คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2553
ป.พ.พ. มาตรา 1452, 1497, 1498
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่าง ช. กับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า การสมรสยังสมบูรณ์อยู่ เพราะไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างหรือขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เมื่อ ช. ถึงแก่ความตาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ทายาท โจทก์มีสิทธิที่จะยึดเพื่อนำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า “การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้” การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างในคดีนี้แล้วว่าการสมรสระหว่างตนเองกับ ช. เป็นการสมรสซ้อน ผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว และการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่เป็นสินสมรส
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าตนเองสมรสซ้อนกับ ช. ตั้งแต่ปี 2541 แต่มาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เมื่อปี 2543 เป็นการฉ้อฉลโจทก์และปิดบังข้อเท็จจริงต่อศาล ในทำนองว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวโจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คัดค้านมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นเช่นกัน แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดีนี้ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้อยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. เป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยในข้อสัญญาข้อ 3 ยังระบุว่า “ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของ ช.” แสดงว่าโจทก์ยินยอมรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวว่า หาก ช. มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องเอาจากจำเลยร่วมทั้งสามได้ แต่หาก ช. ไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ รวมถึงอาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดไม่ได้ หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับมรดกจาก ช. การที่จำเลยร่วมที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์
|