คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2987/2547
ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. มาตรา 134
การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจำเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโท ก. ซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธในฐานที่จำเลยเป็นผู้ต้องหา ถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่จะให้การรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ได้ เมื่อกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่จำเลยนำมาแสดงต่อร้อยตำรวจโท ก. จะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จำเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91 ริบของกลางและนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ริบของกลาง คดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลรอการลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่มีโทษให้นับต่อ ยกคำขอให้นับโทษต่อและยกฟ้องข้อหาอื่น
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนปลอมด้วย และให้ยกคำขอให้ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาเพียงประการเดียวว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียนที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมหรือไม่ ในข้อนี้คดีปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ข้อ ค. โจทก์ได้บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยใช้และอ้างเครื่องหมายทะเบียน พล.6/1189 ที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของจำเลย และใช้และอ้างสำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ใบอนุญาตเลขที่ 3770/2512 ซึ่งเป็นเอกสารราชการที่จำเลยทำปลอมขึ้นต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล ช่างสลัก พนักงานสอบสวนเพื่อให้ร้อยตำรวจโทกิตติพลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล นายทะเบียนอาวุธปืน หรือประชาชน และคดีได้ความตามทางพิจารณาว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยโดยสารรถยนต์แท็กซี่ไปตามถนนพระราม 2 ถึงจุดตรวจค้นของพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจค้นจำเลยพบอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 11 มม. มีเครื่องหมายทะเบียน พ.ล.6/1189 ซองกระสุน (แม็กกาซีน) บรรจุกระสุนปืน 4 นัด จำเลยไม่มีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธปืนดังกล่าวแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดอาวุธปืนและซองกระสุนดังกล่าวเป็นของกลางกล่าวหาว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หลังจากนั้นได้นำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทกิตติพลสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนมีทะเบียน จำเลยได้นำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพล ต่อมาร้อยตำรวจโทกิตติพลส่งอาวุธปืนและสำเนาใบอนุญาตดังกล่าวไปให้ผู้ชำนาญการตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเครื่องหมายทะเบียนที่ประทับอยู่ที่อาวุธปืนของกลางเป็นเครื่องหมายทะเบียนที่ออกให้สำหรับอาวุธปืนลูกซองซึ่งเป็นคนละชนิดกับอาวุธปืนของกลางและออกให้บุคคลอื่นไม่ได้ออกให้แก่จำเลย ส่วนสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่มีชื่อนายโกวิท จิรา เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตนั้น ร้อยตำรวจโทกิตติพลได้เรียกนายโกวิทมาสอบปากคำแล้ว นายโกวิทแจ้งว่านายโกวิทไม่เคยขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนี้ร้อยตำรวจโทกิตติพลจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยเพิ่มเติมว่า จำเลยใช้และอ้างเอกสารราชการปลอม เห็นว่า การที่จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหาว่ามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วต่อมาจำเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยให้การปฏิเสธในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ให้สิทธิแก่ผู้ต้องหาที่จะให้การรับหรือปฏิเสธอย่างใดก็ได้ เมื่อกฎหมายให้สิทธิแก่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาไว้เช่นนี้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนที่จำเลยนำมาแสดงต่อร้อยตำรวจโทกิตติพลจะเป็นเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการก็ตาม ก็จะเอาความผิดแก่จำเลยฐานใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน
หมายเหตุ
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้นำหลักกฎหมายวิธีสบัญญัติเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญาที่จะให้การต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 มาเป็นข้อวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่นำเอกสารปลอมมาใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 268 ซึ่งน่าวิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งว่า หลักการเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในการให้การต่อสู้คดีอาญานั้นจะมีผลต่อความรับผิดทางอาญาของผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นเพียงใด หากผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นไปกระทำการซึ่งครบองค์ประกอบความผิดทางอาญาขึ้นมาอีก เช่น การใช้เอกสารราชการปลอมดังเช่นในคดีนี้
