|
|
| หัวข้อ : แซงรถด้วยเจตนาเล็งเห็นผล ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๙๕ (คำพิพากษาฏีกาที่ ๑๐๐๓/๒๕๑๒) |
| หมวดหมู่ : รวมคำพิพากษาศาลฎีกา ที่น่าสนใจ (ฎีกา 5ดาว) |
|
|
|
|
"แซงรถด้วยเจตนาเล็งเห็นผล"
จำเลยขับรถแซงรถผู้เสียหายด้วยความเร็ว แล้วหักพวงมาลัยให้ท้ายรถจำเลยปัดหน้ารถผู้เสียหาย จนรถผู้เสียหายแฉลบไปจนเกือบตกถนน หากถนนตรงนั้นเป็นที่สูงหรืออยู่หน้าผาสูงชันย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า ถ้ารถคว่ำลงไปแล้วทั้งรถและคนย่อมถึงซึ่งความพินาศ ผู้เสียหายย่อมได้รับอันตรายถึงชีวิต แม้รถผู้เสียหายจะไม่ตกถนนลงไป จำเลยก็มีความผิดฐานพยายามฆ่า ไม่จำต้องคำนึงว่า คนนั่งภายในรถจะมีตัวรถป้อง...กันหรือไม่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ถนนที่เกิดเหตุสูงจากที่นา ๑ เมตร ผู้เสียหายขับรถในอัตราความเร็ว ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจำเลยเอาท้ายรถปัดหน้ารถผู้เสียหาย ผู้เสียหายก็เบรครถหยุดทันทีและเครื่องดับเอง ล้อรถด้านซ้ายห่างขอบถนน ๒ ศอก ผู้เสียหายไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด จะถือว่ามีเจตนาฆ่าผุู้เสียหายให้ถึงตายยังไม่ได้ เพราะหากรถผู้เสียหายจะตกลงไปโดยผู้เสียหายนั่งอยู่ในตัวรถก็ไม่แน่ว่าจะถึงแก่ความตาย แต่พอคาดหมายได้ว่าอย่างน้อยผู้เสียหายย่อมได้รับการกระทบกระแทกเป็นอันตรายถึงบาดเจ็บ ซึ่งจำเลยก็น่าจะเล็งเห็นผลอันจะเกิดกับผู้เสียหายได้ จึงมีความผิดฐานพยายามทำร้ายร่างกายตาม ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๙๕ (คำพิพากษาฏีกาที่ ๑๐๐๓/๒๕๑๒)
ข้อสังเกต :
๑. การแซงรถด้วยการขับรถด้วยความเร็วสูงแล้วปาดหน้ารถที่แซงอย่างกระทันหัน ย่อมเห็นได้ว่า รถที่จำเลยขับอาจอาจเฉี่ยวชนรถผู้เสียหายได้ หากผู้เสียหายหยุดรถไม่ทันย่อมเกิดการเฉี่ยวชนกันและตกถนนได้ ตามทฤษฏีผลโดยตรง หากไม่ทำผลไม่เกิด ดังนั้นต้องถือว่าผลเกิดจากการกระทำของจำเลย นั่นก็คือ หากจำเลยแซงรถผู้เสียหายแล้วผู้เสียหายหยุดรถไม่ทันเกิดเฉี่ยวชนกันหรือผู้เสียหายหักหลบแล้วรถตกถนน ต้องถือว่าการที่รถตกถนนหรือรถชนกันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยคาดเห็นหรือเล็งเห็นผลได้ว่า ผู้เสียหายอาจหยุดรถไม่ทันจนเกิดการเฉี่ยวชนกันหรือผู้เสียหายหักพวงมาลัยหลบรถที่จำเลยขับ และรถผู้เสียหายอาจตกถนนได้ ดังนั้น จึงถือเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย หากผู้เสียหายหักหลบแล้วรถตกถนนหรือรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยจึงต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้น
๒. หากที่เกิดเหตุเป็นเหวหรือที่สูง และผู้เสียหายหยุดรถไม่ทันหรือหักรถหลบแล้วเกิดการเฉี่ยวชนหรือหักหลบแล้วรถตกถนนถึงแก่ความตาย ต้องถือว่าจำเลยฆ่าผู้เสียหายโดยเจตนาเล็งเห็นผล แต่หากผุู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย ต้องถือว่าจำเลยพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยเจตนาเล็งเห็นผล
๓. แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้เสียหายสามารถหยุดรถได้ทันและเครื่องรถดับคงเป็นเพราะเหยียบเบรคอย่างเร็วไม่ได้เหยียบครัชด้วยรถจึงเครื่องดับ โดยล้อรถห่างขอบถนน ๒ ศอก ถนนที่เกิดเหตุก็สูงจากท้องนา เพียง ๑ เมตร ผู้เสียหายขับรถมาด้วยความเร็วเพียง ๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงไม่เป็นที่แน่นอนว่า หากรถตกถนนแล้วผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ แต่อย่างไรผู้เสียหายคงได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย แต่เมื่อรถไม่ตกลงไปข้างถนน จึงเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายไม่ได้รับบาดเจ็บ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียงพยายามทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น
๔. ในคำพิพากษาฏีกานี้ ศาลไม่ได้คำนึงถึงความเร็วรถจำเลยที่ขับเพราะรถไม่ได้เฉี่ยว่ชนกัน หากรถเกิดเฉี่ยวชนกันย่อมต้องนำความเร็วรถจำเลยมาประกอบ เพราะการขับรถด้วยความเร็วแล้วเกิดเฉี่ยวชนย่อมได้รับความเสียหายมาก แต่เมื่อรถไม่ได้เฉี่ยวชนกัน ศาลจึงมองไปที่ความเร็วรถผู้เสียหายว่าขับด้วยความเร็วเท่าไหร่เพียงพอที่จะสามารถหยุดรถได้ทันหรือไม่อย่างไร
(ท่านจิระประวัติ เเบบประเสริฐ)
|
แซงรถด้วยเจตนาเล็งเห็นผล ป.อ. มาตรา ๘๐, ๒๙๕ (คำพิพากษาฏีกาที่ ๑๐๐๓/๒๕๑๒) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
จำนวนผู้ชม : 1791 ครั้ง
ลงวันที่ 27/01/2014 13:45:25

|
ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|