หัวข้อ : ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับการเอาไปทรัพย์ไปเพราะผู้เสียหายไม่ชำระหนี้ ฎีกาที่น่าสนใจที่ 4158/2554
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)





 ผู้เสียหายที่ 2 กู้ยืมเงินภรรยาของจำเลยโดยไม่ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงเบียดบังเอารถยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 ที่รับฝากในความครอบครองไว้เป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง 

 

 

 

หมายเหตุ สำนักวิชาการ เปรมรัตน์ วิจารณาญาณ

 

                ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิด ดังนี้  

 

                1. ผู้กระทำผิดต้องครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้ซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย 

 

                2. ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม และ 

 

                3. ผู้กระทำผิดมีเจตนาทุจริต 

 

                องค์ประกอบว่าด้วยการเบียดบังทรัพย์และเจตนาทุจริตนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวพันกันในหลายทาง แม้การเบียดบังจะเป็นกริยาอาการ แต่กริยาอาการเช่นนี้จะต้องพิจารณาประกอบกับเจตนาภายในใจที่จะทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไว้เป็นของตนหรือของบุคคลที่สามด้วย ซึ่งอาจารย์จิตติ ติงศภัทย์ ได้อธิบายในประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เจตนาทุจริตอาจมิได้เกิดในตอนแรกที่ตนได้ครอบครองทรัพย์นั้น แต่การครอบครองทรัพย์โดยเจตนาทุจริตนั้นตั้งแต่เมื่อใด ตั้งแต่ขณะนั้นไปย่อมเป็นการเบียดบังทรัพย์แล้ว โดยไม่ต้องมีการแสดงเจตนาเปลี่ยนการครอบครองอีก (จิตติ ติงศภัทย์, คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน 2 และภาค 3 (พิมพ์ครั้งที่ 6) หน้า 954) แลถ้าไม่คืนทรัพย์และปฏิเสธสิทธิของเจ้าของทรัพย์อาจแสดงให้เห็นว่ามีการเบียดบังได้ แต่ถ้ามีพฤติการณ์ที่แสดงว่าไม่มีเจตนาทุจริตก็ไม่เป็นการยักยอก (อ้างแล้ว, หน้า 957) ดังนั้น การปฏิเสธไม่คืนทรัพย์สินในบางครั้งจึงเป็นแต่เรื่องผิดสัญญา มิได้เป็นการยักยอกไปเสียทั้งหมด ซึ่งในบางครั้งศาลได้ยกฟ้องเสียด้วยเหตุเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบด้วย เช่น ฟ้องว่ารับจำนำแหวนแล้วมีเจตนาทุจริตโดยผู้จำนำขอไถ่ก็ไม่ยอมให้ไถ่ เช่นนี้ ยังไม่พอฟังเป็นยักยอกเพราะการบรรยายฟ้องปรากฏแต่เพียงว่าผู้จำนำแหวนขอไถ่แล้วผู้รับจำนำไม่ให้ไถ่เท่านั้นเอง จึงต้องบรรยายให้เห็นถึงการกระทำด้วย ไม่ใช่เป็นแต่เพียงเจตนา (อ้างแล้ว, หน้า 958-959) 

 

                คดีตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตามทางนำสืบว่าผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายที่ 1 และได้นำรถยนต์ที่ตนเช่าซื้อคันดังกล่าวฝากไว้กับจำเลย เนื่องจากสนิทสนมกันและตนประกอบอาชีพประมงต้องพักอาศัยในเรือขณะออกประมง จะใช้รถเมื่อตนไม่ได้ออกเรือประมงแล้ว ต่อมาผู้เสียหายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินจากภรรยาของจำเลยและยังไม่มีการชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไปทวงรถยนต์คืนจากจำเลย จำเลยปฏิเสธ แต่ตามทางนำสืบของจำเลย จำเลยนำสืบนำสืบยอมรับว่าได้รับฝากรถยนต์คันดังกล่าวไว้ แต่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 และได้ปฏิเสธเกี่ยวกับหนี้สินระหว่างกันอีกด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่าผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่ได้รับรถยนต์คืนจากจำเลย และพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดยักยอก 

 

