจนผู้ถูกจับให้ “ถ้อยคำอื่น” ออกมา “ถ้อยคำอื่น” นั้นก็รับฟังไม่ได้ตามหลักทั่วไปในมาตรา 226 แม้ว่าจะรับฟังได้ตามความในมาตรา 84 วรรคท้ายก็ตาม มีข้อสังเกตว่า “ถ้อยคำอื่น” ที่ให้ออกมาในลักษณะเช่นนี้ เป็นการให้ออกมาโดยไม่สมัครใจ จึงมิใช่ “พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบแต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ” จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 226/1 ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรับฟังได้

    ด้วยเหตุนี้ “ถ้อยคำอื่น” ตามมาตรา 84 วรรคสี่ จะ “รับฟังได้” ก็ต่อเมื่อ

 

1) ต้องเป็นถ้อยคำที่ผู้ถูกจับให้ออกมาโดยสมัครใจ ปราศจากการข่มขู่ จูงใจ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบด้วยประการใด ๆ และ

2) แม้ถ้อยคำที่ผู้ถูกจับกุมให้ออกมาโดยสมัครใจ ก็จะต้องเป็นถ้อยคำที่ให้ออกมาหลังจากที่มีการแจ้งสิทธิตามมาตรา 83 วรรคสองหรือตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณีโดยครบถ้วนแล้ว

 

อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้ซึ่งรับตัวผู้ถูกจับ ในการควบคุมและปล่อยชั่วคราว (มาตรา 84/1)

    ข้อสังเกต ม.84/1 บัญญัติให้ชัดเจนถึงกรณีที่จะต้องส่งผู้ถูกจับไปยังศาล เช่น เป็นการจับโดยมีหมายจับและจะต้องส่งตัวผู้ถูกจับไปยังศาลผู้ออกหมายตามบทบัญญัติในมาตรา 64 เช่น เป็นการจับจำเลยซึ่งรับการปล่อยชั่วคราวแต่หลบหนีไม่มารับฟังพิจารณาคดี หรือจับจำเลยตามหมายจับในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์และศาลประทับฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาตามมาตรา 169 หรือเป็นการจับกุมพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 111(2) เป็นต้น

    กรณีเช่นนี้ หากไม่อาจส่งตัวผู้ถูกจับไปได้เนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการมาตรา 84/1 จึงให้อำนาจฝ่ายปกครองหรือตำรวจรับตัวผู้ถูกจับมีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาที่ศาลเปิดทำการหรือปล่อยชั่วคราว ผู้ถูกจับก็ได้

 

ม.84/1 ให้อำนาจพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีผู้นำผู้ถูกจับมาส่งนั้นจะ “ปล่อยชั่วคราว” ก็ได้ อย่างไรก็ตาม พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจนั้นจะต้องเป็น “พนักงานสอบสวน” ด้วย มิฉะนั้น จะไม่มีอำนาจปล่อยชั่วคราว เพราะตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106(1) ผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมอยู่จะต้องยื่นคำร้องให้ปล่อยชั่วคราวต่อ “พนักงานสอบสวน” ดังนั้น จึงจะยื่นคำร้องให้ปล่อยชั่วคราวต่อ “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” ซึ่งไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนไม่ได้





สรุปหลักกฎหมาย จับ ค้น (อำนาจจับ) อ.เกียรติขจร | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6991 ครั้ง
ลงวันที่ 26/01/2014 23:31:05





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน