1. พิจารณาว่าความผิดที่ผู้ต้องหากระทำต่อผู้เสียหายเป็นความผิดต่อส่วนตัว (ความผิดอันยอมความได้) หรือความผิดต่อแผ่นดิน (ความผิดอันยอมความไม่ได้) ซึ่งจะมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์ ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ต่อมา เป็นต้น
ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัว หรือเป็นความผิดอันยอมความได้
ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดต่อแผ่นดิน หรือเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้
2. พิจารณาว่าความผิดที่กระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดบ้าง บุคคลนั้นถือว่าเป็นผู้เสียหาย
ตามมาตรา 2 (4) ผู้เสียหาย หมายถึง บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมถึงผู้ที่มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5, 6 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การที่ ก. ลักเงินของ ข. เป็นการกระทำให้ ข. ได้รับความเสียหาย (ความผิดฐานลักทรัพย์ความเสียเกิดแก่กรรมสิทธิ์และผู้ครอบครอง) ซึ่ง ข เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินดังกล่าว ข จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4)
3. เมื่อพิจารณาได้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายแล้ว ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง ก็พิจารณาว่า บุคคลที่เป็นผู้เสียหายนั้น มีข้อบกพร่องในความสามารถหรือมีเหตุที่มีผู้จัดการแทนหรือไม่ ตามมาตรา 5 และ 6 ที่จะมีอำนาจกระทำการตามมาตรา 3
ผู้เยาว์ การดำเนินคดีอาญาของผู้เยาว์ต้องกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ซึ่งต้องเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาได้ว่าบุคคลใดเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์แล้ว ก็ดูว่ามีอำนาจกระทำการอะไรได้บ้างตามมาตรา 3
เว้นแต่ กรณีร้องทุกข์ ผู้เยาว์สามารถร้องทุกข์ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ส่วนกรณีผู้เยาว์ถอนคำร้องทุกข์ การถอนคำร้องทุกข์ของผู้เยาว์ถือว่าเป็นการกระทำนิติกรรม จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม หรือให้ผู้แทนโดยชอบธรรมถอนคำร้องทุกข์แทนผู้เยาว์ แต่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะถอนคำร้องทุกข์ขัดต่อผู้เยาว์ไม่ได้
เฉพาะในความผิดอาญาที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเอง ความผิดหรือบาดเจ็บต้องเป็นผลมาจากการกระทำความผิดอาญาด้วย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานหรือสามีภริยาจึงมีอำนาจจัดการแทนได้
4. พิจารณาว่าในความผิดต่อส่วนตัวมีการร้องทุกข์หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบ ก็จะส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
ดูว่า เป็นการร้องทุกข์โดยมีเจตนาจะให้นำผู้กระทำความผิดมาลงโทษหรือไม่ เป็นการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตามมาตรา 123 หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองตามมาตรา 124 หรือไม่ เป็นการร้องทุกข์ในในกำหนดอายุความ 3 เดือน นับแต่รู้ตัวและรู้การกระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.อ. มาตรา 96
ควรเขียนคำนิยามมาตรา 2 (7) ด้วย
5. พิจารณาว่ามีประเด็นเรื่องอำนาจสอบสวนหรือไม่ ถ้ามี ให้พิจารณาต่อว่าเป็นการกระทำความผิดในท้องที่เดียว (มาตรา 18) หรือเป็นการกระทำความผิดหลายท้องที่ (19) หรือเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรหรือไม่
โดยมาตรา 18 ให้พิจารณาก่อนว่า เป็นพนักงานสอบสวนตามมาตรา 2 (6) หรือไม่
ให้พิจารณาว่าเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนหรือไม่ กล่าวคือ พนักงานสอบสวนในท้องที่ความผิดเกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าเกิดขึ้น หรือท้องที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตน มีอำนาจสอบสวนทั้งสิ้น
ให้พิจารณาต่อว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ มีหลักคือ ต้องเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เว้นแต่ เป็นกรณีจำเป็นและสะดวกก็ให้พนักงานสอบสวนท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับหรือมีที่อยู่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ
โดยมาตรา 19 ให้พิจารณาก่อนวา เป็นพนักงานสอบสวนตามมาตรา 2 (6) หรือไม่
ให้พิจารณาว่าเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนหรือไม่ กล่าวคือ เป็นพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งตามมาตรา 19 (1)-(6)
ให้พิจารณาต่อว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ใดเป็นพนักงานสอบผู้รับผิดชอบ กล่าวคือ (ก) ในกรณีที่จับผู้ต้องหาได้แล้วให้พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับอยู่ในเขตอำนาจ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือ (ข) ในกรณีที่ยังจับผู้ต้องหายังไม่ได้ ให้พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ
โดยมาตรา 20 ให้พิจารณาก่อนว่า เป็นความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักรหรือไม่
ให้พิจารณาจากการกระทำความผิดที่ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรจริงๆ เท่านั้น ส่วนกรณีที่ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำลงในราชอาณาจักรตาม ป.อ. นั้นก็เป็นการกระทำลงนอกราชอาณาจักรด้วยเช่นกัน
6. เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้วให้ทำความผิดและส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ โดยพิจารณาว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด หรือ รู้ตัวผู้กระทำความผิด
กรณีไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดให้พิจารณาต่อว่า ความผิดนั้นมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปีหรือมีอัตราโทษอย่างสูงเกิดสามปี
กรณีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด ให้ใช้บทบัญญัติ 4 มาตรา ต่อไปนี้ ได้แก่มาตรา 141, 142, 143, 144
โดยพิจารณาว่าเป็นกรณี
รู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวไม่ได้ หรือ
รู้ตัวผู้กระทำความผิด และผู้นั้นถูกควบคุมหรือขังอยู่หรือปล่อยชั่วคราวหรือเชื่อว่าคงได้ตัวมาเมื่อออกหมายเรียก
ซึ่งผลการทำความเห็นหรือเสนอความเห็นส่งพนักงานอัยการนั้นจะแตกต่างกันออกไป
7. พิจารณาต่อว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหรือคำสั่งไม่ฟ้อง ถ้าเป็นคำสั่งไม่ฟ้องนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุดให้พิจารณามาตรา 145 ต่อไป เพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรุงเทพ หรือให้ผู้ว่าราชการจัดหวัด ในนอกกรุงเทพเพื่อพิจารณาความมีความเห็นแย้งกับพนักงานอัยการหรือไม่ ถ้ามีความเห็นแย้งก็ส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาด แต่ถ้าเห็นด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้องให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 146, 147
|