                เมื่อพิจารณาจากหลักกฎหมายข้างต้น คดีนี้มีความน่าสนใจตรงที่หากจำเลยได้ต่อสู้คดีในทำนองว่าการที่จำเลยปฏิเสธไม่คืนรถยนต์ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นเพราะผู้เสียหายที่ 2 ได้กู้ยืมเงินของตนไปและยังไม่ชำระคืน จำเลยจึงปฏิเสธไม่คืนรถยนต์ให้จนกว่าได้รับชำระหนี้คืนเช่นนี้ จะถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธไม่คืนทรัพย์โดยไม่มีเจตนาทุจริตหรือไม่ หากจะว่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 คงไม่ถนัดนัก เพราะไม่มีหนี้ใดอันเป็นคุณเกี่ยวเนื่องกับรถยนต์คันเช่าซื้อแต่อย่างใด แต่หากพิจารณาข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 มีหนี้สินระหว่างกัน และจำเลยเพียงแต่ยึดถือรถยนต์คันนั้นไว้เป็นประกันเพื่อขอให้ผู้เสียหายที่ 2 ชำระหนี้คืน เช่นว่านี้ อาจไม่ถือเป็นเจตนาทุจริตที่จะถือเอารถยนต์ไว้เป็นของตนก็ได้ เพราะตนมีแต่เพียงเจตนาจะถือไว้เพื่อการชำระหนี้เท่านั้น แม้จำเลยจะไม่มีสิทธิยึดถือครอบครองดังกล่าวเพราะถือเป็นสัญญาคนละส่วนกัน ก็คงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 2 จะฟ้องร้องว่ากล่าวกันในทางแพ่งในฐานะผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อไป มีประเด็นที่อาจต้องพิจารณาต่อไปว่า หากแม้นจำเลยจะปรากฏข้อเท็จจริงตามสมมติขึ้นดังกล่าวก็ดี แต่การที่หนี้สินระหว่างผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยมิได้มีหลักฐานเป็นหนังสือต่อกัน ย่อมไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างว่าเป็นการยึดถือครอบครองไว้เพื่อรอการชำระหนี้นั้น ผู้เขียนเห็นว่า การกู้ยืมที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็เป็นเพียงไม่อาจบังคับกันได้เท่านั้น มิได้หมายความว่าหนี้สินดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะกล่าวอ้างยันกันไม่ได้เสียทั้งหมด ในข้อนี้จึงเห็นว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้ได้มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามข้อเท็จจริงสมมติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด 

 

                การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตอนหนึ่งในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ศาลได้กล่าวถึงการปฏิเสธให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยว่า “ผู้เสียหายที่ 2 จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากผู้เสียหายที่ 2 ได้รับรถคืนจากจำเลยแล้วจริง จำเลยก็ชอบที่จะให้การเป็นหลักฐานไว้ตั้งแต่เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ไม่มีเหตุที่จะเบี่ยงบ่ายว่าจะไปให้รายละเอียดในชั้นศาล” การที่ศาลชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเช่นนี้ย่อมเท่ากับนำเอาการปฏิเสธให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยมาฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลย อันอาจจะทำให้สิทธิของจำเลยในอันที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ในคดีอาญาได้รับการกระทบกระเทือนและอาจทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายบังคับให้จำเลยให้การไปในทางใดทางหนึ่งก็ได้ เพราหากจำเลยไม่ให้การเสียตั้งแต่ต้นก็เท่ากับเป็นพิรุธไม่สอดคล้องกับหลักใน ป.วิ.อ. มาตรา 134 /4 ที่ให้การรับรองว่า จำเลยมีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ในชั้นสอนสวน และคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนย่อมใช้ยันแก่จำเลยในชั้นศาลได้ แต่การที่ศาลให้เหตุผลดังกล่าวไว้ย่อมเท่ากับศาลบังคับให้จำเลยต้องให้การในชั้นสอบสวนเสียตั้งต้น มิฉะนั้นย่อมกลายเป็นพิรุธที่อาจส่งผลร้ายแก่จำเลยได้





ป.อ. มาตรา 352 วรรคหนึ่ง เกี่ยวกับการเอาไปทรัพย์ไปเพราะผู้เสียหายไม่ชำระหนี้ ฎีกาที่น่าสนใจที่ 4158/2554 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2808 ครั้ง
ลงวันที่ 27/01/2014 02:31:53





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน