หัวข้อ : ถอนเงินโดยไม่รู้เป็นลายมือปลอม ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๒๐๑/๒๕๕๒
หมวดหมู่ : รวมคำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ (ฎีกา 5ดาว)






"ถอนเงินโดยไม่รู้เป็นลายมือปลอม"

บริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคาร ก. มีเงื่อนไขในการถอนเงิน โดยให้ผู้เสียหาย (ซึ่งเป็นบุตรผู้ร่วมทุนในบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑) และผู้ต้องหาที่ ๓ (พนักงานบริษัท) ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ในการเบิกถอนเงิน

ผู้ต้องหาที่ ๒ (กรรมการผู้จัดการบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑) นำใบถอนเงินที่มีลายมือปลอมของผู้เสียหายและประทับตราบริษัทผู้ต้องหาท...ี่ ๑ ไปมอบให้ผู้ต้องหาที่ ๓ ไปถอนเงินจากธนาคาร ๓ ครั้ง รวม ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนำเงินมามอบให้ผู้ต้องหาที่

ไม่ปรากฏชัดว่าใครเป็นคนลงลายมือปลอมของผู้เสียหาย แต่เมื่อผู้ต้องหาที่ ๒ มีอำนาจบริหารงานกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ เพียงผู้เดียว และเป็นผู้ที่ได้รับเงินที่ถอนมา และได้หลบหนีไปหลังเกิดเหตุ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายหรือมีส่วนรู้เห็นในการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่ได้เกี่ยวข้องในการบริหารงานบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ และไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียหรือได้รับประโยชน์จากการถอนเงินทั้งสามครั้ง ผู้ต้องหาที่ ๓ ให้การปฏิเสธมาตลอด ทั้งลายมือปลอมของผู้เสียหายก็มีลักษณะคล้ายคลึงตัวอย่างลายมือผู้เสียหายที่ให้ไว้กับธนาคารจนธนาคารยอมให้ถอนเงินได้ จึงฟังได้ว่าผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่ได้เป็นคนปลอมลายมือชื่อผู้เสียหาย โดยได้นำใบถอนเงินไปถอนเงินโดยไม่ทราบว่าลายมือชื่อผู้เสียหายเป็นลายมือชื่อปลอม

การกระทำของผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ชี้ขาดควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานปลอมเอกสารสิทธิ แจ้งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่ ๒ มาดำเนินคดีภายในอายุความ ๑๐ ปีนับแต่วันกระทำความผิด ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ใบคำขอถอนเงินทั้งสามฉบับ ให้จัดการตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๕ ถึงที่สุดแล้ว (ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๒๐๑/๒๕๕๒)

ข้อสังเกต :

๑. ใบคำขอถอนเงินเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการ ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ใบคำขอเบิกถอนเงินจึงเป็นเอกสารสิทธิ

๒. คดีไม่มีประจักษ์พยานว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย ทั้งเป็นการยากที่จะรู้ว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อปลอม เพราะได้กระทำลับหลัง ไม่มีใครรู้เห็น แต่การที่ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นคนนำใบถอนเงินที่มีลายมือชื่อปลอมไปมอบให้ผู้ต้องหาที่ ๓ ทั้ง ผู้ต้องหาที่ ๒ ก็มีอำนาจบริหารกิจการทั้งหมดของบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ และเมื่อถอนเงินแล้ว ก็เป็นผู้รับเงินจากการถอนเพียงผู้เดียว หลังเกิดเหตุก็ได้หลบหนี จึงน่าเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ ๒ เป็นผู้ปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายหรือรู้เห็นลายมือชื่อผู้เสียหาย การกระทำของผู้ต้องหาที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ผู้ต้องหาที่ ๒ หลบหนี แจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติดำเนินการให้ได้ตัวมาภายในอายุความ ๑๐ ปีนับแต่วันกระทำผิด ไม่ได้ใช้คำว่า "ออกหมายจับ" เพื่อนำตัวมาฟ้องภายใน ๑๐ ปี ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการใดให้ได้ตัวก็แล้วแต่ จะออกหมายจับหรือใช้วิธีการใดก็แล้วแต่

๓. ผู้ต้องหาที่ ๓ ให้การปฏิเสธมาตลอด ไม่มีพยานยืนยันว่าผู้ต้องหาที่ ๓ เป็นคนปลอมลายมือชื่อผู้เสียหายหรือรู้เห็นในการปลอมลายมือชื่อผู้เสียหาย ทั้งผู้ต้องหาที่ ๓ ก็ไม่ได้หลบหนีหลังเกิดเหตุ และไม่ได้ประโยชน์อย่างใดในการถอนเงินดังกล่าวเพราะเงินที่ถอนได้ก็นำไปมอบให้ผู้ต้องหาที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจบริหารกิจการบริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ ทั้งลายมือชื่อปลอมผู้เสียหายก็คล้ายคลึงลายมือชื่อผู้เสียหาย ที่ให้ไว้กับธนาคาร แม้แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารยังเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงและยอมให้ถอนเงินไปได้ หลักฐานไม่พอฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม

๔. ในความเห็นส่วนตัว เห็นว่า เมื่อสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ เพราะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิดของผู้ต้องหาที่ ๓ ซึ่งในความเป็นจริงผู้ต้องหาที่ ๓ อาจรู้เห็นหรือร่วมมือกับผู้ต้องหาที่ ๒ ก็ได้ เพียงแต่ที่ฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ไม่ได้เพราะไม่มีพยานหลักฐานเท่านั้น เมื่อไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาที่ ๓ ได้จึงไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานใช้ให้บุคคลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด (ผู้ต้องหาที่ ๓) กระทำความผิดแทนตน คือใช้ให้ผู้ต้องหาที่ ๓ ซึ่งไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดว่าใบคำขอเบิกเงินมีลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหาย เพื่อนำไปถอนเงิน พนักงานอัยการจึงไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นใช้เอกสารสิทธิปลอม เพราะจริงๆแล้วผู้ต้องหาที่ ๓ อาจไม่ใช่บุคคลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดก็ได้ โดยผู้ต้องหาที่ ๓ อาจเป็นคนที่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดคือรู้ว่าเป็นลายมือชื่อปลอมของผู้เสียหายก็ได้ จึงไม่ได้มีการดำเนินคดีผู้ต้องหาที่ ๒ ฐานใช้ให้บุคคลที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดใช้เอกสารสิทธิปลอม

๕. บริษัทผู้ต้องหาที่ ๑ เป็นนิติบุคคลไม่ใช่บุคคลธรรมดา จึงไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ต้องกระทำการโดยบุคคลผู้มีอำนาจกระทำการแทน

(ท่านจิระประวัติ เเบบประเสริฐ)




ถอนเงินโดยไม่รู้เป็นลายมือปลอม ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๒๐๑/๒๕๕๒ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2229 ครั้ง
ลงวันที่ 27/01/2014 13:31:31





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน