"เป็นโรคเอดส์"
จำเลยจับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติ เป็่นการฆ่าสำเร็จไปแล้ว จำเลยอุ้มผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ของจำเลย นาย ก. ได้ตามมาและขอนำตัวผู้เสียหายเพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่จำเลยไม่ยอมคืน จึงเป็นการหน่วงเหนียวกักขังผู้เสียหาย ซึ่งมีเจตนาต่างหากอีกกรรม ผู้เสียหายรู้สึกตัวเปิดประตูรถที่จำเลยกำลังจะขับทิ้งตัวลงถนนแล้ววิ่งหนี จำเลยวิ่งไล่ตามกระชากผมผู้เสียหายเข้าไปในพงหญ้า กระชากเสื้อผู้เสียหายออก เห็นสร้อ...ยคอพร้อมพระเลี่ยมทอง จึงกระชากมาเป็นของตน อันเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์อีกกรรม จำเลยดึงกางเกงผู้เสียหายหลุด ผู้เสียหายบอกจำเลยว่าเป็นเอดส์ จำเลยมีอาการลังเล ผู้เสียหายวิ่งหลบหนี อันเป็นการกระทำอนาจารอีกกรรม การกระทำดังกล่าวมีเจตนาแตกต่างกัน แม้จะกระทำต่อเนื่องกันแต่ได้กระทำความผิดฐานอื่นสำเร็จไปแล้ว เป็นความผิดหลายกรรม (คำพิพากษาฏีกา ๙๘๕/๒๕๔๖)
ข้อสังเกต :
๑. การกระทำความผิดแต่ละกรรมมีองค์ประกอบความผิดแตกต่างกัน ความผิดใดครบองค์ประกอบความผิดก็เป็นความผิดไปในตัวแม้จะกระทำต่อเนื่องกัน แต่การกระทำแต่ละอันมีเจตนาในการกระทำที่แตกต่างกัน องค์ประกอบกฏหมายก็แตกต่างกัน แต่ละการกระทำความผิดได้กระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว จึงมากระทำความผิดฐานอื่นอีก แม้กระทำต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาในการกระทำความผิดเจตนาเดียว จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงทุกกรรมที่เป็นความผิด
๒. จับผู้เสียหายกดน้ำจนหมดสติ ผู้เสียหายไม่สามารถช่วยตัวเองได้อาจตายเพราะการกดน้ำหรือจมน้ำตายได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย ถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า
๓. การที่จำเลยไม่ยอมมอบผู้เสียหายให้นาย ก. เพื่อนำไปโรงพยาบาล เป็นการหน่วงเหนียวกักขังหรือกระทำด้วยประการใดๆให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อันเป็นความผิดเสรีภาพ ตาม ป.อ. มาตรา ๓๑๐ เป็นความผิดอีกกรรมที่มีเจตนาและองค์ประกอบความผิดแตกต่างจากความผิดฐานพยายามฆ่า
๔. การที่จำเลยกระชากเสื้อผู้เสียหาย เห็นสร้อยคอพร้อมพระเลี่ยมทองจึงกระชากมาเป็นของตน เป็นการแย่งการครอบครองในสร้อยคอและพระเลี่ยมทองของผู้เสียหายโดยเจตนาทุจริตแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฏหมายโดยใช้กำลังประทุษร้ายกระชากเสื้อผู้เสียหายจนหลุดออก เพื่อให้ความสะดวกในการลักทรัพย์ ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ เป็นอีกกรรมต่างหากจากกากรกระทำตามข้อ ๒, ข้อ ๓
๕. การที่จำเลยถอดกางเกงของผู้เสียหายจนหลุดออก มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดทางเพศ อันเป็นการกระทำอนาจาร อีกกรรมแตกต่างจากการกระทำตามข้อ ๒, ข้อ ๓, ข้อ ๔
๖. จำเลยคงมีเจตนาข่มขืน แต่เมื่อผู้เสียหายบอกเป็นโรคเอดส์ จำเลยเกิดลังเลจนผู้เสียหายวิ่งหนีไปได้ จำเลยเองก็ยังไม่ได้ถอดกางเกงของตนออก และยังไม่มีการกระทำใดๆอันใกล้ชิดอันมีลักษณะใดอันจะเป็นความผิดฐานข่มขืนได้ จึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย
(ท่านจิระประวัติ เเบบประเสริฐ)
|