ผลของการจับไม่ชอบ
กรณีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้จับกุม
1) ผู้ที่จะถูกจับกระทำการโต้ตอบการจับโดยอ้างป้องกันตาม ป.อ.มาตรา 68 ได้
D1035/36 คำว่า “เจ้าบ้าน” ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 92(5) หมายความถึง ผู้เป็นหัวหน้าของบุคคลที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น และรวมตลอดถึงคู่สมรสที่เป็นหัวหน้าเท่านั้น เพราะบุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการครอบครองบ้านและปกครองผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น ไม่รวมถึงผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นทุกคน
D187/07 จำเลยกระทำผิดซึ่งหน้าในความผิดลหุโทษ เวลากลางคืนแล้วหลบหนีเข้าบ้านของจำเลยซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจผู้ไล่จับรู้จักอย่างดีแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยจะหลบหนีต่อไปอีก ไม่ถือว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งตามความในมาตรา 96(2) เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจเข้าไปจับกุมในบ้านเรือนจำเลยอันเป็นที่รโหฐานได้ การที่จำเลยจะเงื้อมีดจะฟันตำรวจที่เข้ามาจับถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิของจำเลยให้พ้นภยันตรายพอสมควรแก่เหตุได้
2) ผู้จะถูกจับต่อสู้ขัดขวางไม่มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 138 และไม่ผิดฐานทำร้ายร่างกาย
D1041/06 ส.ต.อ. ดำเห็นนายแดงกินข้าวอยู่ในร้านอาหาร และจำได้ว่านายแดงคือคนที่ทำร้ายนายม่วงเมื่อสองวันที่ผ่านมา ส.ต.อ. ดำจึงแสดงตนเข้าไปจับกุมนายแดง นายแดงต่อสู้ขัดขวางการจับกุม นายแดงไม่มีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 138 เพราะเป็นการเข้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจจับกุมได้ การจับกุมของ ส.ต.อ. ดำ ไม่มีหมายจับและไม่เข้าข้อยกเว้นให้จับได้โดยไม่มีหมายจับตามมาตรา 78 อนุ (1) ถึง (4) ดังนั้น จึงเป็นการจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ผู้ต่อสู้ขัดขวางก็ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 138 (D2535/50 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
3) ผู้จับมีความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ป.อ. มาตรา 310 (D1089/02)
4) ผู้จับอาจมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกจับตาม ป.อ. มาตรา 157 D4243/42
5) ผู้ถูกจับมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดต่อเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 (D5824/43)
6) พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นอันสืบเนื่องมาจากการจับโดยไม่ชอบ จะ “รับฟัง” ไม่ได้
ตัวอย่าง ส.ต.ต. ขาวจับนายแดงโดยไม่มีหมายจับและไม่ใช่กรณีที่จะจับได้โดยไม่มีหมายจับ การจับจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจับแล้วได้ค้นตัวนายแดงโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคหนึ่ง แม้จะพบของผิดกฎหมาย โดยหลักแล้วจะใช้พยานหลักฐานยันนายแดงไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 แม้การค้นจะกระทำได้ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แต่การค้นนั้นก็สืบเนื่องมาจากการจับที่ไม่ชอบ
อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานที่ได้มาจากการค้นอันสืบเนื่องมาจากการจับที่ไม่ชอบ น่าจะถือว่าเป็นกรณีตามมาตรา 226/1 กล่าวคือ เป็น “พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ” ซึ่งศาลอาจใช้ “ดุลพินิจ” รับฟังพยานหลักฐานนั้นก็ได้
7) การจับโดยไม่ชอบทำให้การคุมขังต่อเนื่องมาจากการจับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย ผู้ถูกคุมขัง ฯลฯ มีสิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวได้ D466/41
