คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2504
ป.วิ.พ. มาตรา 59(1), 197, 199, 207, 208, 209, 223, 226, 232, 242, 245(1)
ป.พ.พ. มาตรา 1359
จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัด กรณีเช่นนี้จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาปรับเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ด้วยกับจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ คดีต้องพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสให้การ แต่จำเลยที่ 2 คงถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การเช่นเดิม ต่อจากนั้นไปจำเลยที่ 2 จะได้รับประโยชน์ในชั้นพิจารณาอย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อตัดสินแล้ว ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คือ อุทธรณ์ฎีกาได้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504 และครั้งที่ 6/2504)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่ส่งหมายเรียกและหมายนัดไม่ได้ จึงใช้วิธีปิดหมายไว้ที่บ้านจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและใช้ค่าเสียหาย ระหว่างออกคำบังคับ จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าไม่ทราบ ไม่ได้จงใจขาดนัด ขอให้พิจารณาใหม่
โจทก์คัดค้าน
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่รัฐกลันตันและจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านที่ปลูกอยู่ในที่พิพาท การปิดหมายที่บ้านซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยไม่เป็นการถูกต้องตามกฎหมาย จะถือว่าจำเลยทราบฟ้องและหมายของศาลยังไม่ได้ จำเลยมิได้ขาดนัดโดยจงใจ จึงมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่
โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การปิดหมายเรียกและหมายนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ 2 เป็นการมิชอบ จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยังไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะได้ความว่า หลังจากปิดหมาย 2-3 วัน จำเลยที่ 2 ได้นำสำเนาฟ้องไปปรึกษากำนัน แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาฟ้องและรู้เรื่องที่โจทก์ฟ้องแล้วก็ดี แต่คดีนี้จำเลยที่ 1-2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาแบ่ง เป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้ปฏิบัติการอันแบ่งแยกจากกันมิได้ในระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น กระบวนพิจารณาที่ทำต่อจำเลยคนหนึ่งหรือจำเลยคนหนึ่งได้กระทำไป จึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อคดีของจำเลยที่ 1 มีเหตุสมควรให้มีการพิจารณาใหม่ ก็ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย เพราะจะแยกคดีนี้ออกเป็นการเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคนมิได้ พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่า การปิดหมายให้จำเลยที่ 1 ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ 2 เป็นการมิชอบ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 209 การพิจารณาใหม่นี้เริ่มตั้งแต่เวลาขาดนัด แม้ที่มาตรา 209 กำหนดให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ตั้งแต่เวลาขาดนัดจะมีความหมายว่า ขาดนัดพิจารณา เพราะมาตรา 209 นี้เกี่ยวเนื่องมาจากมาตรา 207 และ 208 แต่การที่จำเลยที่ 1 ขอให้พิจารณาใหม่นี้ก็เห็นได้ว่าเพื่อจำเลยที่ 1 จะให้การต่อสู้คดี และคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยก็ระบุเช่นนั้น ฉะนั้น ถึงอย่างไร การพิจารณาก็ย้อนไปถึงขณะเริ่มต้นสืบพยานตามมาตรา 199 และเมื่อจำเลยขอให้ได้มีโอกาสให้การใหม่ กรณีมีเหตุสมควร ศาลก็อนุญาตให้จำเลยให้การใหม่ได้ตามมาตรา 199 นั้น จำเลยที่ 1 จึงให้การได้ภายในเวลาซึ่งศาลจะได้กำหนด ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดไว้แล้วในคำสั่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การอยู่แล้ว และคำร้องของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา 209 ประกอบด้วยมาตรา 199 จำเลยที่ 2 จะให้การไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นการคลาดเคลื่อนและเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ ไม่ตรงกับกรณี เพราะเรื่องนี้ได้มีบัญญัติไว้เป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อการพิจารณาได้ย้อนไปถึงชั้นที่จำเลยที่ 1 ขาดนัด ตามมาตรา 209 แล้ว การพิจารณาก็ต้องพิจารณาใหม่ทั้งคดี คือถือว่าจำเลยที่ 2 คงขาดนัดยื่นคำให้การอยู่เช่นเดิม ต่อจากนั้นไป จำเลยที่ 2 จะได้รับประโยชน์อย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง จึงพิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้โอกาสเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาไปโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
สรุป โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอแบ่งแยกที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่ส่งหมายเรียกและหมายนัดไม่ได้ จึงใช้วิธีปิดหมายไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่น การปิดหมายเรียกและหมายนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ 2 จึงเป็นการมิชอบ จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การยังไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาฟ้องและรู้เรื่องที่โจทก์ฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่มา
กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา เมื่อจำเลยที่ 1 ขอให้พิจารณาคดีใหม่ และกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลก็อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การใหม่ได้ กรณีจำเลยที่ 1 จึงต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การนั้น คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้มีการพิจารณาย้อนไปถึงชั้นที่จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ การพิจารณาก็จะต้องพิจารณาใหม่ทั้งคดี คือถือว่าจำเลยที่ 2 ยังคงขาดนัดยื่นคำให้การอยู่เช่นเดิม ต่อจากนั้นจำเลยที่ 2 จะได้รับประโยชน์อย่างใดหรือไม่ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้โอกาสเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาไปโดยถือว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ข้อสังเกต
1. จะเห็นได้ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ...คดีนี้จำเลยที่ 1-2 มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาแบ่ง เป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้ปฏิบัติการอันแบ่งแยกจากกันมิได้ในระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น กระบวนพิจารณาที่ทำต่อจำเลยคนหนึ่งหรือจำเลยคนหนึ่งได้กระทำไป จึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งด้วย มาตรา 59 (1) แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ..ส่วนจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การอยู่แล้ว และคำร้องของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับประโยชน์ตาม จำเลยที่ 2 จะให้การไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นการคลาดเคลื่อนและเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ ไม่ตรงกับกรณี เพราะเรื่องนี้ได้มีบัญญัติไว้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
2. ในกรณีที่โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยนั้น ต้องส่งโดยวิธีธรรมดาเสียก่อน ถ้าไม่ได้จึงส่งโดยวิธีอื่น เช่น ปิดหมาย และการปิดหมายก็ต้องปิดที่ภูมิลำเนาของจำเลย โดยภูมิลำเนาของจำเลยโจทก์อาจระบุเป็นคำแถลงยืนยันที่อยู่ของจำเลยว่า
“ข้อ 1 คดีนี้ โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลวันนี้ ดังความแจ้งอยู่แล้ว นั้น
โจทก์ขอประทานกราบเรียนต่อศาลว่า จำเลยมีภูมิลำเนาตามฟ้องทุกประการดังปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้าน เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1
ข้อ 2. โจทก์ขอความกรุณาศาลขอศาลได้โปรดส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย หากส่งไม่ได้โดยวิธีปกติ ให้ปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยด้วย ขอศาลได้โปรดอนุญาต
3. วิธีการปิดหมายนั้นจะมีผลใช้ได้ต่อเมื่อกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันปิดหมายได้ล่วงพ้นไปแล้ว ดังนั้น ผู้ที่ถูกฟ้องยังมีเวลายื่นคำให้การแก้คดีรวมแล้ว 30 วัน นับถัดจากวันปิดหมาย กล่าวคือ ระยะเวลาปิดหมายมีผลใช้ได้ 15 และเมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การภายใน 15 วัน
|