ด้วยความเคารพในคำพิพากษาฎีกาผู้เขียนเห็นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ที่ให้สิทธิผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธหรือจะไม่ให้การก็ได้ น่าจะหมายความเพียงว่า ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะปฏิเสธว่าตนไม่ได้ทำความผิด และถึงแม้ว่าต่อมาศาลวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นกระทำความผิด ก็จะถือว่าผู้ต้องหานั้นให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือเบิกความเท็จต่อศาลไม่ได้ ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาตามมาตรา 134 จึงเป็นเพียงสิทธิเกี่ยวกับการให้ปากคำหรือให้ถ้อยคำเท่านั้น การที่ผู้ต้องหานำเอกสารปลอมมาใช้อ้างอิงต่อพนักงานสอบสวนเช่นในคดีนี้ ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า ผู้ต้องหานั้นจะอ้างสิทธิในเรื่องคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาเป็นข้อยกเว้นความรับผิดฐานใช้เอกสารปลอมหาได้ไม่
พรเพชร วิชิตชลชัย
และกรณีดังกล่าวมีคำพิพากษาฎีกาที่ 1967/2524 วินิจฉัยว่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2524
ป.อ. มาตรา 268
ป.วิ.อ. มาตรา 134
เจ้าหน้าที่ตำรวจไปที่บ้านจำเลย พบรถยนต์ซึ่งถูกคนร้ายลักมา 1 คัน จำเลยแสดงตนว่าเป็นเจ้าของรถ โดยนำใบอนุญาตทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีซึ่งเป็นเอกสารปลอมมาแสดงเพื่อให้พ้นผิด เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับแล้ว เมื่อจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารปลอม แม้จำเลยต้องหาฐานลักทรัพย์รับของโจร จำเลยก็มีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม
ย่อยาว
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบด้วย มาตรา 265 เมื่อพิจารณาถึงอายุและอาชีพของจำเลยแล้ว สมควรลงโทษสถานเบา ให้วางโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ริบเอกสารของกลางทั้งหมดข้อหาและคำวินิจฉัยอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยนำเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.5 แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับกุมนั้นจำเลยมีสิทธิกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือจะให้การและต่อสู้คดีของตนอย่างใด ๆ ก็ได้โดยชอบ ไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนาแสดงเอกสารหมาย ป.จ.1และ ป.จ.5 ซึ่งเป็นเอกสารปลอม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จำเลยย่อมให้การและต่อสู้คดีอย่างไรก็ได้ แต่การที่นำเอกสารหมาย ป.จ.1 แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับ เพื่อให้พ้นผิด ก็เท่ากับจำเลยเจตนาใช้หรืออ้างเอกสารนั้นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้จับแล้วเมื่อจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมก็ย่อมมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอม"
พิพากษายืน
และมีคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้การอีกคือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2552
ป.อ. มาตรา 2
ป.วิ.อ. มาตรา 7 ทวิ(เดิม), 134(เดิม), 134/4
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 39
ก่อนสอบคำให้การจำเลย พนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ประกอบด้วยมาตรา 7 ทวิ จึงชอบด้วยกฎหมายในขณะที่พนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลยแล้ว ส่วน ป.วิ.อ. มาตรา 134/4 ซึ่งบัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (2) ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้เป็นบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22)ฯ ซึ่งมีผลใช้บังคับภายหลังวันที่เจ้าพนักงานสอบสวนทำการสอบคำให้การจำเลย ดังนั้น ถ้อยคำของจำเลยที่ให้ไว้แก่พนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาจึงเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายก่อนมีการแก้ไขให้ถ้อยคำของผู้ต้องหาใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในการพิจารณาได้ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำ มาตรา 134/4 มาใช้บังคับแก่คดีที่การสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว
จากคำพิพากษาฎีกาที่ 2987/2547 คำพิพากษาฎีกาที่ 1967/2524 คำพิพากษาฎีกาที่ 1486/2552 และหมายเหตุของท่านพรเพชร ด้วยความเคารพ ผู้เขียนเห็นว่า หมายเหตุของท่านพรเพชรที่กล่าวถึงมาตรา 134 นั้น ปัจจุบันน่าจะเป็นมาตรา 134/4 ที่บัญญัติว่า ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า คำพิพากษาฎีกา 2987/2547 “..จำเลยแสดงเครื่องหมายทะเบียนและนำสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน..” น่าจะมิได้รวมอยู่ในความหมายของคำว่า “ให้การ” ตามมาตรา 134/4 ด้วย และเมื่อพิจารณาถึงการตีความตามตัวอักษรแล้ว บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่น่าจะหมายความรวมถึงการแสดงหรือใช้เอกสารปลอมด้วย จำเลยจึงมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมดังเช่นคำพิพากษาฎีกาที่ 1967/2524 ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าคงต้องรอดูว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวต่อไปอย่างไร
และคำพิพากษาฎีกาที่ 1486/2552 ที่ยกมาประกอบด้วยนั้น เป็นกรณีที่มาตรา 134/4 มีผลบังคับใช้ว่า พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบตาม (1) (2) ก่อน มิฉะนั้น ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง ... จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ดังนั้น การสอบสวนที่เสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนชอบด้วยกฎหมายและรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นได้ ซึ่งต้องดูวันที่ วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลบังคับใช้
|