การควบคุมโดยมิชอบอันสืบเนื่องมาจากการจับโดยมิชอบ ไม่มีผลต่อการคุมขังระหว่างพิจารณา
D4752/49 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลมีอำนาจควบคุมจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและควบคุมจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยและศาลประทับฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 และมาตรา 88 ที่ใช้ขณะยื่นคำร้องและที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนต่างหากจากการจับกุมและควบคุมจำเลยของเจ้าพนักงานตำรวจ การคุมขังจำเลยระหว่างพิจารณาจึงไม่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 90 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น (D7116/44 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)
หากได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะใช้มาตรการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 อีกต่อไป
D392/22 สิทธิของผู้ร้องในการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยตัวจากการควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 นั้น จะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาที่ผู้ร้องถูกควบคุมหรือขังอยู่เท่านั้นถ้าผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวไปแล้วสิทธิในการขอให้ศาลสั่งปล่อยตามบทกฎหมายดังกล่าวย่อมระงับ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องของผู้ร้องและผู้ร้องอุทธรณ์แต่ปรากฏว่าผู้ร้องได้รับการปล่อยตัวไปแล้วก่อนที่จะยื่นอุทธรณ์ สิทธิของผู้ร้องที่จะร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยจึงเป็นอันระงับไปแล้วก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาย่อมพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
แม้การควบคุมหรือขังโดยธรรมดา มิใช่เจ้าพนักงาน ก็ใช้มาตรการตามมาตรา 90 ได้
D1200/04 (ป) มาตรา 90 เป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หาใช่บทบัญญัติลงโทษการกระทำผิดไม่ ฉะนั้น เมื่อคำร้องของผู้ร้องบรรยายข้อความมา เข้าดังบัญญัติไว้ใน มาตรา 90 แล้ว ศาลก็ชอบที่จะยกมาตรานี้ขึ้นพิจารณาและปรับกับกรณีได้
คำว่า "ควบคุม" หรือ "ขัง" ในมาตรา 90 นี้ เป็นถ้อยคำที่ใช้ตามความหมายธรรมดา หาใช่จำกัดดัง ป.วิ.อ. มาตรา 2(21) (22) อธิบายไว้ไม่ ฉะนั้นมาตรา 90 จึงเป็นบทบัญญัติสำหรับกรณีที่บุคคลต้องถูกควบคุมหรือขังโดยผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมหรือขังโดยเจ้าพนักงานหรือคนธรรมดาก็ตาม
การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลว่า ภรรยาผู้ร้องถูกคนร้ายสมคบกันฉุดคร่าไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนชำเราต่อมาผู้ร้องสืบทราบว่าคนร้ายได้นำภรรยาผู้ร้องไปหน่วงเหนี่ยวกักขังอยู่ที่บ้านผู้มีชื่อ จึงขอให้ศาลออกหมายค้นบ้านผู้มีชื่อนั้นเพื่อพบและช่วยภรรยาผู้ร้องซึ่งถูกกักขังไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 58(3) (หมายเหตุ (3) ของมาตรา 58 ถูกยกเลิกไปแล้ว), 69(3) นั้น ถือได้ว่าผู้ร้องได้ร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 90 ด้วย
8) หากการจับไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีการควบคุมตัวผู้ถูกจับ แม้ผู้ถูกจับหลบหนีจากการควบคุมตัวก็ไม่มีความผิดฐานหลบหนีที่คุมขัง D1008/99
การจับโดยไม่ชอบไม่มีผลกระทบต่อการสอบสวนหรือการฟ้องคดี
ตัวอย่าง ส.ต.ต. ขาวได้จับนายแดงโดยไม่มีหมายจับและไม่มีเหตุให้จับโดยไม่มีหมายจับ เมื่อจับแล้วได้นำตัวนายแดงสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน เมื่อสอบสวนแล้วพนักงานสอบสวนทำความเห็นควรส่งฟ้องเสนอพนักงานอัยการ พนักงานอัยการออกคำสั่งฟ้อง เช่นนี้ แม้การจับจะไม่ชอบแต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการฟ้องคดีของพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 D2775/44, D495/00
|